โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เที่ยวในประเทศไม่ปังเพราะอะไร เมื่อทัวร์นอกถูกกว่า-ครบกว่า?

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 06.05 น.
การท่องเที่ยวในประเทศปี 2568 ขยายตัวเพียง 2.2% แม้มีโครงการคนละครึ่งช่วยหนุน แต่ยังเผชิญแรงต้านจากเศรษฐกิจชะลอ การเมืองไม่นิ่ง และโปรเที่ยวต่างประเทศราคาดึงดูด

ไทยเที่ยวไทยในภาวะโตชะลอ การฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง

แม้ประเทศไทยจะเดินหน้ากระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศผ่านโครงการสนับสนุน เช่น “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” แต่ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า การเติบโตของตลาดไทยเที่ยวไทยในปี 2568 ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยคาดการณ์ว่าตลอดทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางในประเทศรวม 205 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 2.2% เท่านั้น

ช่วงครึ่งปีแรก มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางรวม 101 ล้านคน-ครั้ง คิดเป็นการเติบโตเพียง 2.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศอยู่ที่ประมาณ 574,426 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19

เศรษฐกิจชะลอ–การเมืองไม่นิ่ง กดดันคนไทยไม่เที่ยว

หลายปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตของตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย

นอกจากนี้ การเกิดแผ่นดินไหวในบางพื้นที่ และความผันผวนของสภาพอากาศ ยังกระทบต่อแผนการเดินทางของนักท่องเที่ยว เช่นเดียวกับราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง จนทำให้คนจำนวนไม่น้อยเลือกใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง หรือหันไปเลือกท่องเที่ยวต่างประเทศที่เสนอราคาคุ้มค่ากว่า

โปรไฟไหม้ต่างประเทศมาแรง คนไทยเลือกบินแทนเที่ยวใกล้

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ไทยเที่ยวไทยเติบโตต่ำ คือการแข่งขันจากตลาดต่างประเทศที่รุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน แพคเกจท่องเที่ยวราคาถูกที่ออกโดยบริษัททัวร์และสายการบิน เช่น ทัวร์เกาหลีใต้ 4 วัน 2 คืน ราคาเริ่มต้นเพียง 6,000 บาท หรือเวียดนามที่เฉลี่ยเพียง 7,000 บาท ได้กลายเป็นทางเลือกใหม่ที่ดึงดูดใจคนไทยที่มองหาความคุ้มค่า

อีกทั้งนโยบายวีซ่าฟรีกับหลายประเทศ และความสะดวกในการเดินทางระหว่างประเทศ ทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวไทยจำนวนไม่น้อยเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานและนักเดินทางอิสระที่มีกำลังซื้อระดับกลางถึงสูง

เมืองรองโตแรง แต่งบยังไม่ถึง

แม้การเติบโตของภาพรวมจะชะลอ แต่หนึ่งในเทรนด์ที่น่าสนใจคือ การท่องเที่ยวในเมืองรองที่กำลังมาแรง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ปี 2568 คาดว่าสัดส่วนการท่องเที่ยวเมืองรองจะเพิ่มขึ้นเป็น 41.4% ซึ่งสูงกว่าเมื่อเทียบกับปี 2562 ก่อนเกิดโควิด-19 อย่างมาก

จังหวัดอย่างสุพรรณบุรี เชียงราย สมุทรสงคราม และอุบลราชธานี มีจำนวนนักท่องเที่ยวไทยสูงกว่า 2 ล้านคน แซงหน้าจังหวัดหลักบางแห่ง เช่น สงขลาที่มีเพียง 1.4 ล้านคน หรือพังงาที่มีเพียง 650,000 คน

อย่างไรก็ตาม รายได้ที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวในเมืองรองยังต่ำ คิดเป็นเพียง 28% ของรายได้รวมจากไทยเที่ยวไทย ขณะที่เมืองท่องเที่ยวหลักยังคงกินสัดส่วนสูงถึง 72%

พฤติกรรมใหม่ของนักเดินทางไทย ไปเช้า-เย็นกลับ จ่ายน้อยลง

เมื่อพิจารณาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในประเทศ พบว่าคนไทยนิยมเดินทางแบบไปเช้า-เย็นกลับมากขึ้น คิดเป็นกว่า 51% ของจำนวนผู้เดินทางทั้งหมด ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อครั้งอยู่ที่ราว 4,100 บาท ซึ่งยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดโควิด-19

โดยเฉพาะในเมืองรอง นักท่องเที่ยวใช้จ่ายเฉลี่ยเพียง 2,800 บาทต่อครั้ง ซึ่งต่ำกว่าค่าใช้จ่ายในเมืองท่องเที่ยวหลักที่เฉลี่ยประมาณ 5,000 บาท ส่วนหนึ่งมาจากราคาที่พัก อาหาร และบริการในเมืองรองที่ยังอยู่ในระดับไม่สูง เช่น โรงแรมระดับ 4 ดาวในเมืองรองมีราคาคืนละประมาณ 1,850 บาท ต่ำกว่ากรุงเทพฯ หรือภูเก็ตซึ่งเฉลี่ย 3,500 บาทต่อคืน

การฟื้นฟูต้องมากกว่าโปรโมชัน

แม้โครงการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” จะมีส่วนกระตุ้นการเดินทาง แต่ดูเหมือนว่ายังไม่เพียงพอในการพลิกฟื้นตลาดไทยเที่ยวไทยในภาพรวม โดยเฉพาะในช่วง Low Season ที่แม้จะมีมาตรการช่วยจ่ายค่าที่พักและคูปองดิจิทัล แต่ก็ยังไม่สามารถต้านทานแรงเสียดทานจากเศรษฐกิจและพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างเต็มที่

การผลักดันให้คนไทยเที่ยวไทยจึงต้องอาศัยกลยุทธ์ที่มากกว่าการลดแลกแจกแถม โดยควรเน้นสร้างมูลค่า เพิ่มประสบการณ์ และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเมืองรองอย่างจริงจัง เพื่อให้รายได้กระจายและเติบโตในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...