โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

หนุนเกษตรกรเปลี่ยน “บ่อกุ้งร้าง” เพื่อสร้างรายได้ด้วยการเลี้ยง “ปูทะเล”

เดลินิวส์

อัพเดต 23 มิ.ย. 2568 เวลา 15.43 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 08.43 น. • เดลินิวส์
กรมประมงหนุนเกษตรกรเปลี่ยน “บ่อกุ้งร้าง” เพื่อสร้างรายได้ด้วยการเลี้ยง “ปูทะเล” ชูทางเลือกใหม่ในการประกอบอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน

นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลของไทยต้องเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งโรคระบาด ราคาตกต่ำ และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนหนึ่งจำเป็นต้องยุติการเลี้ยง และปล่อยบ่อกุ้งทิ้งร้างอย่างไร้ประโยชน์ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ผลักดันแนวทางการฟื้นฟูบ่อกุ้งร้าง โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนอาชีพ มุ่งสู่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดอื่นที่มีศักยภาพสูงและเหมาะสมกับพื้นที่เดิม ซึ่งหนึ่งในสัตว์น้ำทางเลือกที่ได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องคือ “ปูทะเล” ซึ่งถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ทนทานต่อสภาพแวดล้อม และจำหน่ายได้ราคาดี มีความต้องการสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่สำคัญสามารถนำมาเลี้ยงในบ่อเดิมที่เคยเลี้ยงกุ้งทะเลได้โดยไม่ต้องลงทุนปรับปรุงมากนัก โดยแนวทางนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ชายฝั่ง แต่ยังเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยลดพื้นที่รกร้าง และส่งเสริมอาชีพประมงให้กลับมาเข้มแข็งและยั่งยืนอีกครั้ง

นายวิรัตน สนิทมัจโร ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า จังหวัดสมุทรสงครามเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายที่กรมประมงส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงปูทะเลในบ่อกุ้งร้าง ซึ่งยังมีบ่อที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์กว่า 1,000 ไร่ เพื่อปรับเปลี่ยนมาใช้ประโยชน์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยใช้ต้นทุนที่น้อยลง แต่ได้ผลตอบแทนหรือรายได้ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับทางจังหวัดมีแหล่งน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีสภาพแวดล้อมที่ดี เกษตรกรจึงสามารถดึงน้ำจากธรรมชาติมาเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจอย่างเช่นปูทะเลได้ทั้งในรูปแบบธรรมชาติ กึ่งธรรมชาติ และเชิงพาณิชย์ โดยในปัจจุบันมีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จำนวน 1,873 ราย พื้นที่มากกว่า 45,700 ไร่ จากจำนวนพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งหมดที่มีกว่า 50,100 ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมการเลี้ยงแบบกึ่งธรรมชาติ ซึ่งสามารถบริหารจัดการได้ง่าย ใช้แรงงานน้อย ต้นทุนต่ำ ซึ่งสำนักงานประมงจังหวัดได้ให้คำแนะนำ คำปรึกษา ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การพิจารณาสัตว์น้ำ การปรับเปลี่ยนพื้นที่ การจัดหาสัตว์น้ำ การเพาะเลี้ยง การตลาด รวมถึงนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่กรมประมงได้วิจัยและพัฒนา มาส่งเสริมปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่และบริบทของเกษตรกรในจังหวัดสมุทรสงคราม ทั้งนี้ ปัจจุบันจังหวัดสมุทรสงครามมีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเพาะเลี้ยงปูทะเลแล้วกว่า 234 ราย ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 9,780 ไร่

นายชัยวุฒิ สุดทองคง ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า สำหรับพันธุ์ปูทะเลที่เกษตรกรใช้เลี้ยง ส่วนหนึ่งสามารถรวบรวมได้จากธรรมชาติ และยังสามารถซื้อได้จากหน่วยผลิตพันธุ์สัตว์น้ำของกรมประมง โดยปูทะเลซึ่งเป็นชนิดปูขาวจากกรมประมง จัดเป็นลูกพันธุ์ที่มีความแข็งแรง โตเร็ว สามารถเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่มีความเปลี่ยนแปลงได้ดี จึงมีความเหมาะสมที่เกษตรกรสามารถนำมาใช้สำหรับการเลี้ยงในนากุ้งร้าง เพื่อเสริมสร้างอาชีพให้กับเกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพ และมีรายได้ที่มั่นคงยั่งยืน นอกจากนี้ ทางกรมฯ ยังได้สนับสนุนเทคโนโลยีในการฟื้นฟูบ่อ เช่น การใช้จุลินทรีย์ ปม.1 ปม.2 และจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง เพื่อปรับสภาพดินพื้นบ่อและคุณภาพน้ำให้เหมาะสม รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรค อีกทั้งยังส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเลร่วมกับปลานวลจันทร์ทะเล เพื่อลดโอกาสที่พื้นบ่อจะเน่าเสียจากการสะสมของขี้แดดบริเวณพื้นบ่อ ตลอดจนช่วยปรับสมดุลของระบบนิเวศในบ่อเลี้ยงให้เหมาะสมอีกด้วย

นายธนธรณ์ ลิ้มสกุล หนึ่งในเกษตรกรต้นแบบด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อยของจังหวัดสมุทรสงคราม ได้เล่าถึงความสำเร็จในการเปลี่ยนบ่อกุ้งร้างมาเลี้ยงปูทะเล ว่า ได้เริ่มต้นจากการทดลองเลี้ยงด้วยตนเองแต่ยังประสบปัญหาในเรื่องของต้นทุน จึงได้ขอรับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่กรมประมงในการนำอาหารธรรมชาติมาใช้ในการเลี้ยง จนทำให้มีผลผลิตและรายได้เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากใช้ต้นทุนในการเลี้ยงน้อย ไม่ต้องพึ่งสารเคมี ซึ่งอาหารที่ใช้เลี้ยง ได้แก่ หอยกะพัง และปลาหมอคางดำจากแหล่งน้ำธรรมชาติซึ่งมีความสดใหม่ ทำให้ปูทะเลที่เลี้ยงไม่เป็นโรค เจริญเติบโตได้ดี หลังเลี้ยงครบ 6 เดือน ปูตัวผู้ขายเป็นปูเนื้อกิโลกรัมละ 350 บาท ส่วนตัวเมียขายเป็นปูไข่กิโลกรัมละ 500 บาท ส่งผลให้มีกำไร มีเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้อย่างต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...