SCB EIC ชี้สงครามดันต้นทุนก่อสร้างพุ่ง คาดอสังหาปี 69 หดตัว แนะรัฐ-เอกชนเร่งปรับตัว
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 09.29 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 09.29 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางต่อภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ โดยระบุว่าความขัดแย้งที่ลุกลามไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้ส่งผลให้ราคาพลังงานและต้นทุนอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและถ่านหินในการผลิตสูงถึง 35-50% ของต้นทุนรวม อาทิ เหล็ก ปูนซีเมนต์ และกระเบื้อง ตลอดจนเผชิญความผันผวนของราคาวัตถุดิบนำเข้า ค่าขนส่ง และค่าเบี้ยประกันภัย
อย่างไรก็ดี ในช่วง 1-2 เดือนนี้ ราคาวัสดุก่อสร้างอาจยังไม่ปรับตัวสูงมากนักเนื่องจากผู้ประกอบการยังมีสต็อกสินค้าเดิมและมีการล็อกราคาล่วงหน้า แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จะเป็นความเสี่ยงกดดันให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับผลกระทบรายกลุ่มอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งพึ่งพาการนำเข้า Billet และ Slab จากจีนถึง 75% ได้รับผลกระทบจากอิหร่านที่ลดการผลิตเหล็กดิบ ส่งผลให้จีนและอินเดียมีความต้องการสินแร่เหล็กและเศษเหล็กสูงขึ้น ดันราคา Billet ในจีน ณ วันที่ 11 มีนาคม 2569 ปรับขึ้นแตะ 134 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน หรือเพิ่มขึ้นราว 6% จากเดือนก่อนหน้า อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ มีต้นทุนพลังงานถ่านหิน 30-50% ซึ่งราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจะดึงให้ราคาถ่านหินแพงตาม แม้ผู้ผลิตรายใหญ่จะปรับใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นเป็น 30% (จาก 10% ในปี 2563) แต่ราคาปูนซีเมนต์ก็ปรับฐานสูงขึ้นมาตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ส่วน วัสดุก่อสร้างอื่นๆ เช่น แผ่นไม้แปรรูปที่มีสัดส่วนส่งออกไปตะวันออกกลางราว 50% เผชิญความเสี่ยงคำสั่งซื้อชะงัก รวมถึงกลุ่มกระเบื้องและสีทาอาคารที่ต้องแบกรับต้นทุนปิโตรเคมีและค่าขนส่งที่สูงขึ้น
ในส่วนของ ภาคการก่อสร้าง เผชิญความเสี่ยงโครงการชะลอตัวทั้งภาครัฐและเอกชน แม้ปี 2568 ยอดอนุมัติส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะสูงถึง 1.61 ล้านล้านบาท (+66% จากปีก่อน) แต่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอาจทำให้นักลงทุนชะลอการสร้างโรงงาน ด้านผู้รับเหมาภาครัฐกำลังเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่องจากการเบิกจ่ายล่าช้า และสูตรคำนวณเงินชดเชย (ค่า K) ที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริง ขณะที่มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันของรัฐอาจเบียดบังงบประมาณลงทุน และเสี่ยงดันหนี้สาธารณะชนเพดาน 70% ของ GDP เร็วขึ้น
ด้าน ภาคอสังหาริมทรัพย์ กำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวช้าลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง-ล่างที่ถูกซ้ำเติมจากค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือน ขณะที่กำลังซื้อต่างชาติชะลอตัว แม้มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของต่างชาติช่วงปี 2566-2568 จะเฉลี่ยสูงถึง 6.7 หมื่นล้านบาท/ปี (7% ของยอดโอนรวม) แต่กลุ่มตะวันออกกลางที่หนีสงครามมีสัดส่วนเพียง 1% (เฉลี่ย 990 ล้านบาท/ปี นำโดยอิสราเอล 60%) ซึ่งไม่เพียงพอชดเชยตลาดรวมที่หดตัว ทั้งนี้ SCB EIC คาดการณ์ว่าการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปี 2569 จะอยู่ที่ราว 39,000 หน่วย หดตัว -5% จากปีก่อน (ต่อเนื่องจากปี 2567-2568 ที่หดตัว -30% ถึง -40%) และหากสงครามยืดเยื้ออาจหดตัวรุนแรงถึง -10% จากปีก่อน เนื่องจากผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนใหม่ที่สูงขึ้น แต่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายได้ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด
SCB EIC ได้เสนอแนะกลยุทธ์การปรับตัว โดย ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ควรใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์สต็อกและจัดหาวัตถุดิบ ผู้รับเหมา ต้องกระจายความเสี่ยงจัดหาพันธมิตรและเร่งส่งมอบงานเพื่อรักษาสภาพคล่อง ผู้พัฒนาอสังหาฯ ควรคุมต้นทุนร่วมกับผู้รับเหมา ขยายตลาดต่างชาติกลุ่มกำลังซื้อสูง และเพิ่มโมเดลเช่าซื้อ (Rent to own)
ขณะที่ ภาครัฐ ควรเร่งพิจารณาลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบ ขยายสัญญาและงดเว้นค่าปรับ เร่งจ่ายค่า K และผ่อนคลายกฎระเบียบดึงดูดต่างชาติ นอกจากนี้ ในระยะยาวภาคธุรกิจควรเร่งปรับตัวสู่ความยั่งยืนด้วยการลงทุนเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน อาทิ Solar Rooftop, EV Charger, Smart Home และผนึกสถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน