“กรภัทร” ชี้ SET ไซด์เวย์ดาวน์ ดีเซลพุ่งฉุดค้าปลีก ลุ้นสงครามจบ พ.ค. ดึงฟันด์โฟลว์ไหลเข้า
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 26 มี.ค. เวลา 03.56 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. เวลา 03.56 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET) ผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันนี้ (26 มีนาคม 2569) ว่า ปัจจุบันตลาดได้รับแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยในส่วนของปัจจัยภายนอกเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลางนั้น เริ่มเห็นความพยายามในการเจรจาหาทางออกเพื่อยุติข้อพิพาท ทั้งผ่านตัวกลางและทางตรง ซึ่งต้องใช้เวลาในการหาจุดลงตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันจะยังคงแกว่งตัว แต่หากสถานการณ์ไม่ลุกลาม ราคาน้ำมันอาจไม่ทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High)
ขณะที่ทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะแกว่งตัวในทิศทางที่อ่อนค่าลง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) เริ่มทรงตัว ตลาดจึงอยู่ในสภาวะแกว่งตัวเพื่อรอพัฒนาการ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 2 เดือน หรือลากยาวเกินสิ้นเดือนเมษายน จะส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งพลังงานบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) และกระทบเป็นวงกว้าง เนื่องจากหลายประเทศมีปริมาณน้ำมันสำรอง (Inventory) เพียง 2-3 เดือนเท่านั้น
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ กรณีที่รัฐบาลปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตรนั้น มองว่าเป็นความจำเป็นที่ต้องปล่อยให้กลไกราคาทำงาน เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลได้แบกรับภาระอุดหนุนมาโดยตลอดจนกระทบต่อสถานะการคลังและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หากฝืนตรึงราคาต่อไปจะเป็นความเสี่ยงในระยะยาว การปรับขึ้นราคาครั้งนี้อาจสร้างความตกใจต่อภาพรวมและทำให้บรรยากาศการลงทุนผันผวนจนตลาดเกิดการพักฐาน แต่เป็นสิ่งที่ต้องปรับตัวตามสถานการณ์จริง
ส่วนของผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมและทิศทางราคาหุ้น การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลจะกระทบต่อกำลังซื้อและต้นทุนการดำรงชีพโดยตรง ส่งผลลบต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก (Commerce) โดยเฉพาะกลุ่มที่อิงกับการลงทุนและก่อสร้างที่มีต้นทุนค่าขนส่งสูง เช่น กลุ่มวัสดุก่อสร้างและซ่อมแซมบ้าน รวมถึงกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (Construction) ขณะเดียวกัน กลุ่มการเงินและสินเชื่อ (Finance) จะมีความเสี่ยงจากปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่เพิ่มขึ้นตามความเปราะบางของครัวเรือน อย่างไรก็ดี หุ้นในกลุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้ปรับตัวลดลงมาลึกมากจนซึมซับข่าวไปบ้างแล้ว จึงอาจเริ่มเห็นการตั้งฐานราคาได้ในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์ในระยะกลางถึงยาวคือ กลุ่มปิโตรเคมี (Petrochemical) เนื่องจากโครงสร้างมีราคาวัตถุดิบ (Feedstock) ที่ถูกลง โดยหุ้นเด่นที่รับอานิสงส์อย่าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC สามารถจัดหาวัตถุดิบได้ยาวไปจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมแล้ว นอกจากนี้ กลุ่มโรงกลั่น (Refinery) ยังมีความโดดเด่นในระยะสั้นถึงกลาง (ประมาณ 3 เดือน) แม้จะมีต้นทุนพรีเมียมเพิ่มขึ้น แต่ด้วยกำลังการผลิตทั่วโลกที่ตึงตัว อาจหนุนให้ผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาดีกว่าที่คาด ส่วนกลุ่มสถานีบริการน้ำมัน (Energy & Utilities) จะได้รับประโยชน์ระยะสั้นจากการเก็งกำไรในประเด็นการปลดล็อกเพดานราคาดีเซล ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านค่าการตลาด แต่ในระยะกลางและยาวต้องติดตามว่ารัฐบาลจะลอยตัวราคาอย่างต่อเนื่องหรือไม่ หากเป็นเพียงการขยับราคาครั้งเดียวก็ยังคงเป็นปัจจัยกดดันอยู่เช่นเดิม
ด้านทิศทางเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการเงิน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะกึ่งเงินฝืดจากตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปที่ติดลบต่อเนื่อง ประกอบกับการไหลทะลักของสินค้าราคาถูกจากจีน (Export Deflation) ส่งผลให้ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอาจก่อให้เกิดเงินเฟ้อเพียงเล็กน้อย หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยุติได้ภายในเดือนเมษายน จะไม่ทำให้ทิศทางดอกเบี้ยโลกเปลี่ยนเป็นขาขึ้น แต่อาจเป็นเพียงการชะลอการปรับลดดอกเบี้ย ทว่าหากยืดเยื้อเกินเดือนเมษายน จะทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจย่ำแย่ ซึ่งจะกดดันให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ตลาดแรงงานชะลอตัว ซึ่งจะนำไปสู่การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ (Repricing) ทั้งกระดาน จึงแนะนำให้นักลงทุนติดตามทิศทางราคาน้ำมัน ดัชนีดอลลาร์ และ Bond Yield อย่างใกล้ชิด
สำหรับทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ล่าสุดพบว่านักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยประมาณ 5 ใน 7 วันทำการ และเปิดสถานะ Long ในตลาด TFEX ถึง 6 ใน 8 วันทำการ สะท้อนให้เห็นว่า หากสงครามไม่ยืดเยื้อ ตลาดหุ้นไทยและเอเชียจะเป็นเป้าหมายหลักที่ได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับการที่นักลงทุนต่างชาติมีสถานะการลงทุน (Positioning) ในเอเชียน้อยมากเมื่อเทียบกับละตินอเมริกาหรืออินเดีย นอกจากนี้ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่จะมีการเลือกตั้งขั้นต้น (Primary Vote) ของรัฐสวิงสเตท (Swing State) ในเดือนพฤษภาคม จะเป็นปัจจัยกดดันให้สหรัฐฯ ต้องเร่งยุติข้อพิพาทในตะวันออกกลางภายในเดือนเมษายน หากทำสำเร็จ ตลาดหุ้นจะฟื้นตัวอย่างรุนแรงและมีเม็ดเงินไหลเข้าต่อเนื่องคล้ายกับช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ KSS ประเมินแนวโน้มดัชนี SET Index ในระยะสั้นจะแกว่งตัวในทิศทางขาลง (Sideway Down) โดยให้แนวรับสำคัญที่ 1,440 จุด และแนวรับถัดไปที่ 1,431 จุด ส่วนแนวต้านประเมินไว้ที่ 1,466 จุด และ 1,480 จุด ตามลำดับ หากดัชนีสามารถยืนหยัดเหนือระดับ 1,440 จุด และดีดตัวกลับได้ จะสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดและแรงซื้อจากนักลงทุนในประเทศที่มีความเชื่อมั่นต่อการบริหารงานของรัฐบาล เช่นเดียวกับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ฟื้นตัวได้เร็ว นอกจากนี้ ในเชิงเทคนิค หากดัชนีสามารถยืนเหนือระดับ 1,420 จุดได้ โครงสร้างของตลาดจะถือว่ามีความแข็งแกร่งและมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นต่อได้ในอนาคต