โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

'หม้อสามขา' หลายพันปี เครื่องเซ่นผีมีต้นแบบจากจีน / สุจิตต์ วงษ์เทศ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 10 ก.พ. 2565 เวลา 07.33 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. 2565 เวลา 06.00 น.

สุจิตต์ วงษ์เทศ

 

‘หม้อสามขา’ หลายพันปี

เครื่องเซ่นผี มีต้นแบบจากจีน

 

“หม้อสามขา” แสดงความสัมพันธ์ไทย-จีนสมัยดั้งเดิมเริ่มแรกหลายพันปีมาแล้ว เพราะมีต้นแบบจากจีน คือภาชนะดินเผามี 3 ขา เป็นเครื่องเซ่นผีเพื่อแสดงฐานะทางสังคมของคนตายที่ฝังในหลุมดินซึ่งเกี่ยวข้องความเชื่อเรื่องขวัญทางศาสนาผี พบทั่วไปตั้งแต่ลุ่มน้ำฮวงโหในจีนจนถึงในไทย และคาบสมุทรมลายู

1. หม้อสามขาจากจีน

หม้อสามขา (อายุหลายพันปีมาแล้ว) พบครั้งแรกในจีน ถูกนักโบราณคดีจีนขุดพบในหลุมฝังศพ (จากหนังสือ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ของชิน อยู่ดี กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2510 หน้า 42-47)

ส่วนในประเทศไทยพบครั้งแรกที่บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี จากการขุดค้นในหลุมศพโดยคณะสำรวจเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ไทย-เดนมาร์ก (เมื่อ พ.ศ.2503-2505) หลังจากนั้นพบทั่วไปทาง จ.สุพรรณบุรี และอื่นๆ กระจายกว้างขวางในชุมชนดั้งเดิมบริเวณที่ราบเชิงเขาทางตะวันตกตั้งแต่ภาคเหนือของไทย แล้วแผ่ทอดยาวผ่านภาคกลางลงไปภาคใต้ตลอดคาบสมุทรมลายู

ลักษณะของหม้อสามขาเหล่านี้ตรงกับภาชนะดินเผามีสามขาอายุราว 3,000 ปีมาแล้วในวัฒนธรรมลุงชานของจีนบริเวณลุ่มน้ำฮวงโห (จีนเรียกวัฒนธรรมหลงซาน-Longshan culture) เป็นหลักฐานยืนยันว่ากลุ่มชนชาติพันธุ์ต่างๆ ในไทยกับในจีนเมื่อหลายพันปีมาแล้ว มีการติดต่อสังสรรค์สัมพันธ์กันตามเส้นทางการค้าตั้งแต่ลุ่มน้ำฮวงโห ผ่านลุ่มน้ำแยงซีบริเวณ “โซเมีย” (ซึ่งเป็นที่ราบในหุบเขาสูงทางตอนใต้ของจีน) ลงไปลุ่มน้ำโขง, ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ต่อเนื่องถึงคาบสมุทรมลายู

หม้อสามขาเป็นเครื่องเซ่นผีเพื่อแสดงฐานะทางสังคมของคนตายผู้เป็นชนชั้นนำระดับหัวหน้าเผ่าพันธุ์ที่ฝังในหลุมดิน ดังนั้น เมื่อหัวหน้าเผ่าพันธุ์ตายก็เอาหม้อสามขาฝังรวมในหลุมฝังศพ เพื่อใช้งานในโลกต่างมิติตามความเชื่อเรื่องขวัญทางศาสนาผี พบความเป็นมาดังนี้

(1.) หม้อสามขาทำขึ้นใช้เป็นเครื่องเซ่นในพิธีกรรมฝังศพโดยเฉพาะ เพื่อแสดงฐานะทางสังคมของคนตายว่าเป็นชนชั้นนำระดับหัวหน้าเผ่าพันธุ์

(2.) เครื่องเซ่นด้วยภาชนะดินเผาฝังรวมกับศพ พบเป็นประเพณีพิธีกรรมทางศาสนาผีในที่อื่นๆ ทั่วไปเพื่อให้ผีขวัญใช้สอยในโลกต่างมิติ

(3.) ไม่ใช้เป็นหม้อใส่กระดูกคน เพราะไม่เคยพบกระดูกคนตายในหม้อสามขา

(4.) ไม่ใช้เป็นภาชนะหุงต้มอาหาร เพราะใช้การจริงไม่ได้

(5.) สามขาที่ติดมากับภาชนะมีต้นแบบจาก “ก้อนเส้า” คือหิน 3 ก้อน จัดวาง 3 มุม ใช้ตั้งภาชนะเพื่อหุงต้มโดยสุมไฟไว้ตรงกลางระหว่างก้อนเส้า แต่ในที่นี้ไม่ใช้หุงต้ม คงมี 3 ขาไว้ใช้ตั้งภาชนะที่มีก้นมนกลม ถ้าไม่มีขาก็ตั้งไม่สะดวก

(6.) หม้อสามขาเป็น “เครื่องเซ่นทางศาสนาผี” ก่อนอินเดียมีกำเนิดศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้คำในพุทธศาสนา ดังนั้น หม้อสามขาไม่เป็น “ของอุทิศ” หรือ “เครื่องอุทิศ” ตามคติพุทธ

2. ขวัญได้จากคำในภาษาจีน

หม้อสามขาถูกฝังในหลุมศพรวมกับร่างของหัวหน้าเผ่าพันธุ์ที่ตายแล้ว ซึ่งเป็นไปตามความเชื่อเรื่องขวัญที่มีวิถีต่างมิติเหมือนเมื่อยังไม่ตาย ทั้งนี้ เพื่อใช้งานในโลกต่างมิติแสดงฐานะชนชั้นนำ

ขวัญเป็นคำออกเสียงตามรับรู้ในภาษาไทยปัจจุบัน ซึ่งใกล้ชิดเป็นคำเดียวและความหมายเดียวกับภาษาฮั่น ว่า หวั๋น (กวางตุ้ง) ฮุ้น (แต้จิ๋ว) น่าเชื่อว่าเป็นระบบความเชื่อร่วมกันมาแต่ดึกดำบรรพ์ แต่ไทยได้คำว่า “ขวัญ” ซึ่งกลายจากคำจีน มีคำอธิบายอยู่ในหนังสือหลายเล่ม ได้แก่

(1.) หนังสือ ไทย-จีน ของพระยาอนุมานราชธน (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2479 พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ.2505 หน้า 93),

(2.) บทความเรื่อง “พิธีกรรมหลังความตาย มีส่งขวัญคล้ายกันทั้งไทยและจีน” ในหนังสือ “คนไท” ไม่ใช่ “คนไทย” แต่เป็นเครือญาติชาติภาษา โดยเจีย แยนจอง (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2548 หน้า 86)

ขวัญ หมายถึงระบบความเชื่อทางศาสนาผีที่มีพลังกว้างขวาง และเกี่ยวข้องความคิดสร้างสรรค์ภาษาและวรรณกรรมรวมถึงสิ่งอื่นๆ

ขวัญคือส่วนที่ไม่มีรูปร่าง จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น แต่เคลื่อนไหวได้ ลักษณะเป็นหน่วย มีหลายหน่วย แต่ละหน่วยสิงสู่อยู่กระจายตามส่วนต่างๆ ของคน, สัตว์, พืช, สิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้, อาคารสถานที่ เป็นต้น ต่อมาคนตาย เพราะขวัญหายไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หรือไม่อยู่กับมิ่งคือร่างกายอวัยวะของคน หรือกล่าวอีกอย่างว่าคนตาย ส่วนขวัญไม่ตาย แต่หายไปไหนไม่รู้? ถ้าเรียกขวัญคืนร่างได้คนก็ฟื้นคืนปกติ [มีรายละเอียดอีกมากในหนังสือ ขวัญเอ๋ย ขวัญมาจากไหน? ของสุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์นาตาแฮก (พิมพ์ครั้งแรก 2560) พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ.2462]

ขวัญไม่ใช่วิญญาณ ต่างกันมาก และแทนกันไม่ได้ แต่ถูกทำให้ปนกันได้จนแยกไม่ออก

คนพื้นเมืองอุษาคเนย์นับถือศาสนาผี และทุกชาติพันธุ์มีความเชื่อคล้ายคลึงกันเกี่ยวกับขวัญตั้งแต่หลายพันปีมาแล้วสืบจนทุกวันนี้ โดยเชื่อว่าคนตายเพราะขวัญหายจากร่างของคน แล้วหาทางกลับร่างไม่ถูก ถ้าเรียกขวัญคืนร่างได้คนก็ฟื้นคืนเป็นปกติ จึงมีพิธีเรียกขวัญต่อเนื่องหลายวันหลายคืนเพื่อขอให้ขวัญกลับเข้าร่าง (แต่ไม่เคยสำเร็จ)

หลังรับศาสนาพุทธจากอินเดียและลังกา มีความเชื่อเปลี่ยนไปเป็นเรื่องวิญญาณ แต่พิธีศพแบบพุทธก็ถูกปรับเป็นแบบศาสนาผี มีพิธีกรรมใช้เวลานานมาก อาจนานที่สุดในโลกก็ได้

ความเชื่อตามศาสนาพุทธมีวิญญาณ หมายถึงสิ่งที่เชื่อกันว่ามีอยู่ในร่างกายของทุกคน เมื่อคนตายวิญญาณจะล่องลอยออกไปหาที่เกิดใหม่ เรียกเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งวิญญาณในภาษาไทยใช้ลักษณนามว่าดวง (หมายถึงดวงวิญญาณ) คล้ายจะบอกว่ามีสัณฐานกลมและมีแสงสว่าง แต่ยังไม่เคยพบหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีว่ามีรูปดั้งเดิมแท้จริงอย่างไร?

ขวัญหาย กลายเป็นวิญญาณ เมื่อวิญญาณในศาสนาพุทธ กับพิธีกรรมในศาสนาพราหมณ์ นำเข้าจากอินเดีย มีบทบาทแทนที่ความเชื่อดั้งเดิมเรื่องขวัญในศาสนาผีของภูมิภาคอุษาคเนย์ ส่งผลให้ความทรงจำพร่าเลือนเกี่ยวกับขวัญ แล้วอธิบายต่างจากเดิม ดังพบในคำนำหนังสือประชุมเชิญขวัญ ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ [ประชุมเชิญขวัญ คือคำกลอนสำหรับเวลาทำขวัญในงานต่างๆ ที่เป็นประเพณีไทย ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปีมะเมีย พ.ศ.2461]

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...