โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

วิกฤติราคาน้ำมันพุ่ง สู่ Supply Chain ตึงตัว ความหลากหลายของสินค้าที่หายไป

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 29 มี.ค. เวลา 10.22 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. เวลา 23.30 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

สถานการณ์ราคาน้ำมันและวัตถุดิบต้นน้ำที่ผันผวนในช่วงที่ผ่านมา กำลังส่งแรงกระเพื่อมไปตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อการปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศล่าสุดโดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(กบน.) ถึง6 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นครั้งใหญ่ในรอบหลายปี และทำให้ราคาดีเซลเพิ่มขึ้นราว18% ภายในวันเดียว

แม้การตัดสินใจดังกล่าวจะมีเป้าหมายเพื่อลดภาระกองทุนน้ำมัน หลังมีการใช้งบอุดหนุนกว่า2 หมื่นล้านบาทในเวลาเพียง3 สัปดาห์ รวมถึงเป็นความพยายามในการฟื้นวินัยทางการคลัง ลดการบิดเบือนกลไกราคา และป้องกันการกักตุน แต่ในเชิงระบบเศรษฐกิจจริง การปรับขึ้นราคาพลังงานในระดับนี้กำลังกลายเป็น ตัวเร่งที่ทำให้แรงกดดันด้านต้นทุนส่งผ่านเร็วและแรงขึ้นกว่าที่เคย

ในบริบทนี้ ผู้เล่นในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และสินค้าอุปโภคบริโภคอย่าง บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด(มหาชน) หรือ SFLEX ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างต้นน้ำและปลายน้ำของห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภค ได้สะท้อนภาพที่น่าสนใจ แม้จะยืนยันว่า สินค้าไม่ได้ขาดตลาด แต่สัญญาณเชิงโครงสร้างหลายประการกำลังบ่งชี้ถึงความเปราะบางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากSFLEX รับวัตถุดิบจากผู้ผลิตปิโตรเคมี ก่อนแปรรูปเป็นบรรจุภัณฑ์ส่งต่อให้ผู้ผลิตสินค้าแบรนด์ต่าง ๆ ทำให้สามารถมองเห็นทั้งแรงกดดันด้านต้นทุนจากฝั่งต้นน้ำ และพฤติกรรมการสั่งซื้อจากฝั่งลูกค้าได้พร้อมกัน

ภาพที่เห็นชัดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คือราคาน้ำมันดิบโลกที่ผันผวนในกรอบกว้างระดับ20–35% ส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี เช่น เม็ดพลาสติกPE, PP และฟิล์มบรรจุภัณฑ์ ปรับขึ้นเป็นช่วง ๆ เฉลี่ย15–30% ขณะเดียวกัน ความผันผวนรายเดือนเพิ่มขึ้นจากเดิม3–5% เป็น8–12% ในบางช่วง

เมื่อผนวกกับการปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศล่าสุด ทำให้ผู้ผลิตเผชิญกับต้นทุนที่ ผันผวนสูงและคาดการณ์ยากมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้การวางแผนการผลิตและการกำหนดราคาสินค้าเป็นไปได้ยากขึ้นกว่าที่เคย

แรงกดดันดังกล่าวสะท้อนเข้าสู่โครงสร้างต้นทุนของสินค้าอุปโภคบริโภคโดยตรง โดยสินค้าทั่วไปที่มีราคาขาย100 บาท มักมีต้นทุนบรรจุภัณฑ์อยู่ที่ประมาณ10–25 บาท และในต้นทุนส่วนนี้กว่า60–70% เชื่อมโยงกับปิโตรเคมี

นั่นหมายความว่า การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันทุก10% สามารถดันต้นทุนรวมของสินค้าเพิ่มขึ้นได้ราว1–3% ซึ่งถือว่าสูงมากในธุรกิจที่มีอัตรากำไรขั้นต้นเพียง15–20%

ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ หนึ่งในพฤติกรรมที่เริ่มเห็นชัดขึ้นคือ การลดจำนวนสินค้า หรือStock Keeping Unit (SKU) อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่สินค้า1 ประเภทอาจมีให้เลือก10–20 รูปแบบ ปัจจุบันหลายผู้ผลิตลดลงเหลือเพียง4–8 รูปแบบ คิดเป็นการหดตัวของความหลากหลายมากกว่า40–60% ในบางหมวดสินค้า เช่น ของใช้ส่วนบุคคล อาหารแปรรูป และเครื่องดื่ม

การลดSKU ไม่ได้เป็นเพียงการลดต้นทุนทั่วไป แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงโดยตรงในสภาวะที่ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานผันผวนสูง การผลิตสินค้าที่หลากหลายทำให้ต้องหยุดเครื่องจักรเพื่อเปลี่ยนไลน์บ่อยครั้ง ซึ่งใช้เวลา1–3 ชั่วโมงต่อครั้ง และก่อให้เกิดของเสียเพิ่มขึ้นเฉลี่ย2–5% ต่อรอบ เมื่อรวมกันทั้งเดือน

โรงงานขนาดใหญ่สามารถสูญเสียวัตถุดิบได้มากถึงหลายสิบตัน การลดSKU จึงช่วยให้เครื่องจักรทำงานต่อเนื่อง เพิ่มประสิทธิภาพได้10–20% และลดของเสียลงอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ดังกล่าวแม้จะช่วยประคองระบบในระยะสั้น แต่ก็สะท้อนถึงการเข้าสู่โหมดป้องกันตัวของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งแลกมาด้วยความยืดหยุ่นที่ลดลงอย่างชัดเจน เมื่อจำนวนตัวเลือกสินค้าลดลง ผู้บริโภคอาจไม่สามารถหาสินค้าที่ตรงกับความต้องการได้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแบรนด์ หรือในบางกรณีอาจนำไปสู่พฤติกรรมการกักตุน ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อระบบ

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสินค้าเพิ่มขึ้น เมื่อผู้ผลิตมุ่งเน้นเฉพาะสินค้าหลัก หากเกิดปัญหาในสายการผลิตหรือวัตถุดิบของสินค้าดังกล่าวเพียงรายการเดียว อาจทำให้สินค้าหายจากตลาดได้ในวงกว้าง แตกต่างจากในอดีตที่ยังมีSKU อื่นรองรับ

ในอีกด้านหนึ่ง โครงสร้างการแข่งขันของตลาดกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านความหลากหลายไปสู่การแข่งขันด้านความพร้อมจำหน่าย ซึ่งอาจทำให้ผู้ผลิตรายเล็กหรือผู้ที่มีความยืดหยุ่นต่ำเสียเปรียบ และถูกบีบออกจากตลาดในระยะยาว

ผลกระทบจากราคาน้ำมันยังส่งผ่านไปยังฝั่งผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยเริ่มเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เช่น การเดินทางที่ลดลง การใช้จ่ายที่ชะลอตัว และการเลือกซื้อสินค้าที่เน้นความจำเป็นมากขึ้น พฤติกรรมเหล่านี้ยิ่งย้อนกลับมากดดันผู้ผลิตให้ต้องบริหารสต๊อกอย่างระมัดระวัง และตอกย้ำแนวโน้มการลดSKU ให้ชัดเจนขึ้น

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่าระบบกำลัง บีบตัวเพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะสั้น ผ่านการลดความซับซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพ และควบคุมต้นทุน แต่ในขณะเดียวกันก็แลกมาด้วยความเปราะบางที่เพิ่มขึ้นในเชิงโครงสร้าง

ดังนั้น แม้ในปัจจุบันผู้บริโภคยังคงเห็นสินค้าวางอยู่บนชั้น แต่สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญคือ ตัวเลือกที่ลดลงซึ่งอาจเป็นสัญญาณล่วงหน้าว่าห่วงโซ่อุปทานกำลังเข้าใกล้จุดตึงตัวมากขึ้น และหากแรงกดดันด้านต้นทุนยังคงอยู่ในระดับสูง หรือมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการหยุดชะงักของระบบโลจิสติกส์ ก็มีความเป็นไปได้ที่สถานการณ์จะพัฒนาไปสู่ภาวะขาดแคลนเชิงโครงสร้าง หรือการปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างมีนัยสำคัญในระยะถัดไป

อึ้งย้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...