โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นิติวัชร์ อัยการเสวนาออกหมายอาญาที่เคารพสิทธิของปชช.เสนอให้อัยการกลั่นกรองก่อนให้ศาลออกหมายจับ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 14 ก.พ. 2565 เวลา 04.42 น. • เผยแพร่ 12 ก.พ. 2565 เวลา 09.05 น.

นิติวัชร์อัยการจัดเสวนา การออกหมายอาญาที่เคารพสิทธิของประชาชน นักวิชาการชี้ การออกหมายอาญาดูเฉพาะอัตราโทษไม่เพียงพอ ต้องใช้หลักความได้สัดส่วนมาพิจารณาด้วย เสนอให้อัยการมีบทบาทกลั่นกรองหมายจับหรือหมายค้นก่อนให้ศาลออกหมาย

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ สำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้จัดเสวนาทางวิชาการในหัวข้อเรื่อง “กระบวนทัศน์ใหม่ในกระบวนการยุติธรรม : การออกหมายอาญาที่เคารพสิทธิของประชาชน” ผ่านระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพและสื่อออนไลน์ ในช่วงเวลา 09.00 – 12.00 น. โดยมีวิทยากรเข้าร่วมเสวนาทั้งหมด 4 ท่าน ได้แก่ ศาสตราจารย์ ณรงค์ ใจหาญ ศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ,ดร.สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ,พ.ต.อ.ดร.มานะ เผาะช่วย เลขาธิการสมาคมพนักงานสอบสวน และผู้ช่วยศาสตราจารย์, ดร. ธีรนิติ์ เทพสุเมธานนท์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการด้วย

นายสิงห์ชัย ทนินซ้อน อัยการสูงสุด กล่าวเปิดการเสวนา ถึงวัตถุประสงค์ของการจัดเสวนาในครั้งนี้ ที่ต้องการให้ความรู้และแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ทางวิชาการของผู้มีความรู้ในสายวิชาชีพต่าง ๆ ของกระบวนการยุติธรรม ในเรื่องกระบวนการกลั่นกรองและตรวจสอบการขอออกหมายอาญา ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยกระดับประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชน

 

จากนั้น ม.ล.ศุภกิตต์ จรูญโรจน์ เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ ได้กล่าวอภิปรายพิเศษ ถึงหลักในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีที่รัฐต้องใช้หมายค้น หมายจับ หมายขัง เป็นเครื่องมือ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ล้วนแต่กระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน แต่เดิมกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไทยเน้นการหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษเพื่อก่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม แต่เกิดปัญหาการกระทบสิทธิของประชาชน ต่อมาจึงมีการแก้กฎหมายให้คุ้มครองสิทธิของประชาชนมากขึ้น ดังนั้น กฎหมายจึงต้องมีความเหมาะสมกันระหว่างการคุ้มครองสิทธิของประชาชนกับการให้อำนาจรัฐในการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี การเสวนาในวันนี้จึงเปิดให้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องกระบวนทัศน์ใหม่ในกระบวนการยุติธรรมในเรื่องกระบวนการในการขอออกหมายอาญา อันจะต้องปรับทัศนคติและหาความสมดุลระหว่างความสงบสุขในสังคมกับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน

การเสวนาประเด็นแรก ในหัวข้อเรื่อง “หลักเกณฑ์ วิธีการในการออกหมายอาญาของประเทศไทย มีรูปแบบของการคุ้มครองสิทธิประชาชนที่เหมาะสมหรือไม่”

ศาสตราจารย์ ณรงค์ ใจหาญ ได้กล่าวถึง แนวคิดการออกหมายอาญาของไทยไม่ว่าจะเป็นการออกหมายจับ หมายค้น หมายขัง หมายจำคุก หมายปล่อย ต้องมีเหตุอันควร เพราะเป็นการดำเนินการที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการเคลื่อนไหวร่างกายของประชาชน และเสรีภาพในการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุข ซึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 237 ได้วางหลักว่า หมายจับหรือหมายขังจะออกได้ต่อเมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำความผิด จึงทำให้ผู้จับกุมเกิดคำถามว่าต้องมีพยานหลักฐานเพียงใดจึงจะสมควรขอออกหมายได้ และในมาตรา 238 ได้วางหลักว่า การค้นในที่รโหฐานจะกระทำมิได้ เว้นแต่ มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุให้ค้นได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมาย ซึ่งต่อมาในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 มาตรา 28 และมาตรา 33 ได้กล่าวถึง การจับ การคุมขังบุคคล และการค้น ว่าจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะมีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งหากไล่ดูวิวัฒนาการของกฎหมายไทย ช่วงปี พ.ศ. 2478 – 2523 หมายจับหมายค้นในส่วนของตำรวจจะออกโดยพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2523 – 2547 หมายจับหมายค้นโดยพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่จะต้องได้รับอนุมัติจากอัยการก่อนจึงจะออกได้ สุดท้ายช่วงปี พ.ศ. 2547 – ปัจจุบัน หมายจับหมายค้นต้องออกโดยศาลเท่านั้น โดยในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาปัจจุบัน เหตุออกหมายจับและหมายขังจะปรากฏอยู่ใน มาตรา 66 และ 71 ส่วนเหตุออกหมายค้นปรากฏอยู่ในมาตรา 69 โดยเหตุที่มีการเปลี่ยนแปลงให้ศาลเท่านั้นที่ออกหมายจับและหมายค้นได้เนื่องจาก

1) การออกหมายจับหมายค้นทำโดยหน่วยงานเดียวกันจะไม่อาจตรวจสอบถึงเหตุอันสมควรได้อย่างรัดกุม จึงควรเป็นองค์กรภายนอก

2) การออกหมายจับหรือหมายค้นยังขาดหลักฐานในการพิจารณาว่ามีเหตุอันควรหรือจำเป็นเพียงพอ ซึ่งต่างจากในหลักสากลที่จะออกได้ต่อเมื่อมีเหตุอันสมควรหรือได้สืบสวนสอบสวนระยะหนึ่งแล้ว เว้นแต่ จะเป็นเหตุจำเป็นที่ต้องจับหรือค้นทันที การขอหมายอาญาของไทยจึงเป็นเรื่องระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับศาล โดยไม่มีพนักงานอัยการเข้าไปดูในส่วนนี้

พ.ต.อ.ดร.มานะ เผาะช่วย ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นถึงกระบวนการยุติธรรมใหม่ที่มีเป้าหมายในการเคารพสิทธิประชาชน ว่าจะต้องเริ่มจากบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ต้องเข้าใจว่าการทำงานจะต้องไม่ให้กระทบสิทธิของประชาชนมากไป ในส่วนของการออกหมายอาญาของไทยในปัจจุบัน จึงมีจุดหมายเพื่อปกป้องสิทธิของประชาชน ถ้าประเทศไทยจะปรับปรุงกระบวนการขอออกหมายอาญาต้องเข้าใจเสียก่อนว่าระบบกฎหมายอาญาในชั้นสืบสวนนั้นเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานก่อนเกิดเหตุ จึงจำต้องมีการขอออกหมายค้นจำนวนมากเพื่อเน้นป้องกันเหตุ และต้องเข้าใจว่ากระบวนการพิสูจน์ในชั้นก่อนฟ้องจะใช้หลักมีเหตุอันสมควร ต่างจากกระบวนการพิสูจน์ในชั้นศาลที่ใช้หลักพิสูจน์โดยปราศจากข้อสงสัย หมายอาญาในชั้นเจ้าพนักงานของไทย ได้แก่ หมายค้น หมายจับ หมายขัง หมายปล่อย เหล่านี้อย่างไรเสียยังคงต้องให้ศาลเข้ามาตรวจสอบ สำหรับประเทศไทยในปี พ.ศ. 2523 ที่พนักงานอัยการได้เคยเข้ามามีบทบาทในการออกหมายนั้น เป็นกรณีที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้ผู้ออกหมายจับคือ 1) ผู้ตรวจราชการมหาดไทย และ 2) พนักงานอัยการ ทำให้เจ้าพนักงานตำรวจมาขอออกหมายจับกับพนักงานอัยการ ในช่วงนั้นพนักงานอัยการจึงเป็นผู้ออกหมายเอง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้กลั่นกรองหมายอาญา และสุดท้ายในประเด็นนี้

ดร.สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์ ได้กล่าวเสริมว่า ตามกฎหมายไทยเหตุที่จะออกหมายจับปรากฎตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 จุดต่างของ (1) และ (2) คือ ใน (1) จะดูหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลกระทำความผิดอาญา โดยเน้นที่อัตราโทษจำคุกว่าอย่างสูงเกินสามปี ส่วนใน (2) จะดูหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา และมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตราย โดยตั้งข้อสังเกตว่าสมควรแก้ไขมาตรา 66(1) หรือไม่ เนื่องจากศาลจะพิจารณาแค่โทษแล้วออกหมายจับเลย ไม่ได้พิจารณาถึงเหตุแห่งการหลบหนี ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุร้ายเลย จะทำให้สิทธิของผู้ถูกจับถูกกระทบทั้งในด้านเสรีภาพในการเคลื่อนไหว และสิทธิที่จะถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ในส่วนของกฎหมายเยอรมันนั้น มีแบบเดียวกับมาตรา 66(1) ของไทย แต่ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันได้เคยพิจารณาว่าการดูแต่อัตราโทษไม่เพียงพอ เนื่องจากขัดต่อหลักความได้สัดส่วน จึงต้องนำเอาหลักความได้สัดส่วนมาพิจารณาในการออกหมายจับด้วย  ส่วนหมายค้นนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 69 เน้นการปราบปรามอาชญากรรมอย่างมาก จะแตกต่างจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเยอรมันที่มีหลักเกณฑ์การออกหมายค้นชัดเจน โดยในมาตรา 102 เป็นการค้นที่พักอาศัยของผู้ต้องสงสัยว่าได้กระทำความผิด และในมาตรา 103 เป็นการค้นที่พักอาศัยของผู้ไม่ต้องสงสัยว่าได้กระทำความผิด ซึ่งมีหลักเกณฑ์ที่ต่างกันเพื่อเป็นการคำนึงถึงสิทธิของประชาชน ดังนั้น ทั้งหมายจับและหมายค้นของเยอรมันจะมีหลักความได้สัดส่วนด้วย

การเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่อมา คือ “การกลั่นกรองหรือตรวจสอบการขอออกหมายอาญาในต่างประเทศ และการขอออกหมายอาญาของประเทศไทยในทิศทางใหม่ที่จะเป็นการคุ้มครองสิทธิประชาชน”

โดย ศาสตราจารย์ ณรงค์ ใจหาญ ได้กล่าวถึง กฎหมายอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย ว่าผู้ขอหมายจับหรือหมายค้นจะเป็นตำรวจหรือผู้บังคับใช้กฎหมาย โดยอัยการไม่มีอำนาจในการสอบสวน เพียงแต่มีอำนาจในการฟ้องคดี อย่างไรก็ดี กฎหมายอังกฤษในบางคดีที่เกี่ยวกับศาลอาญาระหว่างประเทศ เช่น คดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คดีความผิดต่อมวลมนุษยชาติ หน่วยงานพิเศษที่ดำเนินคดี หรือผู้ได้รับความเสียหายจากคดีทรมาน จะขอหมายต้องได้รับความยินยอมจาก Director of Public Prosecution ส่วนกฎหมายออสเตรเลีย ให้อัยการมีอำนาจในการพิจารณาว่าเมื่อมีการออกหมายแล้ว หากไม่มีความจำเป็นก็สามารถขอให้ศาลเพิกถอนหมายจับหรือหมายค้นได้  สำหรับประเทศไทย หากให้พนักงานอัยการเข้ามามีบทบาทในการกลั่นกรองหมายจับหรือหมายค้น จะมีข้อดี คือ องค์กรอัยการมีความชำนาญที่จะทราบว่าหลักฐานที่ตำรวจเสนอมานั้นมีน้ำหนักเพียงพอที่จะน่าเชื่อว่ากระทำความผิดฐานที่จะจับ หรือมีพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าจะยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน จะก่อเหตุร้ายหรือจะหลบหนี หรือไม่ หากเห็นว่ามีเหตุน่าเชื่อก็จะยินยอมให้ส่งเรื่องไปขอหมายต่อศาล หรือเป็นองค์กรที่กลั่นกรองก่อนศาลจะออกหมาย แต่ก็มีข้อจำกัด คือ พนักงานอัยการไม่ได้สอบสวนมาตั้งแต่ต้น อีกทั้งกระบวนการขอหมายจับหรือค้นต้องรวดเร็ว การเพิ่มขั้นตอนนี้อาจทำให้เกิดความล่าช้า

โดยศาสตราจารย์ ณรงค์ ใจหาญ เสนอว่าหากจะให้พนักงานอัยการเข้าช่วยไปกลั่นกรองพยานหลักฐานก่อนศาลออกหมายอาญา ตามมาตรา 66 หรือ 69 มี 2 แนวทาง คือ 1.แก้ข้อบังคับประธานศาลฎีกาเรื่องการออกหมาย โดยให้พนักงานอัยการเข้าไปช่วยตรวจสอบพยานหลักฐานเบื้องต้นก่อนการออกหมาย ซึ่งหากพนักงานอัยการเห็นว่าน่าเชื่อ ก็จึงให้ศาลออกหมาย หรือ 2.อัยการเข้าไปตรวจสอบหมายอาญาตั้งแต่แรกในคดีที่ร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวน เช่น คดีตามมาตรา 20 หรือ มาตรา 155/1

ต่อมา พ.ต.อ.ดร. มานะ เผาะช่วย ได้กล่าวถึง ประเภทของหมายอาญาในฝรั่งเศส หลักเกณฑ์ในการออกหมายอาญาในฝรั่งเศส และบทบาทของอัยการในการตรวจสอบหมายจับหมายค้นตามกฎหมายฝรั่งเศส โดยอัยการมีบทบาทหลักสำคัญในการสอบสวน สำหรับข้อเสนอแนะในเรื่องบทบาทพนักงานอัยการของประเทศไทยในการกลั่นกรองตรวจสอบการขออกหมายอาญานั้นเห็นว่า ควรเริ่มจากคดีที่พนักงานอัยการเข้าร่วมสอบสวน เช่น การสอบสวนคดีอาญานอกราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 หรือในกรณีที่อัยการได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการสอบสวนเด็ก กล่าวคือ หากพนักงานอัยการเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน การขอหมายอาญาจะเป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการในเนื้องานนั้นอยู่แล้ว ดังนั้น พนักงานอัยการไทยจะต้องเข้ามามีบทบาทเชิงรุกในการสอบสวนและวางรูปคดีมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น และจะทำให้การกลั่นกรองการออกหมายทำได้ดีมากยิ่งขึ้น

ดร.สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์ ได้กล่าวเสริมในประเด็นนี้ว่า ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาในการขอออกหมายอาญาตามกฎหมายเยอรมันนั้น ให้อัยการเข้ามาดูแลงานสืบสวนสอบสวน แต่ในทางปฏิบัติอัยการเยอรมันจะเข้ามาร่วมสอบสวนเฉพาะคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ สำหรับบทบาทของพนักงานอัยการไทยในการคุ้มครองสิทธิประชาชนในเรื่องการกลั่นกรองการขอออกหมายนั้น สิ่งที่ควรนำกฎหมายเยอรมันมาปรับใช้ คือ ตามกฎหมายเยอรมันกรณีฉุกเฉินไม่สามารถขอศาลออกหมายได้ทัน อัยการสามารถออกหมายอาญาเองได้เลย หรือมาตรการใดที่จะเข้ามากระทบต่อสิทธิของประชาชน จะให้อัยการเข้ามาตรวจสอบก่อน ซึ่งความเห็นของ ดร.สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์ เห็นว่าในส่วนนี้น่าจะนำมาปรับใช้กับไทยเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้มากขึ้น แต่เห็นว่าจะต้องให้พนักงานอัยการไทยมีบทบาทในการสอบสวนด้วย

สุดท้ายผู้ดำเนินรายการได้จัดให้วิทยากรได้ตอบคำถามของผู้เข้ารับฟังการเสวนา เมื่อตอบคำถามเสร็จแล้ว ม.ล.ศุภกิตต์ จรูญโรจน์ เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ จึงได้กล่าวปิดการเสวนา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...