วิถีแห่งกลยุทธ์ : เส้นทาง อำนาจ รักษา ราชอาณาจักร ถังไท่จง ฮ่องเต้
ไม่ว่าจะเป็นหวงอี้เมื่อเขียนยุทธนิยายเรื่อง “มังกรคู่สู้สิบทิศ” ไม่ว่าจะเป็นจิ่วถูเมื่อลงมือประพันธ์ยุทธนิยายเรื่อง “ยุทธการล่าบัลลังก์”
ในยามเปิดตัว “หลี่ซื่อหมิน” ให้เป็นที่ปรากฏ
ก็ดำเนินไปตาม “มุม” ซึ่งยืน “มอง” อยู่ แน่ละ ย่อมเป็น “มุมมอง” อันดำรงสภาพที่ “แตกต่าง” กัน
ขอให้เริ่มจากยุทธนิยาย “มังกรคู่สู้สิบทิศ”
เมื่อปักหลักว่าเป็น “มังกรคู่” เสียแล้ว ย่อมสะท้อนผ่านสายตาและบทสรุปของ 2 พี่น้องโค่วจงและฉีจื่อหลิงอย่างเป็นด้านหลัก
ณ เบื้องหน้า “มังกรคู่” ที่พร้อมสู้สิบทิศ
นี่ย่อม “เป็นชายหนุ่มร่างสูงสง่า อายุสูงวัยกว่าพวกเขาเล็กน้อย กอปรด้วยใบหน้าสี่เหลี่ยม หูใหญ่ ตาดำขลับประดุจนิลเป็นประกายแวววาว
แฝงความหนักแน่นดุจขุนเขา บันดาลให้ผู้คนยอมศิโรราบ”
นี่ย่อมแผกต่างไปจากภาพของหลี่ซื่อหมินอันปรากฏผ่านสายตาของหลี่ซีและหลิวหงจีในยุทธนิยายเรื่อง “ยุทธจักรล่าบัลลังก์”
เป็นเหตุการณ์เมื่อแรกพบ ณ เมืองไท่หยวน ชายแดนด้านโคกุเรีย
เมื่อมองข้ามศีรษะของหลี่เจี้ยนเฉิงก็เห็นชายหนุ่มอายุยังไม่ถึง 15 ปีผู้หนึ่งกำลังน้าวคันธนูยิงใส่เป้าที่อยู่ห่างออกไป 70 ก้าว
ข้างกายมีหญิงสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกันนางหนึ่ง
นางมิได้ถือพัดโบกเยี่ยงสตรีในตระกูลใหญ่ หากถือไม้ตีเตรียมย่ำกลองเสริมอานุภาพให้แก่ชายหนุ่มซึ่งเป็นพี่ชาย
“ยุทธจักรล่าบัลลังก์” กล่าวถึงหลี่ซื่อหมินเมื่ออายุได้ 15 ปี
“มันฝึกวิชาการต่อสู้ตั้งแต่เล็ก ตอนนี้มีความสำเร็จเหนือกว่าชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันมาก ปกติยากพบพานคู่มือเปรียบติด เมื่อประลองฝีมือกับองครักษ์ถังกง เหล่าองครักษ์ไม่กล้าทำร้ายองค์ชายรอง
ไม่ถึง 3 กระบวนท่าก็ทิ้งอาวุธยอมแพ้”
ปมเงื่อนที่ไม่ควรปล่อยให้ผ่านเลยไปอย่างเด็ดขาดก็คือ คำกล่าวของหลี่ซื่อหมินต่อรากฐานความเป็นมาแห่งนามของตนที่ว่า
“ชื่อนี้มีตำนาน”
หลี่ซื่อหมินทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ริมหน้าต่างของเรือเดินสมุทร “เมื่ออายุ 4 ขวบหมอดูท่าน หนึ่งผ่านมาบ้านพวกเรา
เมื่อพิเคราะห์นรลักษณ์ข้าพเจ้าก็ทำนายว่า
ข้าพเจ้าพออายุ 20 จะกอบกู้โลก จุนเจือราษฎร ท่านแม่รักเอ็นดูข้าพเจ้าที่สุดจึงให้ข้าพ เจ้าเปลี่ยนชื่อเป็น ซื่อหมิน”
กล่าวพลางหยิบชุดไฟกวัดแกว่งจุดตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะเตี้ย
ฉีจื่อหลิงเมื่อเห็นอีกฝ่ายพอเอ่ยถึงมารดา ดวงตาพลันทอแววรำลึกนึกถึง จึงกล่าวขึ้นว่า
“ท่านคงคิดถึงมารดาท่านนัก”
หลี่ซื่อหมินผงกศีรษะเล็กน้อย เท่ากับเป็นการยอมรับในความรัก ความผูกพันอย่างลึกซึ้งตรึงตราต่อมารดา
เท่ากับเป็นการยอมรับในความรู้สึกอันละเอียดอ่อนซึ่งดำรงอยู่
หากศึกษาผ่าน “ประวัติศาสตร์จีน” ของ ทวีป วรดิลก ก็จะประจักษ์ได้ในรากฐานอันเป็นกระดานหกไปสู่อำนาจของหลี่ซื่อหมิน
1 คือความสามารถในการปราบก๊กต่างๆ เสริมความแกร่งให้กับหลี่หยวน ผู้บิดา
ขณะเดียวกัน 1 คือการตัดสินใจปฏิบัติการกำราบหลี่เจี้ยนเฉิง หลี่หวนจี๋ น้องชายอย่างฉับพลันทันใด เมื่อเดือนหกของปี ค.ศ.626
3 วันต่อมา ถังเกาจู่ก็สถาปนาหลี่ซื่อหมินขึ้นเป็นรัชทายาท
อีกเพียง 2 เดือนก็ทรงสละราชสมบัติ หลี่ซื่อหมินจึงได้ขึ้นครองราชบัลลังก์ภายใต้พระนามถังไท่จงฮ่องเต้
เส้นทางแห่งอำนาจของหลี่ซื่อหมินจึงดำเนินไปอย่างน่าจดจาร
เริ่มตั้งแต่ซ่องสุมกำลังทหารที่เมืองไท่หยวนให้พระบิดาเมื่อมีอายุเพียง 17 ปี ขึ้นครองราชย์เมื่อมีอายุได้ 26 ในปี ค.ศ.626
แวดล้อมด้วยที่ปรึกษาทั้งบุ๋นและบู๊มากมาย
จะเข้าใจบทบาทและความยอดเยี่ยมของ “ถังไท่จง” อย่างถ่องถ้วนไม่เพียงแต่อ่าน “ประวัติศาสตร์จีน” ของ ทวีป วรดิลก
ที่สำคัญที่สุด ต้องศึกษาจาก “เจินกวนเจิ้งเย่า”
หนังสือนี้รจนาขึ้นโดย “อู่จิง” จากการจดจารบันทึกของ 1 หยวนเฉวียนเยว่ 1 จางเจียเจิน
อันได้ชื่อว่าเป็น 2 มหาเสนาบดีปราชญ์แห่งอาณาจักรไต้ถัง
ผู้ได้รับอุปการคุณจากองค์จักรพรรดิผู้ทรงพระปรีชาญาณให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ
ดังคำแถลงของ “เจ้าหยุย” ที่ว่า ท่านทั้งสองสนใจคุณค่าบทเรียนทางประวัติศาสตร์ยิ่ง เห็นว่าการปกครองในสมัยถังไท่จงฮ่องเต้ เป็นตัวอย่างการปกครองโดยอัจฉริยจักรพรรดิ เป็นแบบอย่างอันรุ่งโรจน์ที่น่าศึกษา
“จึงไหว้วานให้ข้าช่วยรวบรวมข้อมูลประวัติศาสตร์ในยุคนั้นนำมาจัดหัวข้อ เรียบเรียงและรจนาให้เป็นระบบไว้ประกอบการศึกษา”
และ อธิคม สวัสดิญาณ ได้เรียบเรียงมาเป็น “เจินกวนเจิ้งเย่า ยอดกุศโลบายจีน” และเรื่องหนึ่งที่น่าศึกษาย่อมเป็นคำถามที่ว่า
สร้าง หรือ รักษา อาณาจักร ยากกว่า
เจินกวนศก 10 (ค.ศ.636) ถังไท่จงฮ่องเต้ทรงตรัสถามเหล่าเสนาอำมาตย์ว่า
“พูดถึงภารกิจยิ่งใหญ่ขององค์จักรพรรดิแล้ว ข้าฯขอถามว่า การสร้างอาณาจักร หรือ การรักษาอาณาจักรยากกว่า”
มหาเสนาบดีฝางเสวียนหลิงกราบทูลว่า
“เมื่อแผ่นดินไม่สงบ เหล่าวีรบุรุษต่างซ่องสุมกำลังยึดดินแดนชิงกันเป็นใหญ่ ผู้ที่ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิได้ จะต้องพิชิตวีรบุรุษเหล่านั้น รวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นเสียก่อน
การสร้างอาณาจักรจึงน่าจะยากกว่า”
เว่ยเจิงกราบทูลว่า
“ปฐมจักรพรรดิผู้สร้างอาณาจักรใหม่ต้องอาศัยจังหวะที่แผ่นดินปั่นป่วน และจริยธรรม เสื่อมโทรม
โค่นจักรพรรดิที่โฉดเขลาลงไป
เพราะราษฎรจะยินดีอุ้มชู คนดีมีฝีมือทั่วทุกสารทิศจะยอมเป็นพวก ดังสำนวนที่ว่า ‘ฟ้าเป็นใจ ราษฎรเป็นพวก’
ถ้ามองในแง่นี้ การสร้างอาณาจักรไม่น่าจะยากเท่าใด
ครั้นยึดครองแผ่นดินได้แล้ว องค์จักรพรรดิมักลืมความยากลำบากแต่หนหลัง ค่อยๆ หลงระเริงลืมตน เอาแต่หมกมุ่นสุรานารี เสพสำราญตามอำเภอใจ ราษฎรต้องการชีวิตที่ร่มเย็นกลับถูกเกณฑ์แรงตลอดเวลา
ราษฎรยากจนข้นแค้น กลับถูกรีดส่วนภาษีไม่มีเว้น
ราชอาณาจักรมักเสื่อมโทรม ล่มสลายโดยเริ่มจากเหตุดังกล่าว เพราะฉะนั้น การรักษาอาณาจักรจึงน่าจะยากกว่า”
ถังไท่จงฮ่องเต้ทรงตรัสว่า
“ฝางเสวียนหลิงติดตามข้ารวบรวมแผ่นดิน ฝ่าฟันภยันตรายและความยากลำบากนานัปการขั้น ‘เก้าตาย หนึ่งรอด’ มาแล้ว
จึงรู้รสชาติความยากลำบากในสมัยสร้างอาณาจักรดี
ส่วนเว่ยเจิงติดตามข้าฯสร้างสันติสุขบนแผ่นดิน กังวลว่าข้าฯจะหยิ่งยโส หลงระเริงลืมตน ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม หมกมุ่นสุรานารี เอาแต่เสพสำราญ อันจะเป็นเหตุทำให้ราชอาณาจักรเสื่อมโทรมล่มสลายในไม่ช้า
จึงเห็นว่าการรักษาอาณาจักรยากกว่า
บัดนี้ เราผ่านความยากลำบากในระยะสร้างอาณาจักรมาแล้ว ส่วนความยากลำบากในการรักษาอาณาจักรนั้น ข้าฯและท่านทั้งหลายพึงช่วยกันรับมือ
ด้วยความระมัดระวังและมีสติ”
เส้นทางแห่งอำนาจ เส้นทางแห่งกลยุทธ์ ของหลี่ซื่อหมิน ไม่ว่าศึกษาผ่านหวงอี้ ไม่ว่าศึกษาผ่านจิ่วถู ไม่ว่าศึกษาผ่าน ทวีป วรดิลก
ล้วนน่าตื่นตา ชวนให้ติดตาม
กระนั้น ที่น่าติดตามมากยิ่งกว่ากลับเป็นเส้นทางของถังไท่จงฮ่องเต้เมื่อเผชิญประสบเข้ากับแม่นางหวู ครั้งที่เป็นดรุณีน้อยวัยเยาว์แรกเข้าถวายตัว
ก่อนที่จะกลายเป็น “บูเช็คเทียน” ในที่สุด