โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

หุ้นไทย จะตกไปถึงไหน?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 12 มี.ค. 2568 เวลา 11.33 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. 2568 เวลา 04.33 น.

นักวิเคราะห์ฯ ประเมินดัชนีหุ้นไทยเข้าสู่ขาลง เต็มไปด้วยปัจจัยกดดัน ทั้งตลาดหุ้นทั่วโลกที่กังวลกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ประเด็นสงครามการค้าในยุคทรัมป์ 2.0 รวมทั้งเศรษฐกิจไทยที่ชะลอ ส่งผลต่อการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน หุ้นไทย จึงไหลลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งโบรกฯ ขานรับกองทุน Thai ESGX หลังครม.เห็นชอบ อาจทำให้หุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทย เข้าสู่ภาวะขาลงอย่างเต็มตัว สะท้อนได้จากอาการปรับขึ้นไม่ไหว ปรับลดลงแบบซึมตัว รวมถึงปัจจุบันมีหุ้นไทยหลายตัวมีราคาต่ำกว่าช่วงการระบาดโควิด-19

ถึงแม้ดัชนีจะปรับทยอยปรับตัวลดลง แต่ประเมินว่า การจะวิ่งหลุดระดับ 1,000 จุด หรือต่ำกว่านี้เหมือนที่เคยเห็นในอดีต เบื้องต้นมองว่ายังไม่ขนาดนั้น เพราะขณะนี้ผลตอบแทนหุ้นไทยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ติดลบ 14.15% ซึ่งถือว่าแย่ที่สุด ในบรรดาตลาดที่เคลื่อนไหวเทียบกับในภูมิภาคนี้แล้ว สะท้อนว่า ตลาดหุ้นไทยซึมซับปัจจัยลบที่มีอยู่ไปมากพอสมควร เหมือนตลาดหุ้นอื่นๆ ก็มีการปรับตัวลดลงอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้มากนัก

อีกทั้งดัชนียังถูกกดดันจาก ความเสี่ยงด้านนโยบาย Trade War ของสหรัฐฯ และแรงขายของกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ครบกำหนดใหม่และส่วนที่ค้างอยู่ในระบบ รวมทั้งผลประกอบการของหุ้นขนาดใหญ่ที่ต่ำกว่าคาด เช่น DELTA, AOT, และกลุ่มพลังงาน

นอกจากนี้ยังปัจจัยเฉพาะตัวใน CPALL,CPAXT จากความไม่ชัดเจนในการขยายการลงทุน และความเชื่อมั่นของตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากสัดส่วนการซื้อขายของนักลงทุนรายบุคคลที่ลดลงเหลือ 29% ในเดือน ก.พ. 2568 จากที่เคยสูงในระดับ 43-44% ในปี 2564-2565

“ปัจจัยลบที่มีผลต่อตลาดหุ้นไทยยังคงอยู่ โดยเฉพาะความเชื่อมั่น แต่ปัจจัยบวกก็มีสอดแทรกเข้ามา เพราะเห็นความพยายามของรัฐบาล รวมถึงตลท. ที่พยายามหามาตรการเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ส่วนเรื่องความเชื่อมั่น ที่จะออกกฎหมายเท่าเทียม ให้อำนาจสำนักงานก.ล.ต.ในการเอาผิดหุ้นที่ทำผิดได้เอง โดยที่ไม่ต้องรอหน่วยงานด้านกฎหมายหลักๆ เหมือนที่ผ่านมา” นายณัฐพล กล่าว

นายณัฐพล กล่าวว่า ปัจจัยที่จะมีผลกระตุ้นตลาดอย่างแท้จริง อาจต้องรอรัฐบาลว่าจะมีอะไรออกมาเพิ่มเติม เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภาพใหญ่ ซึ่งประเมินว่า เมื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วงปลายเดือนนี้ผ่านพ้นไป รัฐบาลน่าจะทำงานได้อย่างเต็มที่มากขึ้น มีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคทยอยออกมา

แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแจกเงินหมื่นเฟส 3 จะยังไม่ได้ช่วยกระตุ้นมากนัก เพราะดัชนีหุ้นก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวตามภูมิภาค แต่มาตรการที่ออกมาก็ดีกว่าการไม่มีออกมาเลย แต่การจะช่วยสนับสนุนให้หุ้นบวกเยอะๆ ก็คงจะทำไม่ได้มาตรการที่จะช่วยทำให้หุ้นบวกได้จริงๆ คือการยกเลิกมาตรการห้ามชอร์ตเซล

ทั้งนี้บล.หยวนต้า ปรับเป้าสิ้นปีนี้ลงเหลือ 1,450 จุด ที่ระดับดัชนีปัจจุบันยังมี Upside 20% เพราะฉะนั้น แม้เราจะปรับเป้าดัชนีลง แต่ยังคง Overweight ตลาดหุ้นไทย เพราะ Valuation ไม่แพง และคาดว่าได้สะท้อนความเสี่ยงสำคัญของปีนี้ คือ นโยบาย Trade War ของสหรัฐฯไปมากแล้วเช่นกัน แนะนำ ADVANC, ADVICE, BAM, BCPG, CPALL, CPAXT, CENTEL, CBG, ERW, SCB

ด้าน นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหลีกเลี่ยงผลกระทบ TRADE WAR ยาก

นโยบายตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่ในยุคทรัมป์ 2.0 จงใจกีดกันทุกประเทศ เพื่อลดการเอาเปรียบสหรัฐฯ ทำให้เศรษฐกิจไทย มีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะภาคการส่งออก และอาจลามไปถึงการบริโภค และการจ้างงานได้ ด้วยเหตุผลหลัก ๆ อาทิไทยพึ่งพาการส่งออกสูง โดยคิดเป็นสัดส่วน 64% ของ GDP และส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วน 17%

โดยไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากขึ้น โดยในปี 2560 อยู่ลำดับที่ 14 (มูลค่า 2.01 หมื่นล้านเหรียญฯ) ขณะที่ปี 2567 อยู่ลำดับที่ 11 (มูลค่า 4.56 หมื่นล้านเหรียญฯ) อีกทั้งไทยเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในอัตราที่สูงกว่า

โดยล่าสุดอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐที่อยู่ระดับสูง โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 27% และสินค้าอื่นๆ เฉลี่ยอยู่ที่7.1% เทียบกับของสหรัฐในด้านสินค้าเกษตรอยู่ที่ 5% ส่วนสินค้าอื่นๆ เฉลี่ยอยู่ที่ 3.1%

ทั้งนี้ ผลกระทบจากนโยบายทางค้าของทรัมป์ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังวันที่ 2 เม.ย. 2568 เป็นต้นไป ขณะที่วานนี้ ในงานเสวนา TRADE WAR 2025 จะรับมือกับ TRUMP อย่างไร? มีมุมมองว่า ไทยเสี่ยงถูกเช็คบิล หลังไทยเกินดุลกับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น บวกกับต้นทุนภาษีส่งออกมีโอกาสสูงขึ้น

อีกทั้งสินค้าจีนเสี่ยงทะลักเข้ามาในบ้านเรามากขึ้น ส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในยุค TRUMP 2.0 อาจไม่โดดเด่นเหมือนในอดีต เนื่องจากทรัมป์เตรียมขึ้นภาษีทุกประเทศ การย้ายฐานการผลิตอาจจะไม่มีผล

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในไทย หลังรัฐบาลมีการกระตุ้นเศรษฐกิจเคาะแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 3กลุ่มอายุ16-20 ปี ราว 2.7 ล้านคน วงเงิน 27,000 ล้านบาท สามารถใช้จ่ายได้ทุกอย่าง คาดเริ่มช่วงปลายไตรมาส 2 ปี 2568 – ช่วงต้น ไตรมาส 3 ปี 2568 ส่วนเฟส 4 คาดเข้า ครม. เดือนกันยายน นี้

แนะนำสะสมหุ้น 8 DIVIDEND RANGER เพิ่ม AP, SPALI, SCC, PTTEP, BH, ITC,WHA, CPALL

ทั้งนี้เมื่อวานนี้ (11 มี.ค.) ครม. เห็นชอบจัดตั้งกองทุน Thai ESGX มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนยั่งยืน ผู้ลงทุน LTF สามารถสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนมายัง Thai ESGX เพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้ โดยโบรกมีมุมมองเชิงบวก คาดสามารถทำให้หุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้

บล.กสิกรไทย มีมุมมองเป็นบวกต่อประเด็นดังกล่าวนอกเหนือจากจะเป็นการช่วยลดแรง Redemption LTF ที่เหลืออยู่กว่า 1.8 แสนล้านบาท และการเพิ่มวงเงินหักภาษีเพิ่มอีก 3 แสนบาทต่อคน จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินใหม่เข้ามาบางส่วน

อย่างไรก็ตาม หากอิงสถิติการซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีในช่วงปีที่ผ่านมา (สูงสุด 3 แสนบาทเช่นกัน) พบว่ามูลค่ารวมประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท โดยสัดส่วนหุ้นมีต่ำเพียง 30% ฉะนั้นสิ่งที่ต้องติดตามในรอบนี้คือเกณฑ์ของการลงทุน ThaiESG ว่าจำกัดสัดส่วนเฉพาะหุ้นไทยกี่เปอร์เซนต์

สำหรับหุ้น ESG (ทั้งหมด 228 บริษัท) ที่มีปัจจัยพื้นฐานน่าสนใจนำโดย GULF, ADVANC และกลุ่มธนาคาร ขณะที่สิ่งที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังคือ หุ้นที่ไม่เข้าเกณฑ์ ESG จากทั้งเดิมที่กอง LTF ถือ และการซื้อรอบใหม่

บล.กรุงศรี มองว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบมาตรการพยุงตลาดหุ้นไทย มีมติเห็นชอบการจัดตั้งกองทุน ThaiESG Extra ที่จะเปิดให้ซื้อหน่วยลงทุนได้ในเดือน พ.ค.-มิ.ย.68 จะเปิดรับเม็ดจาก 2 ส่วน

ส่วนที่ 1) ผู้ที่ถือหน่วยลงทุน LTF เดิมยังไม่ได้ขาย หากประสงค์จะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีต่อ ให้แจ้งโอนย้ายหน่วยลงทุนมาอยู่ใน Thai ESG X สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 500,000 บาท ทยอยหักปีแรกไม่เกิน 300,000 บาท ที่เหลือนำมาเฉลี่ยหักใน 4 ปี (แจ้งย้ายกองใน 2 เดือน ไม่เกินสิ้นเดือน มิ.ย. 25)

KSS ประเมินลดแรงขายของผู้ที่ถือกองทุน LTF เดิม (ตั้งแต่ต้นปี 2025 - ปัจจุบัน มีแรงขาย LTF รวม 3.5 หมื่นล้านบาท และ NAV ของกองทุน LTF ทั้งหมด ล่าสุด 10 มี.ค.รวมอยู่ที่ 1.6 แสนล้านบาท)

ส่วนที่ 2) เพิ่มโอกาสลดหย่อนภาษีแบบพิเศษ นอกเหนือจากวงเงินเดิม กำหนดระยะเวลาซื้อหน่วยลงทุนไม่เกิน 2 เดือน สิ้นสุด มิ.ย. 25 ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีไม่เกิน 3 แสนบาท

กลยุทธ์ : ประเมินเป็นจิตวิทยาบวกต่อ SET Index มองเป็นบวกต่อหุ้นที่มี ESG Rating สูงๆและเป็นหุ้น 10 Deep Value KSS แนะนำ CPALL, HMPRO BDMS, BH, MINT, GPSC, SCGP, BBL, KBANK, AOT

บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า มีมุมมองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทยต่อประเด็นดังกล่าว ในแง่ของการชะลอแรงขายกดดันตลาดหุ้นไทยให้ปรับตัวลง

ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลของ 95 กองทุน LTF พบว่า 10 หุ้นที่กองทุน LTF ถือมากที่สุดและมี ESG Rating ระดับ A ถึง AAA (อ้างอิงพอร์ตลงทุน 5 อันดับแรก ณ 31 ม.ค. 2568) ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC และบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ซึ่งหากมีการอนุมัติให้แปลงเป็นกองทุนหุ้นเหล่านี้จะไม่ได้เผชิญแรงขายมากนัก เมื่อเทียบกับหุ้นที่ไม่มี ESG Rating แต่กองทุน LTF ถืออยู่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นไทย-ตลาดหุ้นไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...