เฮียล้าน ชงผู้ว่าฯ แชร์เบาะแส ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ เช่าตึกในกทม.เป็นฐานทัพ
เฮียล้าน ชงผู้ว่าฯ แชร์เบาะแส ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ เช่าตึกในกทม.เป็นฐานทัพ
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพฯ นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม (ครั้งที่ 1) พ.ศ. 2568 โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เข้าร่วมประชุม
ในตอนหนึ่งนายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร หรือ เฮียล้าน ส.ก.เขตจอมทอง พรรคเพื่อไทย เสนอญัตติเรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครสำรวจอาคารที่สุ่มเสี่ยงเป็นแหล่งก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามอํานาจหน้าที่ ซึ่งเลื่อนจากการประชุมสภาฯ เมื่อวันพุธที่ 30 เมษายน 2568
นายสุทธิชัยกล่าวว่า ผู้บริหารและสภากทมฯ คงจะต้องร่วมด้วยช่วยกัน อาจไม่ใช่หน้าที่รัฐบาลเพียงอย่างเดียว ท่านคงทราบดีว่า ปัญหานี้ส่งผลกระทบอย่างมากกับประชาชน ด้วยกลุ่มอาชีพมักเช่าอาคาร หรือสำนักงานใน กทม. เพื่อเป็นแหล่งหล่อเหยื่อ ฐานปลอมแปลง ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากถูกหลอก สูญเสียทรัพย์สินและข้อมูลส่วนตัว เป็นจำนวนมาก
“ประเด็นหลัก ปัญหานี้เกิดขึ้นเยอะมากในช่วงนี้‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ เริ่มระบาดหนักมาก ตั้งแต่ปี 2565-2567 ประชาชนตกเป็นเหยื่อมากกว่า 575,500 คดี และเป็นมูลค่ารวมกว่า 65,715 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 80 ล้านบาท / วัน คน กทม.เกือบ 80% เคยได้รับสายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั่วประเทศไทย ช่วงนี้เริ่มลดลง แต่ กทม.ยังคงเป็นจุดที่เป็นฐานการเงิน และเครือข่ายนี้” นายสุทธิชัยชี้
นายสุทธิชัยกล่าวต่อว่า ในปี 2567 จนถึงต้นปี 2568 จะพบว่า มีผู้เสียหายกว่า10,000 ราย เดือน มิ.ย.จะเห็นข่าวสารว่ามี แก๊งชาวออสเตรเลียประมาณ 5 คน ได้เช่าบ้านหรูตรงพุทธมณฑล ดำเนินธุรกิจหลอกลวงการลงทุนทางโทรศัพท์ จาก กทม.ค่อนข้างเยอะ
“ผมรับทราบข้อมูลต่างๆ จึงจำเป็นต้องตั้งญัตตินี้ เพื่อเรียนให้ทุกท่านทราบ โดยเฉพาะผ่านฯ ชัชชาติ จะได้ช่วยกันว่าทำอย่างไร ถึงแม้ไม่ใช่หน้าที่เราโดยตรงก็ตาม แต่มีหน้าที่ส่งข้อมูล เมื่อไปตรวจพบ”
“ผมว่าบางทีเรานั่งกินข้าวด้วยกัน มีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรมาหลอกถาม เลขบัตรประชาชน บัญชีธนาคาร บอกว่ามีพัสดุมาส่ง เราเจอค่อนข้างมากในเรื่องนี้”
ท่านจะเห็นว่า ที่ผ่านมามีมาตรการป้องกันและปราบปราม ต้องขอชื่อชม นายกฯ ที่ได้ดำเนินการ มาตรการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ต่างชาติ ซึ่งจะเห็นว่านายกฯมีความเป็นห่วงเรื่องนี้ ทั้งในและประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง ซึ่งจะพบว่า ช่วงนี้เริ่มมีจำนวนลดลง” นายสุทธิชัยกล่าว
จากนั้น ได้อ้างอิง พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฉบับที่ 2 พ.ศ.2568 ซึ่งมีเนื้อหาระบุว่า
1.ค่ายมือถือ – สถาบันการเงิน – โซเซียลมีเดียต้องรับผิดร่วมต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
2.องค์กรรัฐต้องกำหนดมาตรฐานป้องกันภัยภัยไซเบอร์ร่วมกัน
3.ผู้ให้บริการโทรคมนาคมต้องคัดกรองข้อความเสี่ยงให้ผู้ใช้งาน
4.สามารถระงับเบอร์ที่ใช้ทำความผิดได้ทันที ไม่ต้องรอคำสั่งศาล
5.กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่ขายเบอร์ให้ผู้กระทำความผิด หากผู้ขายรู้ว่าถูกนำไปใช้
ด้านนายกิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ส.ก. เขตทุ่งครุ กล่าวว่าเสนอว่าใช้งบรณรงค์ตลาดสะอาด ถูกสุขอนามัย รณรงค์ผ่านประธานชุมชนทุกเดือน ทำใบปลิวให้ความรู้ให้กับชาวชุมชน โดยเฉพาะคนแก่ที่ส่วนใหญ่เสพโซเชียล เพราะอยู่บ้านคนเดียวลูกหลานไม่ได้อยู่ด้วย
ขณะที่นายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก. เขตบางรัก อภิปรายสนับสนุนคิดว่า กทม. มีทรัพยากรที่ดีไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครทางเทคโนโลยี ควรเข้าไปคลุกคลีกับชุมชนและให้ความรู้ในการป้องกันภัยเพื่อนำไปขยายต่อเพื่อเป็นประโยชน์กับประชาชน
ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่าจะสั่งการฝ่ายรายได้ ฝ่ายเทศกิจ และพนักงานกวาดถนนให้เพิ่มการสังเกตในพื้นที่ที่มีคนเข้าออกพลุกพล่านผิดปกติ โดยเฉพาะชาวต่างชาติ และรายงานมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะประสานความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหา รวมให้ข้อมูลความรู้ในโรงเรียนของ กทม. และประชาชนสามารถแจ้งผ่าน Traffy Fondue ได้อีกช่องทาง โดยรับว่าจะปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมและจะมารายงานต่อสภาฯ ต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เฮียล้าน ชงผู้ว่าฯ แชร์เบาะแส ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ เช่าตึกในกทม.เป็นฐานทัพ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th