โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เกาหลีใต้เผชิญวิกฤต สมองไหล เมื่อคนเก่งทยอยออกนอกประเทศ

the Opener

เผยแพร่ 15 ก.ค. 2568 เวลา 03.21 น. • The Opener

เกาหลีใต้ กำลังประสบวิกฤต “สมองไหล” เมื่อคนเก่งและคนที่มีความสามารถต่างทยอยกันย้ายออกไปหางานทำยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ในที่ซึ่งจ่ายค่าตอบแทนให้สูงกว่า และมีโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพที่มากกว่า

ขณะที่เกาหลีใต้ พยายามผลักดันให้ประเทศเป็น “ฮับทางด้านนวัตกรรม” และพยายามดึงดูดคนที่มีความสามารถจากทั่วโลกให้เข้ามาทำงาน โดยลดอุปสรรคในเรื่องของวีซ่า และขยายโอกาสด้านการศึกษาให้กับนักเรียนต่างชาติ แต่ขณะเดียวกัน คนเกาหลีเองที่เรียนจบระดับปริญญาเอกกลับค่อยๆ ทยอยย้ายออกจากประเทศไปอย่างเงียบๆ

ปัจจุบัน เกาหลีใต้สูญเสียบุคลากรที่ยอดเยี่ยมและมีอนาคตไกลไปให้กับบริษัทและสถาบันในต่างประเทศรวมแล้วเป็นหลักหลายร้อยคน เนื่องจากมีข้อเสนอเรื่องค่าตอบแทนที่ดีกว่า มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้กับการทำงานวิจัยที่มากกว่า ที่สำคัญ คือ มีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงานที่มากกว่า
ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศและมีสาขาการวิจัยปัญญาประดิษฐ์ หรือ “เอไอ” กลายเป็นศูนย์กลางของอาการ “สมองไหล” มีศาสตราจารย์ผู้มากความสามารถและอนาคตไกลรวม 56 คน ลาออกเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ

กระทรวงการศึกษาของเกาหลีใต้เผยว่า นอกจากนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรแล้ว เกาหลีใต้ยังสูญเสียศาสตราจารย์ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไปอีก 28 คน แพทย์ศาสตร์ 1 คน ซึ่งลาออกไปทำงานที่สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน และประเทศอื่นๆ ที่ให้เงินเดือนสูงกว่าที่เกาหลีใต้ 4 เท่า

การสูญเสียคนมีความสามารถในอัตราเร่งสูง ยังส่งผลให้เกิดโดมิโนเอฟเฟ็กต์ กล่าวคือ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศย้ายเข้ามาทำงานในโซลแทนที่คนที่ลาออกไป และจากโซล คนที่ย้ายเข้ามาจากภูมิภาคก่อนหน้านี้ ก็จะลาออกเพื่อไปทำงานนอกประเทศเป็นระลอกๆ ไป

สถาบันทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีชื่อเสียงของเกาหลี คือ KAIST, GIST, DGIST และ UNIST เผยว่า ระหว่างปี 2021 จนถึงกลางปี 2025 มีนักวิชาการและนักวิจัยจำนวน 119 คนลาออกจากสถาบันแถวหน้าทั้งสี่ และจำนวนมากย้ายเข้ามาในโซล ขณะที่มีศาสตราจารย์ 18 คนย้ายไปทำงานนอกประเทศ

สำนักข่าวโคเรียฮารัลด์ ระบุว่า ปรากฏการณ์สมองไหลนี้ เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยเกิดจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในเกาหลีต่างทนกับการถูกแช่แข็งไม่ให้ขึ้นค่าเทอมต่อไปไม่ไหว ซึ่งส่งผลให้เงินเดือนของบรรดาอาจารย์คณะต่างๆ ไม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี ซ้ำเงินเดือนยังถูกกำหนดเป็นขั้นจากลำดับอาวุโสอย่างเข้มงวดอีกด้วย

ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกต่างก็พากันตามล่าตัวคนเกาหลีที่มีความสามารถด้วยเช่นกัน โดยมีแรงจูงใจเรื่องค่าตอบแทนที่สูง ซึ่งตำแหน่งศาสตราจารย์ในโซล จะได้รับค่าตอบแทนราว 100 ล้านวอน หรือราว 73,000 ดอลลาร์ แต่หากไปทำงานในต่างประเทศจะได้รับค่าตอบแทนเริ่มต้นไม่ต่ำกว่าที่ 330,000 ดอลลาร์

“ด้วยช่องห่างของเงินเดือนที่มากกว่ากันถึง 4 เท่า การพิจารณาถึงประโยชน์ของการทำงานวิจัย กับทรัพยากรที่มีอย่างล้นเหลือ และยังได้รับการสนับสนุนเรื่องที่พักอีก จริงๆ แล้วก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปฏิเสธข้อเสนอดีๆ เหล่านี้เลย” ผู้ช่วยศาสตราจารย์การวิจัยด้านเอไอของเกาหลีใต้รายหนึ่งกล่าว

ข้อมูลจากกระทรวงการศึกษาของเกาหลีใต้เผยว่า ในตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เงินเดือนเฉลี่ยของตำแหน่งศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.8 โดยเพิ่มจาก 100.6 ล้านวอน ในปี 2019 มาเป็น 101.4 ล้านวอนในปี 2024 ขณะที่ตำแหน่งรองศาสตราจารย์และผู้ช่วยศาสตราจารย์ เงินเดือนจะลดหลั่นกันลงไป

รายงานของสมัชชาแห่งชาติ หรือรัฐสภาเกาหลีใต้ เผยว่า นับจากปี 2021 ถึงพฤษภาคม 2025มหาวิทยาลัย 9 แห่งทั่วประเทศ ไม่นับรวมมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล มีการสูญเสียบุคลากรที่มีความสามารถรวมแล้ว 323 คน

นอกจากนี้ ความสามารถของเกาหลีใต้ในการรักษาคนที่เก่งทางด้านเทคโนโลยีเอไอเอาไว้ ยังอยู่ในอันดับท้ายๆ ของประเทศกลุ่มสมาชิก OECD อีกด้วย โดยเกาหลีใต้อยู่ในอันดับที่ 35 จาก 38 ประเทศของสมาชิก OECD และพบว่า ในปี 2024 ประชากรทุก 10,000 คน จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอ 0.36 คนย้ายออกจากเกาหลีใต้ เพื่อไปทำงานที่ต่างประเทศ เช่น ลักเซมเบิร์ก และเยอรมนี

จากการสำรวจพบว่า เงินเดือนยังคงเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการตัดสินใจเรื่องการทำงาน โดยเป็นปัจจัยที่นักวิจัยด้านเอไอร้อยละ 85 ให้ความสำคัญ ผู้ที่จบปริญญาเอกสาขาเอไอที่สหรัฐ สามารถตั้งเงินเดือนเริ่มต้นที่ 114,000 ดอลลาร์ และอาจสูงถึง 139,000 ดอลลาร์สำหรับผู้ที่จบสาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เมื่อเทียบกับเงินเดือนที่เกาหลีใต้แล้ว คนจบปริญญาเอกและทำงานวิจัยในบริษัทเอกชน เงินเดือนจะอยู่ที่ราว 30,000 ดอลลาร์

ความแตกต่างกันอย่างมากของค่าตอบแทนในการจ้างงานในเกาหลีใต้เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ทำให้ถึงขั้นที่มีคำพูดในระหว่างนักวิจัยด้วยกันว่า “คนฉลาดต้องไม่อยู่ที่นี่ (เกาหลีใต้)”

ในการตอบโต้กับสถานการณ์สมองไหลที่กำลังเชี่ยวกรากนี้ ผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้ภาครัฐยกระดับมาตรการแห่งชาติ จากการแค่ป้องกันการสมองไหล ไปสู่การส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศที่ไม่เพียงแต่จะทำให้ยังคงรักษาคนเก่งและคนที่มีความสามารถเอาไว้ได้ แต่ยังต้องเปิดรับและกระตุ้นให้นักวิจัยชาวเกาหลีที่มีความสามารถเดินทางกลับประเทศด้วย

นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการจ่ายเงินเพิ่มเติมโดยวัดจากผลงาน และเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการแข่งขันด้านวิจัยในระดับโลก รวมถึงเสนอให้ขยายโครงการความร่วมมือด้านการวิจัยกับนานาชาติ

“ถ้าไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม รวมถึงโอกาสในความก้าวหน้าแล้ว สุดท้ายคนที่เฉิดฉายที่สุดก็จะออกไปนอกประเทศ” นักศึกษาปริญาตรีด้านเอไอรายหนึ่งกล่าว

ที่มา
South Korea's brain drain -- Why top talent is leaving

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...