วาดชีวิต ลิขิตชะตา #เกิดใหม่ครั้งหน้า ขอข้าเป็นนางเอก
นิยาย Dek-D
อัพเดต 17 พ.ค. 2568 เวลา 07.30 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2566 เวลา 17.12 น. • ตำหนักหมื่นบุปผาข้อมูลเบื้องต้น
炮灰女配和奸臣HE了
Author: เสวี่ยซานหลาน
ลิขสิทธิ์: 17k
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย: Novel Kingdom
“สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๕๘)”
หลังจากย่ำเท้าผ่านเข้าประตูผี เสิ่นเชียนเกอจึงได้รู้ว่าตนเองเป็นเพียง “ตัวประกอบ” ที่ถูกลิขิต ให้มีชะตาชีวิตแสนอาภัพในนวนิยายเล่มหนึ่งเท่านั้น ตระกูลเสิ่นที่นางรักหนักหนา ยอมทุ่มเททั้งกายใจจนถึงขั้นยอมพลีกายถวายชีวิตให้ได้ กลับไม่เคยเห็นหัวนางแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน พวกเขากลับรักใคร่เอ็นดูเสิ่นเจียวเจียว ผู้ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมเสียยิ่งกว่าสิ่งใด และ ใช่ เสิ่นเจียวเจียวผู้นั้นต่างหากที่เป็น “นางเอก” ของนวนิยายรักประโลมโลกเรื่องนี้ สตรีผู้มีโชคดีดั่งฟ้าประทานราวกับว่าสวรรค์นั้นโปรดปรานนางมากเป็นพิเศษ
ในที่สุดเสิ่นเชียนเกอก็ได้โอกาสกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งบนเส้นชะตาแห่งนวนิยายเรื่องเดิม แต่ครานี้นางมีกระถางดอกไม้วิเศษที่สามารถใช้มันสั่งสมโชคลาภ ดูดดึงวาสนา ปรากฏขึ้นข้างกายด้วย ! มีเพียงการสั่งสมโชคลาภและดูดซับวาสนา(ผู้อื่น)ที่มากพอเท่านั้น จึงจะช่วยให้นางหลุดพ้นจาก “ชะตาลิขิตของตัวประกอบ” อันแสนอาภัพนี้ไปได้ หรือมันอาจถึงกับพลิกผันชะตาของชีวิตใหม่เปลี่ยนให้เสิ่นเชียนเกอตัวประกอบผู้แสนรันทดกลายเป็น “นางเอก” เสียเองก็เป็นได้ ผู้ใดจะล่วงรู้
แต่ทว่า
นามที่ปรากฏขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในใบรายชื่อแห่งโชคลาภ กลับเป็น “เยี่ยนอ๋อง” บุรุษจอมโฉดผู้แสนโหดเหี้ยม ความเอาแต่ใจ และความโหดร้ายทารุณต่อเหล่าสตรีของคนผู้นี้เป็นที่รู้กันดีทั่วทั้งเมืองหลวง แม้ฐานันดรจะสูงส่งแต่ด้วยนิสัยเช่นนี้ไม่มีคุณหนูในห้องหอหรือแม้แต่แม่หม้ายลูกติดนางใดยินยอมพร้อมใจแต่งให้แก่เขา
แต่…เพื่อโชคลาภแล้ว …นางแต่ง!
----------------------------
ผู้แปล: เสี่ยวถังกั่ว
เรียบเรียง: Thursday
---------------------------
'วาดชีวิต ลิขิตชะตา' เป็นวรรณกรรมที่เน้นใช้การบรรยายเป็นหลักซึ่งเป็นสไตล์งานเขียนของนักเขียนต้นฉบับ สนพ. นำมาเรียบเรียงอย่างสุดความสามารถเพื่อนำเสนอความสละสลวยของภาษาเป็นสำคัญ
อ๋องโฉดหรือ ?…ข้าแต่ง!
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าขอไม่ออกเรือนกับคนอย่างเยี่ยนอ๋องได้หรือไม่เจ้าคะ……”
น้ำเสียงสั่นเครือของเสิ่นเจียวเจียวฟังดูทั้งหวาดกลัว ร้อนรนและแฝงไปด้วยความน้อยใจ สิ้นเสียงนั้นใบหน้างามก็รีบหันไปหาเสิ่นจิ่งเยี่ยนผู้เป็นพี่ชายทันที สายตาที่นางใช้เต็มไปด้วยแววแห่งความอ้อนวอน
ดวงพักตร์ที่ดูกลัดกลุ้มของคุณหนูตระกูลเสิ่น บัดนี้เป็นสีแดงก่ำ น้ำใส ๆ รื้นเต็มดวงตาดอกท้อทั้งสอง ช่างน่าสงสารยิ่งนัก ท่าทางน่าเวทนาเช่นนี้สมกับนามของนางเป็นอย่างยิ่ง อ่อนหวานนุ่มนวลชวนให้รักใคร่เอ็นดู แต่ก็เปราะบางน่าทะนุถนอมเสียจนผู้ใดที่ได้มองมิอาจหักห้ามใจไม่ให้เข้าไปปกป้องนางได้เลยแม้แต่น้อย
ไม่เพียงแต่ฮูหยินและใต้เท้าเสิ่นเท่านั้น แม้กระทั่งบุรุษหนุ่มอกสามศอกอย่างคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเสิ่น–เสิ่นจิ่งเยี่ยนเองก็ใจอ่อนระทวยให้กับประโยคที่เสิ่นเจียวเจียวกล่าวมา
“เจียวเจียว เจ้าวางใจเถอะ หากว่าเจ้าไม่อยากออกเรือน ผู้ใดก็บังคับเจ้าไม่ได้!” เสิ่นจิ่งเยี่ยนประกาศกร้าวเสียงดัง ใบหน้าคมเคร่งขรึมจริงจัง
เสิ่นเชียนเกอที่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ มาตลอดปรายตามองคนในครอบครัวของนางทีละคน แม้กิริยาท่าทางภายนอกจะดูนิ่งสงบ ทว่ามุมปากเล็กเรียวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้าผืนบางกำลังยกขึ้น…วาดเป็นองศาที่ดูเย้ยหยันอย่างชัดเจน
เจี่ยงกุ้ยเฟย1ส่งสารแสดงเจตจำนงมายังตระกูลเสิ่นว่าต้องการให้ส่งตัวบุตรสาวของตระกูลมาเข้าพิธีแต่งงานกับเยี่ยนอ๋อง บุรุษโฉดผู้เป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วทั้งเมืองหลวงในเรื่องความเลือดเย็นและโหดเหี้ยมอำมหิตเหนือผู้ใด ว่ากันว่าอ๋องผู้นี้สังหารผู้คนมากมายได้โดยไม่กะพริบตา และมีนิสัยโหดร้ายทารุณแม้กระทั่งต่อเหล่าสตรีที่อ่อนแอกว่า
ต้องทราบก่อนว่าตระกูลเสิ่นนั้นมีบุตรีอยู่เพียงสองคนเท่านั้น คนแรกคือ คุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่นมีนามว่าเสิ่นเจียวเจียว และคนที่สองก็คือตัวนางผู้มีนามว่าเสิ่นเชียนเกอ
ในตอนนี้ ไม่ว่าอย่างไรเสิ่นเจียวเจียวก็ไม่ยินยอมออกเรือนเพื่อตบแต่งเข้าเป็นชายาตำหนักเยี่ยนอ๋อง บิดามารดารวมถึงพี่ชายก็ล้วนกางปีกปกป้อง ตามใจนางถึงเพียงนั้น เช่นนี้แล้วคนที่จะถูกหมายหัวให้รับหน้าที่แต่งงานกับอ๋องโฉดตามเจตจำนงของเจี่ยงกุ้ยเฟยก็คงหนีไม่พ้นต้องเป็นบุตรสาวคนรองเสิ่นเชียนเกอ
เสิ่นฮูหยินผุดลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนปราดมานั่งข้างกายเสิ่นเชียนเกอ ดวงตาของนางแดงก่ำ สุ้มเสียงที่กล่าวออกมาแหบพร่าไปหมด “เชียนเกอ เจ้าเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของแม่ แม่จะทำใจให้เจ้าออกเรือนไปกับเยี่ยนอ๋องได้อย่างไร แต่เจี่ยงกุ้ยเฟย…จวนเสิ่นของเราไม่อาจทำให้กุ้ยเฟยไม่พอพระทัยได้จริง ๆ”
เวลาเช่นนี้สินะที่เสิ่นฮูหยินจะนึกขึ้นได้ว่า นางต่างหากที่เป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของจวนตระกูลเสิ่นแห่งนี้?
ใต้เท้าเสิ่นผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ มือสองข้างกำแน่น เส้นเลือดบนขมับข้างหนึ่งเต้นตุบ ๆ ผู้นำตระกูลเสิ่นพูดเสียงดังลั่น ใบหน้าและน้ำเสียงเคร่งเครียดจริงจัง น่าเกรงขาม “ในเมื่อเจ้าเป็นบุตรสาวตระกูลเสิ่น เจ้าก็ต้องตระหนักถึงการเสียสละเพื่อบรรพบุรุษและส่วนรวม” แน่นอนว่า…วาจานั้นเขากล่าวกับเสิ่นเชียนเกอบุตรีคนรอง
เหอะ! บุตรสาวรึ? นางเพิ่งถูกพากลับมายังตระกูลเมื่อครั้งมีอายุได้สิบปี จนถึงเวลานี้นับว่านางเป็นบุตรีตระกูลเสิ่นได้เพียงห้าปีเท่านั้น หากเทียบกันแล้ว เสิ่นเจียวเจียวอยู่ในสถานะนี้นานกว่านางเป็นไหน ๆ
เสิ่นจิ่งเยี่ยนรีบเสริม “เชียนเกอ หากเจ้าออกเรือนไปอยู่ที่ตำหนักเยี่ยนอ๋อง พี่สัญญาว่าจะไปเยี่ยมเจ้าบ่อย ๆ จะไม่ให้เจ้าถูกเยี่ยนอ๋องรังแกได้เป็นอันขาด!”
อันที่จริง เสิ่นเชียนเกอไม่ได้คิดดูถูกดูแคลนเสิ่นจิ่งเยี่ยน เมื่อครั้งที่เสิ่นจิ่งเยี่ยนยังเป็นเด็กหนุ่ม ว่ากันตามหลักแล้วเขาก็นับได้ว่าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งในเมืองหลวง แต่หากต้องเผชิญหน้ากับเยี่ยนอ๋องจริง ๆ นางเกรงว่ายังไม่ทันได้เอ่ยวาจาคนตรงหน้าคงหวาดกลัวจนตัวสั่นเพราะความน่าเกรงขามของอ๋องผู้นั้นไปเสียก่อน เช่นนี้แล้วยังจะกล้าไปข่มขู่คนโฉดและบ้าบิ่นนั่นอีกหรือ?
เสิ่นเจียวเจียวลอบมองเสิ่นเชียนเกอด้วยท่าทีกระดากอายอยู่หลายครั้ง ดวงตาของนางดูโศกเศร้าอย่างไร้ที่สิ้นสุด ริมฝีปากน้อย ๆ สีแดงสดพยายามอ้าออกแล้วหุบลงอยู่หลายครา ทว่าในที่สุดก็ต้องก้มหน้างุดด้วยความละอายใจ
ท่าทีเช่นนั้นของคุณหนูใหญ่ทำให้คนตระกูลเสิ่นที่อยู่ในห้องทุกคนยิ่งรู้สึกปวดใจเป็นทวีคูณ
เสิ่นเชียนเกอกวาดสายตามองท่าทีของทุกคน มุมปากภายใต้ผ้าบางยกขึ้นอีกครั้ง ดวงตาเมล็ดซิ่งที่แสนสุกใสลอบมองขึ้นสูงช้า ๆ นางพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่กลอกตาในสถานการณ์นี้ คุณหนูรองตระกูลเสิ่นจัดเป็นสตรีโฉมงามผู้หนึ่ง หากไม่ใช่เพราะมีรอยแผลลึกสีแดงก่ำราวช้ำเลือดอยู่บนแก้มข้างซ้าย ยามที่ผ้าคลุมหน้าผืนบางนั้นถูกปลดเปลื้องออก ก็เกรงว่าจะไม่มีบุรุษใดในใต้หล้าที่สามารถต้านทานความงามสะคราญของนางได้
ทั้งใต้เท้าเสิ่น เสิ่นฮูหยินและเสิ่นจิ่งเยี่ยนต่างก็ทำใจไว้แล้วว่า ในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า เสิ่นเชียนเกอจะต้องปฏิเสธเรื่องการแต่งงานในครั้งนี้แน่
ทว่าพวกเขากลับได้ยินวาจาอันชัดเจนและหนักแน่น…เป็นคำตอบอันเหนือความคาดหมาย
“ข้าแต่ง!”
ทันทีที่สองคำนี้ดังขึ้นก็ราวกับมีอัสนีฟาดลงมายังห้องรับแขกตระกูลเสิ่น ถ้อยคำดังกล่าวทำเอาใต้เท้าเสิ่น เสิ่นฮูหยิน เสิ่นจิ่งเยี่ยนรวมไปถึงเสิ่นเจียวเจียวต่างก็ชะงักงันกันไปหมด พวกเขารู้สึกตกตะลึงกันเป็นอย่างยิ่ง
เสิ่นเชียนเกอละสายตาจากคนทั้งหมดในครอบครัว คุณหนูรองผู้ทิ้งถ้อยคำประหนึ่งฟ้าผ่าไว้กลางวงสนทนาลุกขึ้นและหมุนตัวเดินออกไปจากห้องรับแขกในทันที
ในภพก่อนนางตัดสินใจปฏิเสธงานแต่งงานไปหนหนึ่ง ในเมื่อภพนี้มีโอกาสอีกครั้ง แม้จะรู้ดีว่าเขาผู้นั้นเป็นอ๋องโฉดแห่งราชวงศ์ต้าโจว นางก็ยินดีจะแต่งกับเขา เยี่ยนอ๋องอาจเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยชีวิตนางไว้ก็เป็นได้ หากนางปฏิเสธอีกครา มีหวังได้ตายอย่างไร้ค่าเหมือนในภพก่อนเป็นแน่
สำหรับนางที่มีโอกาสกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง โลกนี้ก็เปรียบเสมือนฉากในนิยาย ชีวิตของผู้คนล้วนเป็นเพียงเนื้อหาในนิยายประโลมโลกเล่มหนึ่งเท่านั้น ที่สำคัญนางไม่มีทางลืมเลยว่าในนิยายเรื่องนี้ เสิ่นเชียนเกอถูกลิขิตชะตาให้รับบทตัวประกอบแสนอาภัพ ผู้ซึ่งต้องตายจากไปด้วยโรคร้ายที่ไร้ทางรักษาตั้งแต่ยังไม่ถึงตอนอวสาน
เมื่อเสิ่นเชียนเกอกลับมาถึงเรือนกุยเยี่ยน หัวหน้าสาวใช้ของนางนามว่าเหลียงเฉินก็กระวีกระวาดออกมาต้อนรับ เหลียงเฉินก้มศีรษะต่ำแววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
เสิ่นเชียนเกอเหลือบมองสาวใช้แซ่เหลียงเล็กน้อยแต่ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก หลังจากเดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้รับแขกแล้วผู้เป็นเจ้าของเรือนก็สั่งการออกไปเบา ๆ “เก็บข้าวของให้เรียบร้อย เราจะย้ายบ้านกัน”
ย่ะ…ย้ายบ้าน?
เหลียงเฉินที่ได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งอึ้งไปทันที ‘คุณหนูรองเป็นถึงคุณหนูแห่งตระกูลเสิ่น นอกจากจวนตระกูลเสิ่นนี้แล้วยังจะย้ายไปที่แห่งใดได้อีก?’
ราวกับเสิ่นเชียนเกอได้ยินสิ่งที่เหลียงเฉินคิดอยู่ภายในใจ ผู้เป็นคุณหนูเอ่ยออกมาว่า “สวนรองหอหนิงโช่ว!”
สิ้นวาจานั้น ร่างกายของเหลียงเฉินก็แข็งทื่อไปหมด
‘หอหนิงโช่ว…นั่นเป็นสวนที่เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าอาศัยอยู่นี่’
ว่ากันตามหลักแล้ว จวนที่พำนักของเหล่าไท่จวิน2 ทุกคนจะต้องปลูกสร้างอย่างยิ่งใหญ่ อีกทั้งยังมีการประดับตกแต่งที่หรูหราอลังการแทบทั้งสิ้น ทว่ากับจวนตระกูลเสิ่น…นั่นไม่ใช่
ถึงแม้ชื่อสวนรองหอหนิงโช่วจะมีความหมายที่ดี แต่มันกลับตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ห่างไกลจากจวนหลักของตระกูลเสิ่นมาก ยิ่งกว่านั้นยังทุรกันดารเป็นที่สุด แน่นอนว่าชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในจวนคงมิอาจถามหาความสะดวกสบายใด ๆ ได้
เหลียงเฉินมองไปยังผู้เป็นนายด้วยสายตาเป็นกังวล ในใจพลันคิดไปว่าหรือจะเป็นเพราะเมื่อครู่ที่คุณหนูรองไปยังห้องรับแขก และกระทำบางอย่างให้นายท่านและฮูหยินโกรธจึงได้ถูกลงโทษให้ย้ายไปอาศัยที่หอหนิงโช่วเช่นนี้
เหลียงเฉินไม่กล้ากล่าวสิ่งใดออกไป นางทำได้เพียงเร่งไปเก็บข้าวของตามคำสั่งอย่างคล่องแคล่ว ทว่าก็ไม่ลืมแอบกระซิบให้สาวใช้อีกคนรีบนำเรื่องนี้ไปบอกเก๋อมามาโดยเร็ว
เพียงชั่วจิบน้ำชาเก๋อมามาก็มาถึง
ทันทีที่ก้าวย่างเข้ามาในห้องรับแขก นางก็พบว่าคุณหนูรองกำลังเอนกายลงบนเก้าอี้กุหลาบ มือหนึ่งโบกสะบัดพัดคันเล็กด้วยท่าทางสบาย ๆ ปากเล็ก ๆ จัดแจงสั่งการบรรดาสาวใช้ที่กำลังทำงานอย่างแข็งขัน ท่าทีของคุณหนูในตอนนี้ดูพึงพอใจเป็นอย่างมาก
เก๋อมามาเร่งฝีเท้าก้าวเข้าหาคุณหนูของตนโดยไม่รอช้า “คุณหนูรอง นี่ท่านกำลังคิดสิ่งใดอยู่น่ะเจ้าคะ”
ถึงแม้เรือนกุยเยี่ยนจะไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่ก็ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสวนหนานซานที่นายท่านและฮูหยินพักอาศัยอยู่ ถึงแม้คุณหนูรองจะเพิ่งกลับเข้าจวนเมื่ออายุได้สิบปี แต่เก๋อมามาก็เข้าอกเข้าใจนายท่านและฮูหยินเป็นอย่างดี หากโยกย้ายไปไกลแล้ว การที่จะมาพบปะเยี่ยมเยียนนายท่านและฮูหยินบ่อย ๆ ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป
เด็กน้อยที่ร้องไห้เป็นมักจะได้รับลูกกวาดเสมอ ถึงแม้คุณหนูรองจะเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของนายท่านและฮูหยินแต่ก็ใช่ว่าจะได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นที่ผ่านมาคุณหนูรองจึงพยายามอย่างหนักให้ตนโดดเด่น เป็นที่รัก คอยเอาอกเอาใจบิดามารดาเป็นอย่างดีมาตลอดเพื่อให้ได้เข้าไปอยู่ในใจบุคคลทั้งสอง
เก๋อมามาถูกสั่งให้ปรนนิบัติรับใช้เสิ่นเชียนเกอตั้งแต่นางย้ายกลับเข้ามาอยู่ในจวน แม่นมวัยกลางคนผู้นี้จงรักภักดีต่อคุณหนูผู้พลัดพรากมาโดยตลอด เมื่อเทียบกับเสิ่นฮูหยินแล้ว เก๋อมามากลับรักและเอ็นดูคุณหนูรองมากเสียยิ่งกว่าผู้เป็นมารดาแท้ ๆ หลายเท่า อีกทั้งยังปฏิบัติต่อนางประหนึ่งลูกในอุทรอย่างแท้จริง
เสิ่นเชียนเกอลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนเดินเข้าไปกุมมือเก๋อมามาไว้ หญิงสาวมองหน้าผู้สูงวัยกว่าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “มามา ท่านพ่อและท่านแม่ได้ตอบรับการหมั้นหมายระหว่างข้าและเยี่ยนอ๋องไปแล้ว”
เยี่ยนอ๋องอย่างนั้นหรือ?เยี่ยนอ๋องผู้ที่สังหารผู้คนได้ราวกับเป็นผักปลา อีกทั้งยังว่ากันว่าเขาไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อยผู้นั้นน่ะหรือ?
เก๋อมามาได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักงันไปในทันที
“มามา ในเมื่อบางสิ่งบางอย่างไม่ใช่ของของข้า ข้าก็ไม่คิดเสียดายเลยสักนิด” เสิ่นเชียนเกอไม่ได้มีท่าทีที่ดูไม่ยินยอมหรือออกอาการคับข้องใจอย่างที่เคยเป็นมาแม้แต่น้อย แววตาของนางเต็มไปด้วยความแน่วแน่ ยิ่งกว่านั้นยังเป็นประกายเจิดจ้าด้วยความมุ่งมั่น ดวงตาคู่นั้นยามนี้ดูสดใสประดุจไข่มุกเม็ดงามสะท้อนแสงแวววาวน่าหลงใหล ไข่มุกเม็ดกลมโตที่ครั้งหนึ่งเคยหมองหม่นแต่คราวนี้ราวกับถูกนำมาขัดถูอย่างดี ดีเสียจนเปลี่ยนกลายเป็นของล้ำค่าจนมิอาจประมาณได้
ยามนี้เก๋อมามาตระหนักรู้อย่างชัดแจ้งแล้ว นางไล่สายตามองสาวน้อยตรงหน้าทั่วทั้งตัว ในใจก็ทั้งรู้สึกรักและสงสารอีกทั้งยังรู้สึกขุ่นเคืองใจแทนคุณหนูอาภัพผู้นี้ด้วย
‘สวรรค์ช่างกลั่นแกล้ง ทั้ง ๆ ที่คุณหนูรองเป็นบุตรสาวร่วมสายเลือดของนายท่านและฮูหยินแท้ ๆ!’
ในเมื่อคุณหนูรองสามารถปล่อยวางได้ นางเองก็ไม่คิดห้าม เก๋อมามายื่นมือไปลูบศีรษะเสิ่นเชียนเกอเบา ๆ ด้วยความเวทนา “ได้เจ้าค่ะคุณหนูรอง ไม่ว่าท่านจะย้ายไปที่ใด เก๋อมามาคนนี้ก็จะคอยติดตามท่านไปด้วย”
สิ้นวาจา แม่นมวัยกลางคนก็รีบจัดแจงเหล่าสาวใช้ให้เก็บข้าวของของเสิ่นเชียนเกอในทันที
เสิ่นเชียนเกอก้าวไปยังเตียงนอนที่อยู่ไม่ไกลนัก นิ้วเรียวชี้ที่ม่านมุ้งลายดอกอิงฮวาสีชมพูที่ปิดคลุมเตียงอยู่ “ม่านผืนนี้ทิ้งไปเลยก็แล้วกัน”
เหลียงเฉินหยุดชะงักไปเพราะคำกล่าวนั้น ในตอนนี้มือของนางกำลังลูบไล้ไปบนม่านมุ้งแสนอ่อนนุ่มที่ถูกกล่าวถึง สาวใช้แซ่เหลียงจ้องมองผู้เป็นนายด้วยแววตาฉงนพร้อมเอ่ยถาม “คุณหนูรอง ท่านชอบม่านผืนนี้ที่สุดไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
เมื่อเสิ่นเชียนเกอนึกขึ้นได้ว่า ม่านมุ้งของนางผืนนี้เหมือนกันกับของเสิ่นเจียวเจียว มุมปากบางก็เหยียดเป็นรอยยิ้มเย็นชาคล้ายจะเย้ยหยันตนเอง
เสิ่นฮูหยินเป็นผู้เย็บปักม่านมุ้งผืนนั้นของเสิ่นเจียวเจียวเองกับมือ ในภพก่อนเสิ่นเชียนเกอรู้สึกอิจฉาอย่างยิ่ง ทว่าเพื่อไม่ให้มารดาไม่พอใจนางจึงไม่เคยร้องขอให้เสิ่นฮูหยินเย็บมุ้งให้ ภายหลังก็เป็นเก๋อมามาที่ทนเวทนาไม่ได้ จึงได้ปักม่านมุ้งที่เหมือนกันกับของเสิ่นเจียวเจียวทุกประการให้นาง ภพที่แล้วเสิ่นเชียนเกอแทบจะสั่งให้กางม่านมุ้งผืนนี้ในทุก ๆ เดือน หลอกลวงตนเองเพื่อให้รู้สึกว่าเสิ่นฮูหยินก็เป็นผู้เย็บปักมุ้งนี้ให้เองกับมือเช่นกัน ในตอนนั้นใจดวงน้อยยึดเอามันเป็นสัญลักษณ์ทดแทนความรักจากมารดาอย่างเหนียวแน่น
มือเรียวเกี่ยวดึงม่านมุ้งผืนงามลงมาก่อนโยนทิ้งลงบนพื้น “ม่านผืนนี้ใช้มานานแล้ว มันเก่าเกินไปแล้ว”
สำหรับตระกูลเสิ่นแล้ว นางก็เปรียบดั่งม่านมุ้งผืนนี้ ในเมื่อพวกเขาไม่เคยคิดสนใจไยดีนางเลยสักนิด นางเองก็ไม่จำเป็นต้องเอาอกเอาใจพวกเขาเช่นกัน
ได้ใช้ชีวิตผ่านมาแล้วชีวิตหนึ่ง นางรู้ดีว่ามีเพียงการทำให้ชีวิตของตนเองดีขึ้นด้วยตัวเองเท่านั้นจึงจะเป็นสิ่งที่จีรังที่สุด!
+++++++++++++++++++
ณ ตำหนักหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ในจุดที่แสนห่างไกลจากวังหลวง เงาร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งกำลังวูบไหวอยู่ภายใต้แสงตะเกียงที่สาดส่อง ความเคลื่อนไหวของไฟตะเกียงที่กำลังเข้าใกล้ในมุมที่พอเหมาะส่งผลให้เงานั้นแลดูใหญ่โตมากขึ้นไปอีก
ขันทีร่างเล็กที่อยู่ข้างกายรายงานบุรุษผู้เป็นเจ้าของเงาด้วยเสียงแผ่วเบา “ท่านอ๋อง คุณหนูรองตระกูลเสิ่นได้ตอบตกลงเรื่องการแต่งงานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ความตกตะลึงพัดผ่านดวงตาที่สุดแสนจะเย็นชาของบุรุษผู้นั้นอย่างไม่อาจปกปิด คิ้วกระบี่งดงามเลิกสูงขึ้นอย่างงุนงง ทว่าเพียงไม่นานแววตาทั้งสองก็เปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกราวกับสามารถแช่แข็งทุกสิ่งรอบข้างให้กลายเป็นน้ำแข็งได้ในพริบตา “ตกลงอย่างนั้นหรือ?นางชอบพอจิ้งหย่งโหวอยู่ไม่ใช่รึ?!”
.
.
.
[1] กุ้ยเฟย ตำแหน่งพระอัครชายาชั้นสูงสุดลำดับที่ 1 ตำแหน่งพระอัครชายาชั้นสูงสุดลำดับที่ 2 3 4 จะเรียกว่า ซูเฟย เต๋อเฟย เสียนเฟย ตามลำดับ
[2] เหล่าไท่จวิน (老太君) คือบรรดาศักดิ์ที่ฮ่องเต้พระราชทานให้แก่มารดาของพระญาติสนิทหรือขุนนางที่มีความดีความชอบต่อบ้านเมือง
ย้ายเรือน
หลังจากดูแลให้เหล่าสาวใช้จัดเก็บข้าวของและสัมภาระจนเสร็จสิ้น เสิ่นเชียนเกอก็รีบเดินทางออกจากเรือนกุยเยี่ยน มุ่งตรงไปยังสวนรองหนิงโช่วทันที
ขณะกำลังก้าวผ่านประตูสวนเพื่อออกจากเขตเรือนร่างบางก็หยุดชะงัก คุณหนูรองตระกูลเสิ่นเงยหน้าขึ้นมองแผ่นไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่เหนือศีรษะ บนแผ่นไม้นั้นสลักคำว่า ‘เรือนกุยเยี่ยน’
ในภพก่อน ไม่ว่าอย่างไรเสิ่นเชียนเกอก็ไม่มีวันจากที่แห่งนี้ไปเป็นอันขาด ทว่าในท้ายที่สุดแล้วนางก็ถูกคนเหล่านั้นขับไล่ออกไปอยู่ดี คิดไม่ถึงว่าในภพนี้หลังจากหวนกลับมา ‘เริ่มต้นใหม่’ ได้เพียงไม่นาน นางกลับไม่หลงเหลือความอาลัยอาวรณ์ต่อเรือนอันเป็นที่รักเลยแม้แต่น้อย มุมปากเล็กภายใต้ผืนผ้าบางถูกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มงดงาม…แต่กลับเป็นความงามที่แผ่ไปไม่ถึงดวงตาเมล็ดซิ่งแต่อย่างใด
เรือนกุยเยี่ยนหลังนี้มีสิ่งใดให้นางต้องอาลัยอาวรณ์ ตัวเรือนตั้งอยู่ใกล้ลำธาร เมื่อเหมันตฤดูมาเยือนก็ทั้งหนาวเหน็บและชื้นแฉะไปหมด ยามคิมหันตฤดูเข้าย่างกรายก็ร้อนชื้นไปทั่ว ยุงและแมลงบินว่อนไปเสียทุกที่ สถานที่แห่งนี้แทบไม่มีสายลมพัดผ่าน ความร้อนอบอ้าวที่ต้องพบเจอทำให้เอือมระอาเสียเต็มประดา ตัวเรือนก็เล็กและคับแคบ แม้กระทั่งห้องครัวเล็ก ๆ ก็ยังไม่มี สิ่งของจำเป็นก็ล้วนแต่ต้องแบ่งมาจากส่วนของเรือนใหญ่ทั้งสิ้น ในช่วงเวลาที่อาศัยอยู่ภายใต้ชายคาจวนตระกูลเสิ่น เสิ่นเชียนเกอไม่เคยได้รับการเอาอกเอาใจใด ๆ ซ้ำร้าย แม้แต่การจะสรรหาข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันต่าง ๆ ก็ยังถูกบรรดาพ่อบ้านของเรือนใหญ่ขัดขวางไม่อำนวยความสะดวกให้อยู่เป็นนิจ
ตรงกันข้าม สวนโต้วชุนของเสิ่นเจียวเจียวซึ่งตั้งอยู่ข้าง ๆ เรือนกุยเยี่ยนกลับมีพื้นที่กว้างใหญ่กว่าถึงสองเท่า ไม่ว่าจะฤดูใดก็ล้วนมีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นเขียวขจีและดอกไม้นานาพรรณออกดอกงดงามตลอดปี เรือนที่คุณหนูใหญ่อาศัยอยู่นั้นเป็นเรือนหลักที่หันไปทางทิศทักษิณ ในคิมหันตฤดูนางจะใช้ห้องหนังสือซึ่งตั้งอยู่ติดลำธารเพื่อตากลมคลายร้อน ยามเข้าฤดูเหมันต์นางก็จะเข้าไปรับไออุ่นในเรือนหลังเล็กซึ่งเชื่อมติดกับเรือนหลังใหญ่ ข้าง ๆ เรือนหลังเล็กจะมีห้องครัวเล็กที่มีข้าวของเครื่องใช้เตรียมไว้อย่างครบครัน กลิ่นหอมจากห้องครัวเล็กที่เคี่ยวน้ำแกงในทุก ๆ วันไม่เคยจางหายไป
เสียดายที่เมื่อก่อนนางคิดว่าอย่างน้อย ๆ ก็ยังได้พักอาศัยอยู่ในเรือนที่อยู่ติดกับเรือนของเสิ่นเจียวเจียว ถึงแม้ใต้เท้าเสิ่นและเสิ่นฮูหยินจะดูลำเอียงไปบ้างแต่นั่นก็ไม่นับว่าหนักหนามากนัก หากนางพยายามเป็นบุตรีที่ดีเอาอกเอาใจบิดามารดาให้มาก อย่างไรก็คงสามารถเข้าถึงใจพวกเขาได้บ้าง
นึกมาถึงตรงนี้ เสิ่นเชียนเกอยอมรับแล้วว่า ‘ก่อนหน้านี้ดวงตาของนางนั้นมืดบอดไปจริง ๆ’
เมื่อเสิ่นเชียนเกอหลุดออกจากภวังค์แห่งห้วงความคิด แม้กระทั่งประตูสวนนางก็คร้านที่จะเหลือบมอง ไม่นานนักคุณหนูรองตระกูลเสิ่นและเหล่าผู้ติดตามก็ก้าวย่างจากไป ลาจากเรือนกุยเยี่ยนที่แสนอบอ้าวและชีวิตอันแสนรันทดไปตลอดกาล
ออกเดินทางต่อไปได้ไม่ไกลนัก เหลียงเฉินที่เดินละล้าละหลังตามเสิ่นเชียนเกอมาตลอดก็เปลี่ยนมาเดินอยู่เคียงข้างคุณหนูของตน สาวใช้มีสีหน้าลำบากใจ นางก้มหน้างุดพลางบ่นกระปอดกระแปดก่อนจะทำท่าทีคล้ายต้องการบอกบางอย่างกับผู้เป็นนาย
ทว่ายังไม่ทันที่เหลียงเฉินจะเอ่ยปาก เสิ่นเชียนเกอก็พูดออกมาเสียก่อน “หากเหมยจิ่งไม่สบายก็ให้นางพักรักษาตัวอยู่ที่เรือนกุยเยี่ยนเถอะ”
เสิ่นเชียนเกอมีหัวหน้าสาวใช้สองคน คนหนึ่งคือเหลียงเฉินส่วนอีกคนมีนามว่าเหมยจิ่ง ทั้งสองล้วนเป็นคนที่เสิ่นฮูหยินส่งมาให้รับใช้นาง ตั้งแต่ครั้งแรกที่นางได้กลับมายังจวนเสิ่น
ในภพก่อน หลังจากนี้ไม่นานเหมยจิ่งจะเอาใจออกหาก พยายามเปลี่ยนเจ้านาย หาโอกาสติดตามรับใช้เสิ่นเจียวเจียวแทน ในเมื่อสุดท้ายแล้วต้องเป็นเช่นนั้น เสิ่นเชียนเกอก็ขอทำความปรารถนาของสาวใช้ผู้คิดแปรพักตร์ให้เป็นจริงเสียล่วงหน้าเลยก็แล้วกัน
ทันทีที่ได้ฟังวาจาของคุณหนูรอง เหลียงเฉินก็เงยหน้าขึ้นมองอย่างตื่นตะลึง สองตาของสาวใช้เบิกกว้าง ‘ปะ…เป็นไปได้อย่างไร ? ก็เมื่อก่อนคุณหนูเชื่อใจเหมยจิ่งมากที่สุดไม่ใช่หรือ?แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงได้ตัดขาดไปเสียง่าย ๆ เช่นนี้ได้เล่า?หระ….หรือว่า คุณหนูคาดเดาเรื่องนี้ได้ ?’
ในเวลานั้นเองที่เหลียงเฉินรู้สึกราวกับถูกตบหน้าเข้าฉาดใหญ่ และนั่นเป็นการกระทำเพื่อเตือนสติผู้ทำหน้าที่สาวใช้อย่างนาง คุณหนูรองไม่คิดห้ามปรามหรือหาวิธีลงโทษเหมยจิ่ง ยิ่งกว่านั้นยังไม่มีท่าทีโกรธแค้น นี่ทำให้ความจงรักภักดีของเหลียงเฉินที่มีต่อเสิ่นเชียนเกอเพิ่มมากขึ้นเท่าทวี ต่อไปนี้นางสัญญากับตัวเองว่าจะทุ่มเททุกสิ่งอย่างมากยิ่งขึ้นเพื่อรับใช้อยู่ข้างกายคุณหนูรองตลอดไป
“เจ้าค่ะ คุณหนูรอง บ่าวจะรีบไปบอกเหมยจิ่งเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” เหลียงเฉินกล่าวด้วยท่าทีนอบน้อม
ทันทีที่เหมยจิ่งผู้ซึ่งกำลังแสร้งนอนซมอยู่ในห้องได้ยินสิ่งที่เหลียงเฉินนำมาบอกเล่าก็รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก สาวใช้ผู้คิดเปลี่ยนเจ้านายนิ่งอึ้งไปพักใหญ่จนถึงกับหลงลืมอาการไอที่แกล้งทำมาตลอดตั้งแต่มองเห็นเพื่อนก้าวเข้ามาในห้องไปจนหมดสิ้น
เมื่อก่อนคุณหนูรองทั้งไว้ใจและมักจะเรียกใช้นางมากที่สุด แล้วเหตุใดในตอนนี้ถึงได้คิดทิ้งนางไว้ที่เรือนกุยเยี่ยนได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น ?
เหลียงเฉินที่เห็นว่าเหมยจิ่งนิ่งอึ้งจนพูดไม่ออกก็นึกอยากบอกบางสิ่งเพื่อเตือนสติเพื่อนแต่ก็รู้สึกลังเล นางพยายามข่มใจอดทนอดกลั้น ทว่าสุดท้ายแล้วก็อดใจไว้ไม่ได้จึงกล่าวออกไป “เหมยจิ่ง คุณหนูรองต่างหากที่เป็นเจ้านายของพวกเรา!”
เหมยจิ่งคาดไม่ถึงว่าเหลียงเฉินที่ปกติแล้วเป็นคนอ่อนแอปวกเปียกจะกล้าออกปากสั่งสอนนางในเวลานี้ สาวใช้ผู้ถูกต่อว่ารู้สึกเสียหน้าจึงตะคอกกลับไปด้วยความโกรธ “คนอย่างข้าไม่ต้องให้เจ้ามาสอน!”
เมื่อรู้ว่าไร้ประโยชน์ที่จะเจรจาต่อ เหลียงเฉินก็ตัดสินใจลาจาก ก่อนไปนางเหลือบมองเพื่อนสาวใช้ที่ทำงานเคียงข้างกันมานานเล็กน้อยก่อนทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้ “ทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีที่สุดก็แล้วกัน” แล้วรีบเดินจากไป
+++++++++++++++++++++++
ไม่นานนักตระกูลเสิ่นทั้งหมดก็รับรู้ว่าเสิ่นเชียนเกอพาคนรับใช้ในเรือนย้ายบ้านตามนางไปเรียบร้อยแล้ว
สิ้นเสียงรายงานจากคนรับใช้ใกล้ชิด เสิ่นฮูหยินก็มีอาการตกใจอย่างเห็นได้ชัด สตรีวัยกลางคนเหม่อลอยไปชั่วขณะ “เจ้าว่าอะไรนะ?คุณหนูรองย้ายไปอยู่ที่ใด?”
หลิ่วมามาที่ตัวสั่นงันงก ทำใจดีสู้เสือกล่าวย้ำอีกครั้ง “สวนรองหอหนิงโช่วเจ้าค่ะ…”
เสิ่นเจียวเจียวที่นั่งข้างกายเสิ่นฮูหยินก็มีสีหน้าตื่นตะลึงไม่แพ้กัน นางคาดไม่ถึงเลยว่าวันนี้ไม่เพียงเสิ่นเชียนเกอจะยินยอมตอบตกลงเรื่องการแต่งงาน แต่ยังย้ายออกจากเรือนกุยเยี่ยนอีกด้วย… วันนี้น้องรองของนางเกิดวิปลาสอะไรขึ้นมา?
เสิ่นเจียวเจียวเข้าไปกอดแขนมารดาพลางกล่าวด้วยท่าทีเป็นกังวล “ท่านแม่ แต่ ‘ท่านอาหญิง’ ก็พักอาศัยอยู่ที่สวนรองหอหนิงโช่วด้วยนะเจ้าคะ…มันจะไม่กระทบต่อชื่อเสียงของน้องหรือเจ้าคะ?”
ผู้ใดได้คบค้าสมาคมกับ ‘ท่านอาหญิง’ ก็เกรงว่าจะไม่พ้นต้องถูกดูหมิ่นให้เสื่อมเกียรติ ชื่อเสียงมัวหมองเป็นที่น่าอับอาย
หากไม่ใช่เพราะต้องการปกป้องบุตรสาวคนนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็คงไม่เลือกพักอาศัยในสวนที่ซอมซ่อที่สุดของจวนเสิ่นเช่นนั้นอย่างแน่นอน
การย้ายออกไปของเสิ่นเชียนเกอนี้ ถ้าเสิ่นฮูหยินได้ทราบเรื่องก่อน ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องรีบเข้าไปห้ามปรามเป็นแน่ นางเป็นคนดูแลและตัดสินใจเรื่องราวต่าง ๆ ภายในจวนตระกูลเสิ่น ผู้ใดจะไปจะมานางต้องรับรู้ บุตรสาวผู้นี้นึกดื้อด้านไม่สนใจมารดาแล้วหรือ จู่ ๆ คิดจะย้ายก็ย้ายออกไปเสียดื้อ ๆ ไม่เพียงไม่ขออนุญาตแต่กลับไม่บอกกล่าวสักคำ
ทว่าเมื่อนึกทบทวนดู เมื่อครู่เสิ่นเชียนเกอก็เพิ่งจะ ‘เสียสละ’ ตัวเองยอมตอบตกลงแต่งงานกับเยี่ยนอ๋องไปหมาด ๆ เช่นนี้แล้วฮูหยินเสิ่นคิดว่าตนคงไม่มีหน้าไปเอ่ยปากบังคับสิ่งใดเสิ่นเชียนเกอได้อีก
แต่คิดอีกครั้ง ก็ช่างเสียปะไร ชื่อเสียงเรียงนามของเยี่ยนอ๋องก็ใช่ว่าจะดี อย่างไรเสียวันจัดพิธีมงคลของเสิ่นเชียนเกอกับเยี่ยนอ๋องก็ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ถึงแม้ชื่อเสียงฝ่ายเจ้าสาวจะแปดเปื้อนไปสักหน่อย แต่ก็คงยังนับว่าดีเกินพอที่จะเคียงคู่อ๋องโฉดผู้นั้นแล้ว
เสิ่นฮูหยินดึงร่างของเสิ่นเจียวเจียวมากอดไว้อย่างนุ่มนวล มืออวบอิ่มบรรจงจัดแต่งผมเผ้าที่ไม่เรียบร้อยของบุตรสาวให้เข้าที่ก่อนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เจียวเจียว การแต่งงานของเชียนเกอถูกกำหนดไว้แล้ว นางเหลือเวลาที่จะอาศัยในจวนเสิ่นนี้อีกไม่นาน ในเมื่อนางต้องการจะย้ายก็ให้นางย้ายไปเถอะ จะใกล้หรือไกลก็ไม่พ้นเขตของตระกูลเราไปหรอก มีท่านแม่และท่านพ่อของเจ้าคอยดูแลอยู่ จะไม่มีทางเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้อย่างแน่นอน”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” แท้จริงแล้วเสิ่นเจียวเจียวไม่ได้รู้สึกอะไรกับการที่เสิ่นเชียนเกอย้ายออกจากเรือนกุยเยี่ยนเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่นางเป็นกังวลคือหากบิดามารดาเกิดตระหนักรู้ว่าการที่ให้เสิ่นเชียนเกอพักอยู่ที่เรือนกุยเยี่ยนเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม แล้วเมื่อถึงตอนนั้นหากนางถูกสั่งให้ย้ายออกมาจากสวนโต้วชุนเสีย นางคงทำใจไม่ได้
อันที่จริง เสิ่นเชียนเกอจะย้ายไปแห่งหนใดนั้นนางไม่เคยคิดแยแส อย่างไรก็ตาม การที่น้องสาวผู้นี้เลือกที่จะย้ายไปอยู่สวนรองหอหนิงโช่ว มันก็อยู่เหนือความคาดหมายของนางจริง ๆ หรือว่าเสิ่นเชียนเกอจะเริ่มหมดอาลัยตายอยากกับชีวิตไปเสียแล้ว?
+++++++++++++++++++++++
ณ หอบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งหอหนิงโช่ว
คนรับใช้ชราผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปกระซิบข้างหูฮูหยินเฒ่าผู้เป็นนาย
เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่านั้นยามนี้กำลังหลับตาพลางเคาะปลาไม้เพื่อสงบจิตสงบใจ ทันทีที่ได้ฟังสิ่งที่คนรับใช้รายงาน หญิงชราก็เบิกตาโพลงแล้วหันไปถามคนพูดในทันที “เป็นเรื่องจริงรึ?”
หญิงชราพยักหน้าอย่างหนักแน่น พลางชี้ไปยังประตู “คุณหนูรองพาคนรับใช้ขนข้าวของย้ายเข้ามาแล้วเจ้าค่ะ”
ถึงแม้หอหนิงโช่วจะตั้งอยู่ในพื้นที่แสนห่างไกลและเข้าถึงยาก แต่ตัวเรือนกลับกว้างขวางใหญ่โตอยู่ไม่น้อย
เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าพักอาศัยอยู่กับบุตรสาวที่เรือนหลัก เรือนที่อยู่ถัดไปก็ปล่อยว่างมาโดยตลอด อีกอย่างประตูที่เชื่อมกันระหว่างเรือนหลักและเรือนรองก็ถูกปิดตายมานานแล้ว ตอนนี้จึงนับว่าในพื้นที่ของสวนรองหอหนิงโช่วไม่ได้แตกต่างกับการมีเรือนสองหลังเลย
เมื่อตั้งสติได้ฮูหยินผู้เฒ่าก็เริ่มกลับมานับลูกประคำและเคาะปลาไม้ในมืออีกครั้ง
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของเจ้านายตน คนรับใช้ชราก็เริ่มเข้าใจ นางเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “ฮูหยินผู้เฒ่า ให้บ่าวไปเชิญคุณหนูรองมาพูดคุยด้วยดีหรือไม่เจ้าคะ?”
เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าและบุตรสาวปลีกวิเวกจากเรือนใหญ่ ออกมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขสองคนแม่ลูกมานานแล้ว น้อยมากที่จะเอ่ยถามถึงทางฝั่งของนายท่านเสิ่นผู้นำตระกูลคนปัจจุบันและเสิ่นฮูหยิน รวมไปถึงได้งดรับการคารวะในยามเช้าและเย็นอีกด้วย นางเพียงแค่เคยได้ยินคนรับใช้เอ่ยถึงคุณหนูทั้งสองเป็นครั้งคราวเท่านั้น ความเป็นจริงแล้วแม้แต่จะพบหน้ากันสักครั้งในรอบปีก็ยังไม่มี ตอนนี้ไม่ว่าจะมีเรื่องใดนางก็คร้านที่จะเข้าไปยุ่งวุ่นวายด้วย
เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าส่ายหน้าไปมาพลางตอบเสียงเบา “ไม่ต้องสนใจ”
เมื่อได้ยินคำตอบนั้นหญิงชราก็หันหลังกลับ และค่อย ๆ ย้ายร่างของตนออกจากหอบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไป
การที่เสิ่นเชียนเกอเลือกย้ายเข้ามาอาศัยในสวนรองหอหนิงโช่วนั้น มิใช่การเลือกแบบขอไปที นางมีเหตุผลสำคัญสองประการ
ประการแรก แม้จะมีชื่อเสียงไม่ดีเพียงใด แต่ความจริงแล้วท่านอารวมถึงท่านย่าของนางล้วนแต่เป็นคนดีมีศีลธรรม การได้อยู่ร่วมกับท่านทั้งสองย่อมไม่ใช่เรื่องไม่ดี
ส่วนประการที่สองนั้น เป็นเรื่องของความสะดวกสบายของสวนรองหอหนิงโช่วแห่งนี้
เวลานี้ เสิ่นเชียนเกอและเหล่าผู้ติดตามทั้งหมดเดินมาถึงด้านหน้าประตูรั้วใหญ่ของสวนรองหอหนิงโช่วเรียบร้อยแล้ว
เสิ่นเชียนเกอเอื้อมมือไปผลักประตูเก่าอันทรุดโทรมของสถานที่ที่นางตั้งใจจะใช้เป็นที่พำนักให้เปิดออก
ทันทีที่ก้าวเท้าผ่านเข้าไป หญิงสาวก็พบว่าสภาพของสถานที่แห่งนี้ดีกว่าที่คาดไว้มาก
แน่นอนว่าสวนรองนั้นไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่าเหมือนสวนหลักซึ่งเป็นที่ตั้งเรือนหลักของตระกูล ทว่าสถานที่แห่งนี้กลับทั้งเป็นระเบียบ งดงาม โล่งกว้างและเรียบง่ายกว่ามาก ยิ่งไปกว่านั้นภายในสวนนี้ยังปลูกต้นพุทราที่ออกดอกมากมายและออกผลกลมโตไว้อีกด้วย
ยามนี้เป็นช่วงเวลาที่วสันตฤดูกำลังจะลาลับ ใบพุทราเขียวชอุ่มลู่ไปตามสายลมและเสียดสีกันจนเกิดเสียงเสนาะหู ความเขียวชอุ่มนั้นทำให้รู้สึกได้ถึงความสดชื่นชุ่มฉ่ำยามได้มอง นานมาแล้วที่เรือนรองไม่มีผู้เข้าพักอาศัย กระนั้นก็กลับสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย ต้องเป็นท่านย่าที่พักอยู่ในเรือนหลักข้าง ๆ สั่งให้บ่าวไพร่หมั่นมาดูแลปัดกวาดอย่างแน่นอน
เมื่อได้เห็นสภาพของสวนที่ดูสะอาดตาแล้ว เก๋อมามาและเหลียงเฉินที่เดิมทีรู้สึกกลัดกลุ้มและร้อนใจกับการย้ายที่อยู่ของคุณหนูรองก็รู้สึกผ่อนคลายและวางใจลงไปมาก
เก๋อมามากระวีกระวาดสั่งการให้บรรดาสาวใช้จัดเก็บสัมภาระ เมื่อเห็นเสิ่นเชียนเกอเดินเข้ามาใกล้ก็หันมายิ้มให้และเอ่ยปาก “ย้ายมาก็ดีนะเจ้าคะ สถานที่แห่งนี้ค่อนข้างกว้างขวาง อีกทั้งยังอยู่ห่างจากลำธารชื้น ๆ มาก เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจจริง ๆ”
ถึงแม้จะเป็นเพียงเรือนรองของสวนรองหนิงโช่ว แต่ก็ยังมีพื้นที่กว้างกว่าเรือนกุยเยี่ยนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สวนหลักหลายเท่าตัว
“มามา คุณหนูรอง ที่ด้านหลังเรือนมีห้องครัวเล็ก ๆ ด้วยนะเจ้าคะ”เหลียงเฉินที่ยืนอยู่อีกฟากห้องส่งเสียงร้องบอกด้วยสีหน้าท่าทางที่ทั้งดีอกดีใจและประหลาดใจไปพร้อม ๆ กัน
คำบอกเล่าของสาวใช้ทำให้รอยยิ้มสดใสปรากฏบนใบหน้าของเสิ่นเชียนเกอทันที “ในเมื่อมีห้องครัว เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะแสดงฝีมือปรุงอาหารให้พวกเจ้าทุกคนได้กินเอง!”
เก๋อมามารีบออกปากห้ามในทันใด “คุณหนูรอง พวกเราเป็นสาวใช้ทั้งยังมีกันตั้งหลายคน จะให้คุณหนูปรุงอาหารให้กินทั้งหมดได้อย่างไรเจ้าคะ”
“วันนี้เป็นวันที่น่ายินดี มามา พวกเราได้ย้ายมาที่นี่แล้ว ไม่ต้องไปใส่ใจอะไรให้มากนักหรอก ข้าก็เพียงแค่ทำอาหารก็เท่านั้น”
เก๋อมามาชะงักไปกับคำกล่าวของเสิ่นเชียนเกอ ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ ๆ นางก็รู้สึกว่าคุณหนูรองเข้าใจสิ่งต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งขึ้นในชั่วพริบตา
แม่นมวัยกลางคนเผยรอยยิ้มยินดี “เช่นนั้น วันนี้บ่าวก็มีลาภปากแล้วเจ้าค่ะ”
ถึงแม้คนรับใช้ที่เสิ่นเชียนเกอพามาด้วยจะไม่ได้มีจำนวนมากมายนัก แต่พวกนางทั้งหมดกลับทำงานได้อย่างละเอียดและคล่องแคล่วเป็นที่สุด เวลาเพียงแค่ครึ่งวันก็สามารถจัดเก็บสิ่งของต่าง ๆ รวมถึงจัดการที่พักอาศัยภายในเรือนรองของสวนรองหอหนิงโช่วได้จนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว
อย่างน้อยในราตรีนี้ก็สามารถใช้หลับนอนได้
เมื่อใกล้ยามอาทิตย์อัสดง เสิ่นเชียนเกอก็เข้าไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า นางถอดชุดกระโปรงสีขาวสะอาดที่ใช้สวมใส่ในทุก ๆ วันออกและสวมชุดที่เหมาะสำหรับทำครัว ก่อนจะพาเหลียงเฉินมุ่งหน้าไปยังห้องครัวเล็ก
เหล่าสาวใช้ทำความสะอาดห้องครัวเล็กจนพร้อมใช้งานไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ทว่าเวลานี้ในครัวยังว่างเปล่าไร้วัตถุดิบ ทั้งของสดของแห้ง หรือแม้แต่เครื่องปรุงที่จำเป็น
เมื่อเหลียงเฉินที่เดินตามหลังคุณหนูรองต้อย ๆ ได้เห็นความว่างเปล่าในห้องครัวความรู้สึกหดหู่ก็พุ่งเข้าจู่โจม แม้จะมีฝีมือที่ล้ำเลิศเพียงใด แต่ถ้าหากไร้สิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ก็เปล่าประโยชน์ สาวใช้ถอนหายใจแล้วกระซิบถามเสียงเบา “คุณหนูรองเจ้าคะ ให้บ่าวไปขอแบ่งวัตถุดิบจากห้องครัวใหญ่ที่เรือนหลักมาสักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ?”
เสิ่นเชียนเกอกวาดสายตามองห้องครัวที่สะอาดสบายตา “ไม่ต้องหรอก ไปขอเศษเงินจากมามามาสักหน่อย แล้วเดินออกไปซื้อทางประตูตรงนั้นกันดีกว่า”
เพื่อความสะดวกสบาย ท่านย่าและท่านอาได้สั่งให้เจาะช่องทำประตูบนรั้วด้านหนึ่งของสวนรองหอหนิงโช่วเอาไว้ใช้ส่วนตัว ในยามที่ต้องการออกไปจับจ่ายซื้อของก็มักจะใช้ประตูบานนี้เสมอโดยไม่จำเป็นต้องเดินผ่านจวนด้านหน้าเลยแม้แต่น้อย ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เสิ่นเชียนเกอเลือกย้ายมาพักอาศัยที่นี่
หากเทียบกันแล้ว การไปขอแลกซื้อสิ่งของมาจากห้องครัวใหญ่นั้นมีราคาสูงกว่าการออกไปจับจ่ายซื้อหาจากภายนอกจวนเองเสียอีก
ทันทีที่ได้ยินว่าสามารถออกไปซื้อของข้างนอกเองได้ เหลียงเฉินก็ดีใจมาก สาวใช้ผู้ไม่ค่อยได้ออกนอกจวนเบิกบานอย่างเห็นได้ชัด หลังจากหันไปค้อมศีรษะให้เสิ่นเชียนเกอแล้ว นางก็รีบพุ่งไปหาเก๋อมามาอย่างรวดเร็ว
+++++++++++++++++++++++
ผ่านไปไม่นาน เหลียงเฉินก็ถือตะกร้าผักใบน้อยกลับมา เมื่อเห็นเสิ่นเชียนเกอ สาวน้อยก็รีบเข้าไปกระซิบกระซาบข้างหูคุณหนูของตนด้วยท่าทางดีอกดีใจ “คุณหนูรองเจ้าคะ ท่านลุงที่เฝ้าอยู่ตรงหน้าประตูได้นำทางบ่าวไปยังตลาดกลางคืน ตอนนี้บ่าวพอจะคุ้นชินกับลู่ทางบ้างแล้วเจ้าค่ะ”
คำบอกเล่าดังกล่าวทำให้เสิ่นเชียนเกออึ้งไปเล็กน้อย ทว่าไม่นานนักรอยยิ้มงดงามก็ปรากฏขึ้นภายใต้ผ้าคลุมหน้าผืนบาง หรือนี่จะเป็นวิธีมอบความสะดวกสบายของท่านย่าที่มีให้นาง?
ในตอนนี้ฟ้ามืดมาสักพักแล้ว เหลียงเฉินออกไปจับจ่ายซื้อของใช้เวลาไปไม่น้อยและคงจะหิวมาก ในเรือนหลังนี้มีสาวใช้ที่ทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถูอยู่ทั้งหมดหกคน หากจะทำอาหารมื้อใหญ่เลี้ยงคนทั้งหมดก็คงเสียเวลาไปมาก มิสู้ทำบะหมี่สักหม้อกับกับข้าวง่าย ๆ อีกสักสองสามอย่างคงจะดีกว่า
เสิ่นเชียนเกอสั่งให้เหลียงเฉินนวดแป้ง ส่วนบรรดาสาวใช้คนอื่น ๆ ก็ให้ช่วยกันจัดการหั่นวัตถุดิบและเครื่องปรุงต่าง ๆ ส่วนตัวนางจัดการนำไก่หนึ่งตัว น่องเป็ด กีบเท้าหมูและซี่โครงหมูลงไปต้มในหม้อใบใหญ่ พร้อมกับวัตถุดิบสำคัญที่ขาดไม่ได้คือปลาจี้1ตากแห้ง จากนั้นก็ตามด้วยวัตถุดิบสำหรับปรุงรสจำพวกผักและเครื่องเทศ รอจนน้ำเดือด แล้วปรับให้ไฟอ่อน คุณหนูรองตระกูลเสิ่นเคี่ยวน้ำแกงอย่างพิถีพิถันและชำนาญ
ฝีมือการนวดแป้งของเหลียงเฉินไม่เลว ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม แป้งบะหมี่ก็ถูกคลึงจนเป็นเส้นที่เท่ากันและเรียงตัวสวยงามเป็นที่เรียบร้อย
ขณะเดียวกันน้ำแกงที่ถูกเคี่ยวในหม้อก็สุกได้ที่พอดี ทันทีที่ฝาหม้อถูกเปิดออก กลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็ลอยออกจากห้องครัวเล็กและอบอวลไปทั่วสวนรองหนิงโช่ว ไม่เพียงเท่านั้นกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอนี้ยังลอยไกลจนข้ามรั้วออกไปถึงภายนอกอีกด้วย
เสิ่นเชียนเกอไม่ได้นำเส้นบะหมี่ที่คลึงเสร็จแล้วใส่ลงไปในน้ำแกงเดือด ๆ อย่างที่เหลียงเฉินคิด นางสั่งให้สาวใช้นำผ้าบางมากรองตะกอนและวัตถุดิบต่าง ๆ ในน้ำแกงออกจนหมดก่อน แล้วแบ่งน้ำแกงส่วนหนึ่งไว้ลวกบะหมี่ให้สุก บะหมี่ที่ถูกลวกจนสุกนั้นจะถูกนำขึ้นพักรอไว้ ส่วนน้ำแกงที่เหลือนี้จะใช้ใส่ในชามบะหมี่เพื่อกินคู่กัน
สีของน้ำแกงที่ถูกกรองแล้วดูเข้มข้นแต่กลับใสไม่ขุ่นมัว เสิ่นเชียนเกอสั่งให้เหลียงเฉินตักบะหมี่ใส่ชามของตน เมื่อเห็นเส้นบะหมี่ที่หนาเท่าต้นข้าวฟ่าง แม่ครัวใหญ่ของอาหารมื้อนี้ก็ขมวดคิ้วด้วยความเสียดายเล็กน้อย พลางบ่นพึมพำ “หากคลึงเส้นบะหมี่ให้บางเท่าหนวดมังกรได้ก็คงจะดี”
หนวดมังกร?นั่นมันบางเท่าเส้นด้ายเลยไม่ใช่หรือ?จะมีเส้นบะหมี่ที่บางขนาดนั้นได้อย่างไร!เหลียงเฉินเกาศีรษะแกรก ๆ อย่างงุนงง นางนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าจะสามารถคลึงเส้นบะหมี่ให้เล็กเท่าหนวดมังกรได้อย่างไรกัน ?
น้ำแกงที่ใช้ลวกบะหมี่ถูกใช้ในการลวกผักกาดขาวและผักโขมสดใหม่ด้วย ทว่าการลวกผักจะใช้เวลาไม่นานก็นำขึ้นพักรอไว้
ส่วนไก่ เป็ดและซี่โครงหมูที่ได้หลังจากเคี่ยวน้ำแกงเมื่อครู่นี้ก็ถูกหั่นเตรียมและทำเป็นน้ำแดงต่อไป
ผ่านไปอีกหนึ่งเค่อ บะหมี่และกับข้าวสองสามอย่างก็ถูกรังสรรค์ออกมาเป็นที่เรียบร้อย
ยามนี้ เมื่อมีกลิ่นหอมรัญจวนใจของไก่และซี่โครงหมูน้ำแดงผสมผสานเข้ากับกลิ่นชวนน้ำลายไหลของน้ำแกงบะหมี่อันเข้มข้นแล้ว ก็ยิ่งทำให้ความหอมหวนนั้นครอบคลุมไปทั่วทุกอณูพื้นที่ของสวนรองหนิงโช่ว
บรรดาสาวใช้ที่ยืนเรียงรายกันอยู่ในห้องครัวเล็กต่างก็พากันน้ำลายสอมาตั้งแต่ตอนน้ำแกงในหม้อเริ่มเดือดครั้งแรกแล้ว
เสิ่นเชียนเกอหันไปสั่งการสาวใช้ “ตักบะหมี่สองถ้วยพร้อมกับข้าวอีกอย่างละหนึ่งจานเอาไปส่งที่หอหนิงโช่ว ส่วนคนอื่น ๆ ก็ยกบะหมี่ในหม้อออกไปกินด้วยกันที่ห้องรับแขกเถอะ”
เก๋อมามาอยู่รับใช้ที่จวนเสิ่นมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ถึงแม้ในเมืองหลวงตระกูลเสิ่นจะไม่ได้เป็นตระกูลที่สร้างคุณูปการต่อแผ่นดินในทุก ๆ รุ่น แต่ก็เป็นตระกูลที่มีขุนนางผู้สูงศักดิ์และรับหน้าที่สำคัญอยู่มากมาย คนเก่าแก่อย่างนางจึงมีโอกาสได้ลิ้มลองอาหารเลิศรสมาไม่น้อย เมื่อครั้งยังเป็นสาว นางยังเคยได้ติดตามฮูหยินไปเป็นแขกของกั๋วฮูหยินด้วย แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น นางก็ไม่เคยได้กินบะหมี่ที่โอชารสเช่นนี้มาก่อน แล้วคุณหนูรองที่อายุน้อยถึงเพียงนี้ไปร่ำเรียนสูตรลับการทำน้ำแกงแบบนี้มาได้อย่างไร?
เก๋อมามาแปลกใจอยู่ไม่นานแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าคุณหนูรองเพิ่งจะกลับเข้ามาในจวนตอนอายุได้สิบปี นางก็ปล่อยวางเรื่องนี้ไป
+++++++++++++++++++++++
ถัดจากรั้วของจวนตระกูลเสิ่นไปเป็นตรอกเล็ก ๆ อันเงียบสงบ ริมทางมีร้านสุราร้อยปีอยู่ร้านหนึ่ง ว่ากันว่าร้านสุรานี้เป็นร้านที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นเป็นเวลายาวนานมากกว่าหนึ่งร้อยปี ดังนั้นสุราที่หมักออกมาจำหน่ายจึงมีรสชาติล้ำเลิศไม่เหมือนที่ใด บรรดาผู้ชื่นชอบในรสสุราของร้านแห่งนี้มาต่อแถวนั่งดื่ม บ้างก็มาเลือกซื้อสุรากลับบ้านกันไม่ขาดสาย
ในเวลานั้น ภายในร้านสุรามีบุรุษหนุ่มสวมชุดสีเสวียน2นั่งอยู่ที่โต๊ะติดริมกำแพงตรงมุมหนึ่งของร้าน
คนผู้นี้แม้จะทำสีหน้าเย็นชาไม่ยิ้มแย้มแต่ด้วยใบหน้าที่งดงามราวหยกสลักก็ยังคงทำให้เขาดูน่ามองไม่น้อย มิใช่เพียงใบหน้าแต่ความงามสมส่วนทั่วทั้งสรรพางค์กายนั้นประดุจดั่งเทพเซียนที่ประทับอยู่บนแดนสวรรค์
นิ้วมือเรียวยาวของบุรุษในชุดสีเสวียนบรรจงยกจอกสุราขึ้นจิบ แม้ปากและมือจะกระดกเหล้า แต่ดวงตาของเขากลับจ้องมองเถ้าแก่ที่ยืนอยู่หน้าร้าน เถ้าแก่ผู้นั้นทำจมูกฟุดฟิดสูดดมอากาศตลอดเวลา กิริยาท่าทางดูแปลกพิลึก ความสงสัยในอาการประหลาดนั้นทำให้คิ้วกระบี่ของหนุ่มรูปงามขมวดเข้าหากัน เขาเบี่ยงหน้าเล็กน้อยก่อนส่งสายตาเป็นสัญญาณให้แก่ผู้ติดตามของตนชั่ววูบหนึ่ง ผู้ติดตามผู้นั้นผุดลุกขึ้นและรีบเดินเข้าไปสอบถามเพื่อคลายความสงสัยให้เจ้านายของตนในทันที
“เถ้าแก่ เหตุใดท่านถึงมายืนอยู่ตรงหน้าร้านเช่นนี้ล่ะ?”
เถ้าแก่แซ่ขวนที่ยืนเหม่อลอยทำท่าประหลาดเมื่อถูกเอ่ยถามก็สะดุ้งโหยงร้องเสียงหลง ทว่าเมื่อได้สติก็อดเขินอายใบหน้าแดงก่ำไม่ได้ เขายิ้มแห้ง ๆ แล้วตอบ “นายท่าน วันนี้ไม่รู้ว่าจวนใดทำอาหารเลิศรส กลิ่นนี่หอมกระจายไปทั่ว ช่างยั่วยวนยิ่งนัก เอ่อ หากท่านไม่ว่าอะไร ให้ข้าน้อยออกไปสอดส่องดีหรือไม่ขอรับ”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงตอบของเถ้าแก่ กลิ่นหอมแปลกประหลาดแต่กลับสุดแสนจะเย้ายวนใจก็ลอยเข้าไปถึงด้านในร้านและตรงเข้าปะทะจมูกของชายหนุ่มชุดสีเสวียนแล้ว
.
.
.
[1] 鲫鱼 ชื่อปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง
[2] เสวียน (玄) ไม่ใช่สีดำสนิทแต่เป็นสีดำเจือแดงออกเป็นสีน้ำตาลแก่จนเกือบดำ สีนี้ถูกยกย่องให้เป็นสีระดับสูงส่งที่สุดมายาวนานเพราะสื่อถึงฟ้าดิน
'วาดชีวิต ลิขิตชะตา' เป็นวรรณกรรมที่เน้นใช้การบรรยายเป็นหลักซึ่งเป็นสไตล์งานเขียนของนักเขียนต้นฉบับ สนพ. นำมาเรียบเรียงอย่างสุดความสามารถเพื่อนำเสนอความสละสลวยของภาษาเป็นสำคัญ
นิสัยประหลาดของเยี่ยนอ๋อง
จมูกคมสันของชายหนุ่มชุดสีเสวียนสูดดมกลิ่นหอมนั้นเบา ๆ ในชั่วพริบตากลิ่นหอมอันรุนแรงก็ได้เข้ายึดครองประสาทการรับกลิ่นของเขาจนหมด
เขาผุดลุกขึ้น มือเรียวยังไม่ลืมที่จะคว้าไหเหล้าใบน้อยติดกายไปด้วย คนผู้นั้นก้าวเดินตามความเย้ายวนที่ติดตรึงอยู่กับปลายจมูกมิคลายประหนึ่งกลิ่นนั้นเป็นเชือกเส้นน้อยที่ฉุดรั้งให้เขาต้องก้าวตาม
เมื่อผู้ติดตามข้างกายเห็นท่าทางประหลาดของเจ้านายตน คำว่า ‘ฉิบหาย’ ก็แจ่มชัดขึ้นในใจ เขาเห็นท่าว่าคงไม่ดีแน่ จึงรีบลุกตามไปอย่างไม่รอช้า
บุรุษรูปงามในชุดสีเสวียน แท้จริงแล้วคือราชนิกุลผู้มีบรรดาศักดิ์เป็นถึงอ๋องแห่งราชวงศ์ต้าโจว
ท่านอ๋องผู้นี้รูปกายภายนอกว่าดูเย็นชาไร้ความรู้สึกแล้ว ตัวตนภายในยิ่งเย็นชาหนักกว่าที่เห็นเป็นเท่าทวี เขาทำตนราวกับไม่เคยแยแสสิ่งใดในโลก ไม่ต้องเอ่ยถึงยามที่เขาปฏิบัติต่อผู้อื่น เย็นชาเสียจนแม้แต่คนรับใช้ใกล้ชิดยังหวั่นใจว่าสักวันอาจถูกแช่แข็งให้ตายด้วยสายตาคู่นั้นก็เป็นได้
ทว่าบุรุษเย็นชากลับมีแง่มุมที่ขัดแย้งกับนิสัยใจคอ เพราะงานอดิเรกที่เขาชื่นชอบเป็นพิเศษ จนถึงกับเรียกได้ว่าชอบเป็นชีวิตจิตใจคือ ‘การกิน’…
หากมีสถานที่ใดที่เขายังไม่เคยได้ไปลิ้มรสอาหาร หรือมีอาหารเลิศรสใดที่เขายังไม่เคยได้ลองลิ้มชิมรส คนสูงศักดิ์ผู้นี้ก็ตั้งมั่นไว้แล้วว่าจะต้องเฟ้นหาทุกวิถีทางเพื่อจะได้ลองสัมผัสรสชาติแสนโอชานั้นสักครั้งให้ได้ ความชื่นชอบอาหารของท่านอ๋องนั้น กล่าวว่าชอบเป็นชีวิตจิตใจดูจะน้อยเกินไปมาก เพราะทุกครั้งที่เขาได้รับรู้แม้เพียงเล็กน้อยว่ามีอาหารโอชารสที่ยังไม่เคยได้ลอง บุรุษผู้หลงใหลในรสชาติเป็นต้องออกตามหาในทันทีราวคนไร้สติ
ทว่าเหตุผลข้อเดียวที่ช่วยยับยั้งการกระทำไร้สตินั้นได้ดีคือ เขากำเนิดมาในสถานะราชนิกุล อาหารทุกมื้อที่ถูกจัดสรรมาให้ ล้วนมาจากห้องเครื่องหลวงและถูกปรุงแต่งโดยพ่อครัวหลวงที่ถือเป็นระดับยอดฝีมือเหนือชั้นกว่าผู้ใดในใต้หล้าแทบทั้งสิ้น ที่สำคัญเมื่อขึ้นชื่อว่าวังหลวงแล้วไม่มีวัตถุดิบล้ำค่าหายากใดที่ไม่อาจสรรหา ดังนั้นทั้งแผ่นดินต้าฉีนี้จึงนับว่ามีอาหารเลิศรสที่เขายังไม่เคยได้ลิ้มลองน้อยแสนน้อย
ด้วยความขัดแย้งกับลักษณะนิสัยบวกรวมกับเหตุผลดังที่เล่ามา ส่งผลให้มีผู้ที่รู้เรื่องงานอดิเรกอันแสนโปรดปรานของท่านอ๋องน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
‘แล้ววันนี้มิใช่ว่าอาการกระหายของกินโอชารสนั้นกำเริบขึ้นมาอีกแล้วหรอกหรือ?’
ผู้ติดตามเดินตามไปพลางครุ่นคิดไปด้วย อย่างไรก็ตามแม้แต่ตัวเขาเองก็อดรู้สึกประหลาดใจกับกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอที่อบอวลไปทั่วตรอกเล็ก ๆ แห่งนี้ไม่ได้
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ติดตามของเยี่ยนอ๋อง แต่ชาติตระกูลของบุรุษหนุ่มผู้นี้ก็ไม่ธรรมดา ตัวเขาสืบเชื้อสายมาจากขุนนางระดับกง1 ตั้งแต่วัยเยาว์มาจนถึงตอนนี้มิอาจนับได้ว่าเคยได้ลิ้มลองอาหารโอชารสมาแล้วเท่าไหร่ กระนั้นเขากลับไม่เคยได้กลิ่นของกินหอมเย้ายวนเช่นนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าผู้ปรุงอาหารที่ส่งกลิ่นหอมรัญจวนนี้ กำลังปรุงสิ่งใดอยู่กันแน่!
ไม่นานนักเยี่ยนอ๋องก็ค้นพบต้นตอของกลิ่นหอมนั่นแล้ว กลิ่นหอมนี้ลอยมากับสายลมที่โชยผ่านกำแพงหนาของสวนที่อยู่ตรงข้ามร้านสุรานี่เอง
ผู้ติดตามที่เผลอครุ่นคิดเรื่อยเปื่อยอยู่นานจนตามผู้เป็นนายไม่ทัน รีบวิ่งกระหืดกระหอบตามมา “ท่านอ๋อง เดินช้า ๆ หน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
จู่ ๆ เยี่ยนอ๋องก็หยุดยืนอยู่ ณ จุดหนึ่งของกำแพงหนา สายตาจ้องมองยอดกำแพงสูงตระหง่าน ในมุมมองเช่นนี้ใบหน้าด้านข้างของอ๋องหนุ่มยิ่งดูงดงาม ประหนึ่งรูปสลักที่เทพเซียนสรรค์สร้าง “นี่เป็นจวนของผู้ใดกัน?”
ผู้ติดตามของเยี่ยนอ๋องผู้นี้ มีนามว่า ‘โจวจื่ออวี้’ เป็นบุตรชายที่เกิดจากภรรยาเอกในจวนกงโหว อีกทั้งยังเป็นหลานชายคนรองของบุรุษผู้ยิ่งยงแห่งราชสำนัก–อดีตใต้เท้าอู่เซียงโหว2 หลังจากกวาดสายตามองจนทั่วบริเวณแล้วคิ้วเข้มก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “ท่านอ๋อง หลังกำแพงนั่นดูเหมือนจะเป็นสวนรองของจวนใต้เท้าเสิ่นพ่ะย่ะค่ะ”
ขุนนางชั้นสูงในเมืองหลวงต่างก็รับรู้เรื่องราวของตระกูลเสิ่นเป็นอย่างดี เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าได้พาบุตรสาวที่กลับมาอยู่บ้านมารดา เข้าไปพักอาศัยที่เรือนในสวนรองของจวนเสิ่นกันตามลำพัง และน้อยครั้งนักที่จะย่างเท้าออกจากจวน
ยังไม่ทันที่ถ้อยคำสุดท้ายจะถูกลมพัดจนจางหาย โจวจื่ออวี้ผู้กำลังนึกคิดถึงเรื่องราวตระกูลเสิ่นก็พบว่าคนที่เคยอยู่ข้างกายหายลับไปเสียแล้ว ท่านอ๋องของเขาทะยานร่างขึ้นสู่ยอดกำแพงสูงแล้วพุ่งตัวไปไกลลิบแทบมองไม่เห็น
“…” ผู้ติดตามเยี่ยนอ๋องถอนหายใจทิ้งครั้งหนึ่งก่อนมุ่งหน้าไล่ตามเจ้านายของตนไปด้วยความเร็วสูง
‘ท่านเป็นถึงอ๋องแห่งราชวงค์ต้าโจว แต่กลับบุกรุกเข้าไปในเขตจวนผู้อื่นเพียงเพราะอยากลิ้มลองอาหารเลิศรสของเขาเนี่ยนะ? ทำแบบนี้จะดีจริง ๆ หรือ? เหตุใดข้าจึงรู้สึกราวกับกำลังเลียนแบบอาฮวาหมาแม่ลูกอ่อนจรจัดที่กำลังหาอาหารเช่นนี้เล่า?’
ทว่าแม้จะคิดเช่นนี้แต่โจวจื่ออวี้ก็รู้ดี หากเป็นเรื่องของอาหารรสเลิศแล้ว ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ไม่สามารถห้ามปรามการกระทำบ้าระห่ำของท่านอ๋องได้ ดังนั้นเขาจึงทำเพียงติดตามไปเงียบ ๆ …แม้จะไม่เต็มใจนัก…
+++++++++++++++++++
ลึกเข้าไปในเรือนรองแห่งสวนรองหอหนิงโช่ว
เสิ่นเชียนเกอและเหล่าสาวใช้ได้จัดการกับมื้ออาหารอันแสนอร่อยจนอิ่มหนำสำราญเป็นที่เรียบร้อย
วันนี้นับว่าเป็นวันที่ยุ่งวุ่นวายไม่น้อยทีเดียว เพราะจู่ ๆ เสิ่นเชียนเกอก็ตัดสินใจย้ายเรือนอย่างกะทันหัน ทุกคนจึงต้องช่วยกันเก็บสัมภาระโยกย้าย ปัดกวาดเช็ดถูและนำของเข้าจัดวางในเรือนใหม่กันอย่างขะมักเขม้นอยู่เป็นเวลานาน ยามนี้ทั้งหิวทั้งเหนื่อยล้า เมื่อพลบค่ำ ความอยากอาหารจึงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ยิ่งคุณหนูรองลงมือปรุงบะหมี่ที่อร่อยแทบน้ำตาไหลเช่นนี้ให้ด้วยแล้ว ถึงแม้จะเป็นสาวใช้ที่ปกติมักทำตัวเหนียมอายเพราะต้องระมัดระวังกิริยาต่อหน้าเจ้านาย ก็ยังอดที่จะทานมากขึ้นเป็นสองเท่าไม่ได้
น้ำแกงและบะหมี่หม้อใหญ่ถูกบรรดาสาวใช้กินจนเกลี้ยงหม้อ!ไม่เหลือน้ำแกงแม้แต่หยดเดียว!
อันที่จริง หากไม่ใช่เพราะหมดแล้ว เหลียงเฉินก็ยังอยากจะกินเพิ่มอีกสักครึ่งถ้วย!
สาวใช้สองสามคนทำหน้าที่เก็บล้างทำความสะอาดห้องครัว พวกนางเช็ดถูถ้วยชามและตะเกียบที่ล้างแล้วจนแห้ง ตรวจสอบไฟในเตาฟืน ปิดประตูลงกลอน แล้วแยกย้ายกันเข้าห้องเพื่อนอนหลับพักผ่อน
หลังจากปีนกำแพงสำรวจบ้านผู้อื่นจนกระทั่งย่ำเท้าลงในเขตจวนของเขาโดยไม่คิดขออนุญาต เยี่ยนอ๋องก็พบว่าสถานที่ที่เป็นต้นกำเนิดแห่งกลิ่นหอมยั่วยวนที่เขาตามหานั้น คือเรือนหลังหนึ่งในสวนอันซอมซ่อที่สุดในจวนเสิ่น เรือนหลังนี้ดับไฟฟืนเงียบเชียบ หน้าประตูก็ไร้เวรยามคอยเฝ้า ทุกสิ่งเป็นใจเช่นนี้ บุรุษสูงศักดิ์ผู้อยากชิมอาหารจึงรีบรุดไปยังห้องครัวอย่างไม่รั้งรอ
เหล่าคนรับใช้ที่ย้ายตามเสิ่นเชียนเกอมาด้วยนั้นไม่ได้มีจำนวนมากนัก อีกทั้งด้วยความอ่อนล้าจากการใช้แรงมาทั้งวัน ยามนี้ทุกคนจึงเข้านอนกันหมด และเพราะเหตุนั้นเองเรื่องที่เยี่ยนอ๋องบุกเข้ามาถึงเรือนในสวนรองหอหนิงโช่วจึงไม่มีผู้ใดรับรู้เลยแม้แต่น้อย นี่ทำให้โจวจื่ออวี้เบาใจไปได้มาก ผู้ติดตามหนุ่มลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก
ยามที่ผลักบานประตูห้องครัวเล็กเข้าไปนั้น กลิ่นหอมที่ชวนให้ผู้คนน้ำลายสอก็ยังไม่จางหายไป มันเข้าโจมตีต่อมรับรสซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่คิดปรานี
ทว่าเยี่ยนอ๋องที่เดินค้นหาไปทั่วทุกซอกทุกมุมในห้องครัวกลับพบแต่เพียงความว่างเปล่า อย่าว่าแต่ต้นกำเนิดของกลิ่นหอมที่เย้ายวนใจนี่เลย แม้แต่วัตถุดิบที่ใช้ปรุงก็ไร้วี่แววว่าเคยมีอยู่
หม้อใบใหญ่ถูกขัดล้างสะอาดเรียบร้อย ตรงมุมห้องครัวมีกองฟืนสำหรับทำอาหารวางเรียงเป็นระเบียบ หม้อดินที่คว่ำอยู่ข้าง ๆ ก็เกลี้ยงเกลาสะอาดเอี่ยมไม่แพ้กัน… คงเหลือแต่ถังขยะตรงมุมกำแพงที่ยังคงมีกลิ่นหอมของอาหารลอยออกมาจาง ๆ
เยี่ยนอ๋องก้าวเท้าเข้าไปอย่างช้า ๆ ก่อนชะโงกหน้าเข้าไปมอง กลิ่นที่ลอยออกมาจากถังขยะนี้เป็นกลิ่นเดียวกับที่นำพาเขามาที่นี่ไม่ผิดแน่ อ๋องหนุ่มมั่นใจยิ่งกว่ามั่นใจ อย่างไรอาหารหอมหวนที่เขาตามหาก็ต้องอยู่ในครัวเล็กแห่งนี้แน่นอน
ทว่าน่าเสียดายที่ในถังมีเพียงเศษกระดูกเท่านั้น… ในครัวนี้ น้ำแกงแม้แต่หยดเดียวก็ไม่หลงเหลือ…
ดวงตานกเฟิ่งหวง3ของเยี่ยนอ๋องสลดลงอย่างแสนเสียดายเมื่อพบว่าไม่มีสิ่งใดเหลือให้เขาลิ้มลองอีกแล้ว กลิ่นที่ยังอ้อยอิ่งอยู่เป็นหลักฐานชี้ชัดว่าเขามาช้าไปเพียงก้าวเดียว ก้าวเดียวเท่านั้น!
โจวจื่ออวี้ตามมาทันในที่สุด ทว่าในทันทีที่มาถึงเขาก็เห็นผู้เป็นนายกำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่มุมห้อง …เมื่อชะแง้มองจากด้านหลังก็พบว่าสิ่งที่บุรุษสูงศักดิ์กำลังสนอกสนใจ คือ ‘ถังขยะ’ …เมื่อขยับเข้าไปใกล้อีกนิดก็พบว่ากิริยาท่าทางของท่านอ๋องนั้นประหลาดเหลือล้น! โจวจื่ออวี้ตกใจจนสะดุ้งโหยง
‘นี่…ท่านอ๋อง หรือว่า…?’
‘มิใช่ว่าท่านหน้ามืดจนคุ้ยขยะขึ้นมากินหรอกนะ?’
‘หากท่านอ๋องทำเช่นนั้นจริง ๆ จะแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หรือจะเข้าไปห้ามไว้ดีล่ะ?หากปล่อยให้เขาทำไม่ต้องพากันฉิบหายจริง ๆ หรอกหรือ …ท่านอ๋องชักจะทำเหมือนอาฮวามากขึ้นทุกทีแล้ว เหมือนเสียยิ่งกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก’
โจวจื่ออวี้หลุดเข้าไปในภวังค์ความคิดของตนโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าคมบิด ๆ เบี้ยว ๆ เดี๋ยวซีดเดี๋ยวคล้ำ สีหน้าคล้ายอยากยิ้มแต่ยิ้มไม่ได้อยากร้องไห้ก็ร้องไม่ออก
โชคดีที่ไม่กี่อึดใจต่อมา อ๋องหนุ่มก็ค่อย ๆ ยืดตัวขึ้นพลางถอนหายใจแผ่วเบา ไม่นานนักเยี่ยนอ๋องและผู้ติดตามก็กลับออกจากจวนเสิ่นไปอย่างรวดเร็ว
+++++++++++++++++++
เสิ่นเชียนเกอไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่า เยี่ยนอ๋อง บุรุษโฉดที่นางหวังจะพึ่งพิงนั้น เมื่อครู่เพิ่งจะบุกเข้าไปถึงในครัวของเรือนที่นางอาศัยอยู่
ขณะนี้คุณหนูรองตระกูลเสิ่นกำลังนั่งหันหน้าเข้าหา ‘กระถางดอกไม้’ ประหลาดใบหนึ่ง ที่ว่าประหลาดเป็นเพราะกระถางใบนี้กำลังลอยคว้างอยู่กลางอากาศราวกับถูกแขวนไว้ด้วยเชือกที่มองไม่เห็น ภายในกระถางนั้นเต็มแน่นด้วยดินร่วนซุยดูอุดมสมบูรณ์ ทว่ากลับไม่มีพืชพันธุ์ใด ๆ งอกเงยขึ้นมา กระถางดอกไม้ที่ไม่มีดอกไม้ ดูว่างเปล่าไม่ต่างอะไรกับดวงตาของหญิงสาวที่กำลังมองมันอยู่ในตอนนี้เลยสักนิด เสิ่นเชียนเกอนั่งเหม่อเช่นนี้มาสักพักแล้ว
กระถางดอกไม้วิเศษปรากฏขึ้นตั้งแต่นางกลับมาเริ่มต้นใหม่ในชะตาชีวิตเดิมและมีเพียงนางเท่านั้นที่จะสามารถมองเห็นมันได้ นอกเหนือจากกระถางดอกไม้ยังมีของวิเศษอีกสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวพันกับการเริ่มชีวิตใหม่ครั้งนี้ของนาง นั่นคือ ‘ใบรายชื่อดวงชะตา’
ใบรายชื่อดวงชะตาเป็นบันทึกแสนประหลาด ดูครั้งแรกคล้ายว่างเปล่าแต่กลับไม่ว่างเปล่า ในนั้นมีข้อความระบุเอาไว้ว่า หากนางอยากจะหลุดพ้นจากดวงชะตาของ ‘ตัวประกอบที่ต้องตายจากไปด้วยโรคร้าย’ นางก็ต้องหาวิธีอิงแอบอาศัย เพื่อดูดซับและไขว่คว้าเอาโชคลาภจากผู้ที่มีนามปรากฏอยู่ในใบรายชื่อฉบับนี้ให้ได้ หากได้รับโชคลาภนั้น ๆ มาแล้ว พืชพันธุ์ในกระถางก็จะงอกเงยขึ้น ยิ่งสะสมโชคลาภมากเท่าไหร่ พืชพันธุ์ที่ว่าก็จะยิ่งงอกงามประหนึ่งได้รับปุ๋ยและน้ำ ในทางกลับกันถ้าหากพืชพันธุ์เติบโตสมบูรณ์มากเพียงใดก็หมายความถึงวาสนาของนางที่เพิ่มพูนมากขึ้นเช่นกัน ที่สำคัญหากได้รับโชคลาภที่มากพอ บางทีนางอาจจะสามารถพลิกผันชะตาชีวิต เปลี่ยนจากตัวประกอบแสนอาภัพกลายเป็นนางเอกผู้พบเจอแต่สิ่งดี ๆ ไปจนถึงบั้นปลายเลยก็เป็นได้!
ทว่าเหมือนสวรรค์ชอบเล่นสนุก เพราะรายชื่อลำดับแรกสุดที่ปรากฏขึ้นบนใบรายชื่อนี้ก็คือ —— เยี่ยนอ๋อง!
เพราะเหตุนี้เอง นางจึงตกลงปลงใจเรื่องการแต่งงานอย่างไม่ลังเล
ไม่ว่าจะอย่างไร หากให้เลือกระหว่างแต่งงานเพื่อมุ่งหน้าไขว่คว้าชะตาชีวิตใหม่กับไม่แต่งและเดินตามชะตาชีวิตเดิมที่มีจุดจบแสนอนาถรออยู่ การไปตายเอาดาบหน้าก็ย่อมดีกว่าเสมอ
ดวงตาเมล็ดซิ่งที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความขมขื่นจับจ้องกระถางดอกไม้ที่ลอยอยู่ตรงหน้า นอกจากดินที่เต็มแน่นแล้วในนี้ก็ไม่มีอะไรอีกเลย
ในที่สุดเสิ่นเชียนเกอก็ย้ายมานั่งด้านหน้ากระจก มือบางปลดผ้าคลุมที่ใช้ปิดบังใบหน้าออก
ในกระจกบานนั้นปรากฏเป็นภาพหญิงสาวงดงามกำลังจ้องมองกลับมา ใบหน้านวลขาวผ่องดุจหิมะ ผิวพรรณเกลี้ยงเกลาอ่อนนุ่มน่าทะนุถนอม ปากเล็กสีแดงสด แก้มสีระเรื่อด้วยเลือดฝาด จมูกสวยได้รูปที่ดูรับกับใบหน้าพอดิบพอดี ดวงตาเมล็ดซิ่งงดงามชวนหลงใหล ความงามเช่นนี้จะนับว่าเป็นเลิศในเมืองหลวงก็ย่อมได้ หากไม่ติดตรงที่แก้มด้านซ้ายของนางมีรอยแผลเป็นทางยาวราว ๆ ครึ่งนิ้วมือปรากฏอยู่ก็คงจะดีไม่น้อย สภาพของแผลนั้น แม้บัดนี้ส่วนใหญ่จะยังคงเป็นสีแดงเรื่อ แต่บางส่วนก็เปลี่ยนเป็นสีคล้ำและกำลังตกสะเก็ดแล้ว รอยแผลยาวบนแก้มขาวนวลดูอย่างไรก็ไม่ต่างจากหยกงามที่มีตำหนิ แผลนี้ทำลายความงดงามสมบูรณ์แบบไปไม่น้อย
รอยแผลบนแก้มซ้ายนี้เกิดจากตอนที่นางและเสิ่นเจียวเจียวมีปากเสียงกัน ในตอนนั้นนางล้มกระแทกพื้นจนใบหน้าได้รับบาดเจ็บ ในภพก่อน เนื่องจากไม่ได้ดูแลรักษาให้ดี รอยแผลนี้จึงอยู่กับนางไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต เสิ่นเชียนเกอรู้ดีว่าในภายภาคหน้ารอยแผลนี้จะน่าเกลียดมากเพียงใด ดังนั้นหลังจากที่ได้โอกาสหวนกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งนางจึงพยายามดูแลรักษาแผลบนหน้าทุกวิถีทาง ทำตามคำสั่งของท่านหมออย่างเคร่งครัด กินยาตรงตามเวลาที่กำหนดทุกครั้งไม่เคยขาด อีกทั้งยังใช้ผ้าบางปิดบังใบหน้าไว้ป้องกันไม่ให้แผลถูกแสงแดดจนแสบไหม้หรือถูกสายลมพัดเอาสิ่งสกปรกมากระทบ
ทว่าถึงตอนนี้ผ่านไปหลายวันแล้ว รอยแผลบนแก้มของเสิ่นเชียนเกอก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้นเลย
ซ้ำร้าย ดูเหมือนมันจะร้ายแรงขึ้นกว่าเมื่อก่อนเสียด้วย!
หลังจากสำรวจดูแผลบนหน้าตนเองแล้วคิ้วเรียวของเสิ่นเชียนเกอก็ขมวดมุ่น ใบหน้านวลบ่งบอกชัดเจนว่าไม่ค่อยพอใจนัก นิ้วเรียวค่อย ๆ บรรจงแต้มยาลงบนแผล ในใจของนางพลันคิดว่า ‘หรือว่าจะมีเพียงเยี่ยนอ๋องเท่านั้นที่เมื่อสัมผัสแผลนี้แล้วจะดีขึ้นได้?’
เช้าวันถัดมา เสิ่นเชียนเกอลุกขึ้นจากที่นอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เมื่อคืนก่อนเข้านอน นางได้นำรายการวัตถุดิบที่ต้องการส่งให้กับเหลียงเฉิน และมอบหมายให้สาวใช้ไปจับจ่ายซื้อของในวันรุ่งขึ้น
ยังไม่ถึงยามสายการทำความสะอาดและจัดเก็บข้าวของในเรือนหลังใหม่ก็เสร็จสิ้นสมบูรณ์ เหลียงเฉินเองก็จัดการวางวัตถุดิบที่ซื้อหามาตามคำสั่งไว้ในห้องครัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน
สูตรน้ำแกงที่เสิ่นเชียนเกอใช้ทำบะหมี่น้ำใสเมื่อวานนั้น แท้จริงแล้วเป็นขั้นตอนเริ่มต้นของการทำน้ำแกงใสในตำรับอาหารที่ชื่อว่า ‘พระกระโดดกำแพง’ อาหารชนิดนี้แม้จะไม่ยุ่งยากมากมายนัก ทว่าคนทั้งตระกูลเสิ่นกลับไม่เคยมีผู้ใดเคยลิ้มลองมาก่อน มารดาของนางเสิ่นฮูหยินนั้นนิยมอาหารรสจัด พี่ชายเสิ่นจิ่งเยี่ยนนิยมทานเนื้อ ส่วนบิดาของนางใต้เท้าเสิ่นนิยมทานอาหารรสชาติแปลกใหม่ เพื่อเอาอกเอาใจคนในครอบครัว ในภพก่อนคุณหนูรองก็แทบจะหมดเนื้อหมดตัวไปกับการใช้เงินเก็บเสาะแสวงหาพ่อครัวแม่ครัวไปทั่วทุกสารทิศเพื่อที่จะได้เรียนรู้สูตรลับและฝีมือการปรุงอาหารจากพวกเขาเหล่านั้น
เพียงแต่น่าเสียดายที่ส่วนมากแล้วอาหารเลิศรสที่นางอุทิศทุกอย่างในชีวิตเพื่อปรุงให้กับบิดามารดาและพี่ชายกลับตกไปอยู่ในท้องของเสิ่นเจียวเจียวเสียเป็นส่วนใหญ่
เสิ่นเจียวเจียวพึงพอใจในอาหารฝีมือเสิ่นเชียนเกอเป็นอย่างยิ่ง และมักจะสั่งให้นางปรุงให้กินอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นในชาติที่ผ่านมา ด้วยความรู้ไม่เท่าทันนางจึงคล้ายกลายเป็นแม่ครัวส่วนตัวของเสิ่นเจียวเจียวไปโดยปริยาย และด้วยเหตุนี้ คนในครอบครัวคนอื่น ๆ จึงไม่ได้ลิ้มรสอาหารของนางเท่าไหร่นัก
สุดท้ายแล้วเสิ่นเชียนเกอก็ไม่สามารถใช้ฝีมือการปรุงอาหารมัดใจคนในครอบครัวได้เลย ทว่านี่กลับทำให้นางได้ฝึกฝนการทำครัวจนมีฝีมือที่เป็นเลิศ ในภพนี้นางคงไม่มีโอกาสทำอาหารให้บิดามารดาและพี่ชายกินอีกแล้ว หรือถึงมีโอกาสก็คงไม่คิดทำเป็นแน่
ภพก่อนนางเรียนรู้สูตรการปรุงอาหารไว้เยอะแยะมากมาย เสียดายที่นางประเมินค่าตนเองต่ำไป นางเอาแต่ไม่มั่นใจจนไม่ได้รังสรรค์อาหารชั้นยอดออกมาอย่างที่ควรจะเป็น
ตอนนี้ เสิ่นเชียนเกอสามารถลงมือปรุงอาหารง่าย ๆ ให้เลิศรสได้สบาย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องพิถีพิถันหรืออาศัยวัตถุดิบชั้นยอด
+++++++++++++++++++++++++
วันนี้เป็นวันที่เสิ่นเชียนเกอต้องเข้าวังหลวง นางและเสิ่นเจียวเจียวเป็นสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงห้า ในทุกเดือนจะมีเวลาที่พวกนางต้องเข้าวังไปศึกษาที่หอศึกษาของวังหลวง ระยะเวลาแห่งการศึกษานั้นกินเวลาครึ่งเดือน และในครึ่งเดือนนี้คุณหนูตระกูลเสิ่นทั้งสองจะต้องเดินทางไปกลับวังหลวงทุกวัน
หอศึกษาของวังหลวงนั้น แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ หอศึกษาชั้นนอกและชั้นใน
หอศึกษาชั้นนอกจะเป็นสถานที่ที่บรรดาอ๋อง องค์ชายและคุณชายตระกูลใหญ่ผู้ซึ่งเป็นลูกหลานของเหล่าขุนนางชั้นสูงทั้งหลายใช้ศึกษา
ส่วนหอศึกษาชั้นในจะเป็นสถานที่ที่ให้องค์หญิงและเหล่าคุณหนูจากตระกูลต่าง ๆ ใช้ศึกษากัน
ขนบธรรมเนียมของราชวงศ์ต้าโจวค่อนข้างเปิดกว้าง ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องข้อห้ามระหว่างบุรุษและสตรี แม้แต่บุคคลที่ถึงวัยแต่งงานแล้ว ก็ยังสามารถคบค้าสมาคม พบปะพูดคุยกันได้ ในหอศึกษาถึงแม้จะเป็นสตรี แต่ก็มีวิชาขี่ม้ายิงธนูให้ได้ศึกษาด้วยเช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งบุรุษและสตรีก็มักจะได้เข้าศึกษาร่วมกันอยู่เนือง ๆ
เช้านี้เสิ่นเชียนเกอขอให้เก๋อมามาและเหลียงเฉินมาช่วยทำขนมปาเจินเกา3 ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามขนมแสนอร่อยก็แล้วเสร็จ
นี่เป็นสูตรขนมของซูซื่อ ขนมหน้าตาสวยงามปั้นแต่งอย่างประณีตแปดชิ้นถูกจัดวางลงในกล่องขนมที่ประดับไว้รอก่อนหน้านี้แล้ว ขนมทั้งแปดชิ้นนี้มีรูปทรงที่แตกต่างกันไป เช่นเดียวกับรสชาติที่มีถึงแปดอย่าง เช้านี้เสิ่นเชียนเกอได้รังสรรค์ขนมปาเจินเกาทั้งในแบบที่คิดว่าบุรุษต้องชื่นชอบและแบบที่เป็นที่นิยมในหมู่สตรีออกมา ขนมชนิดนี้เป็นขนมที่เสิ่นจิ่งเยี่ยนในภพก่อนชอบกินมากที่สุด
เหลียงเฉินรับหน้าที่ห่อกล่องขนมที่เสิ่นเชียนเกอบรรจุขนมลงไป เสร็จจากนั้นก็เข้าไปช่วยคุณหนูของตนเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกระโปรงยาว ด้วยความคับข้องใจในบางสิ่งจนอดไม่ได้ สาวใช้น้อยจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าลำบากใจ “คุณหนูรองเจ้าคะ ก่อนหน้านี้พวกเรานั่งรถม้าเข้าวังไปพร้อมกับคุณหนูใหญ่มาตลอด ยิ่งกว่านั้นยังมีคุณชายใหญ่คอยรับส่ง แต่ตอนนี้เรา…”
มุมปากของเสิ่นเชียนเกอยกขึ้นเป็นยิ้มบาง “เจ้าไม่ต้องกังวลไป อีกเดี๋ยวก็คงจะมีรถม้ามาเทียบหน้าประตูเอง”
.
.
.
[1] กง (公) เป็นบรรดาศักดิ์ขุนนางระดับสูงเทียบเท่ากับระดับดยุคหรือเจ้าพระยา นับเป็นบรรดาศักดิ์ขุนนางระดับสูงสุด
[2] โหว (侯) เป็นบรรดาศักดิ์รองจากชั้น กง ได้รับยศจากการสืบสกุล หรือได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิ เนื่องจากมีความดีความชอบ ส่วนบรรดาศักดิ์ชั้นรองจากโหว คือ ‘ป๋อ’ 伯 ‘จื่อ’ 子 และ ‘หนาน’ 男
[3]
(ตัวอย่างรูปร่างหน้าตาของขนมปาเจินเกา)