SCC กวาดกำไร Q1 โต 466% แตะ 6.22 พันลบ. ดีกว่าคาด รับเอสซีจี เคมิคอลส์ฟื้น-ต้นทุนวูบ
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2569 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีกำไรสุทธิ ดังนี้
บริษัทรายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2569 บริษัทมีกำไรสำหรับงวดจำนวน 6,222.96 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 1,098.85 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากต้นทุนการผลิตซีเมนต์ที่ลดลง ควบคู่กับการปรับขึ้นราคาปูนซีเมนต์
นอกจากนี้ ผลประกอบการในประเทศอินโดนีเซียของเอสซีจีพีปรับตัวดีขึ้น และดีกว่าไตรมาสก่อนหน้า จากความต้องการตามฤดูกาลของสินค้ากลุ่มซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง รวมถึงการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือของเอสซีจี เคมิคอลส์
ทั้งนี้ การปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือของเอสซีจี เคมิคอลส์ ในไตรมาสดังกล่าวมีมูลค่า 4,172 ล้านบาท
สำหรับก่อนหน้า บล.ดาโอ มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อภาพรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จากปัจจัยสนับสนุนด้านอุปทานที่ตึงตัว อันเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล/สหรัฐฯ และอิหร่าน
ทั้งนี้ คาดว่า SCC จะรายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 1/2569 ที่ระดับแข็งแกร่งประมาณ 5.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ 1.1 พันล้านบาทในไตรมาส 1/2568 และขาดทุนสุทธิ 3.7 พันล้านบาทในไตรมาส 4/2568 โดยมีสมมติฐานสำคัญดังนี้
ในส่วนของธุรกิจปิโตรเคมี (SCGC) คาดว่าจะมีปริมาณยอดขายรวมของผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ PE, PP และ PVC อยู่ที่ประมาณ 770 พันตัน เพิ่มขึ้น 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 13% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยการเติบโตเมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน ได้รับแรงหนุนจากปริมาณการขายของโครงการ LSP ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การปรับลดจากไตรมาสก่อน มีสาเหตุหลักจากการหยุดการผลิตของโรงงาน ROC ซึ่งคาดว่าจะมีต้นทุนคงที่ประมาณ 150 ล้านบาทต่อเดือน
นอกจากนี้ คาดว่าบริษัทจะรับรู้กำไรจากสต็อก (stock gain) ประมาณ 4.0 พันล้านบาท เทียบกับผลขาดทุน 88 ล้านบาทในไตรมาส 1/2568 และขาดทุน 1.1 พันล้านบาทในไตรมาส 4/2568 ขณะเดียวกัน ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (spread) ของ HDPE ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 325 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน และ 6% จากไตรมาสก่อน ส่วน PP spread อยู่ที่ประมาณ 331 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ลดลง 9% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสก่อน
สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2/2569 คาดว่ากำไรปกติจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากภาพรวมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่อุปทานในตลาดโลกลดลงจากผลกระทบของความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล/สหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ส่วนต่างราคาโอเลฟินส์ (olefins spread) ปรับตัวสูงขึ้น โดยล่าสุดค่าเฉลี่ย QTD ของ HDPE spread อยู่ที่ประมาณ 460 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และ PP spread อยู่ที่ประมาณ 421 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งอยู่ในระดับสูงกว่าต้นทุนของโครงการ LSP ที่ประมาณ 350–400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
ด้านบล.ทิสโก้ระบุว่า คาดการณ์การปรับตัวดีขึ้นของกำไรในไตรมาส 1/2569 จะมีปัจจัยหลักมาจากกำไรจากสต็อก ขณะที่การฟื้นตัวของผลการดำเนินงานหลักยังอยู่ในระดับจำกัด โดยประเมินว่ากำไรจากสต็อกจะอยู่ที่ประมาณ 3.1 พันล้านบาท เทียบกับผลขาดทุน 1.1 พันล้านบาทในไตรมาส 4/2568 และขาดทุน 88 ล้านบาทในไตรมาส 1/2568
ในระดับการดำเนินงานหลัก คาดว่าจะเห็นการปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าในทุกกลุ่มธุรกิจ แม้การฟื้นตัวยังคงจำกัด โดยในกลุ่มเคมีภัณฑ์ มาร์จิ้นปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน ซึ่งประเมินว่ามาร์จิ้นเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสก่อน ทั้งนี้ ผลกระทบจากเหตุสุดวิสัยที่โรงงาน Rayong Olefins Company (ROC) ซึ่งเริ่มต้นในช่วงต้นเดือนมีนาคม ยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกำไรในไตรมาสดังกล่าว เนื่องจากบริษัทใช้สต็อกที่มีอยู่รองรับยอดขาย
สำหรับกลุ่มซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง (CBM) แม้อุปสงค์ในประเทศยังคงเปราะบาง แต่อุปสงค์ในตลาดอาเซียนเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (OIE) ระบุว่า ความต้องการปูนซีเมนต์ในประเทศในช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 ยังคงลดลง 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรจะได้รับแรงสนับสนุนจากการลดต้นทุนคงที่ภายหลังการปรับโครงสร้างในปี 2568
ในส่วนของกลุ่มบรรจุภัณฑ์ (SCGP) คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากความต้องการที่แข็งแกร่งในประเทศไทย รวมถึงต้นทุนกระดาษรีไซเคิลที่ลดลง
โดยสรุป คาดว่า SCC จะรายงานกำไรในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ประมาณ 4.7 พันล้านบาท พลิกจากผลขาดทุน 3.7 พันล้านบาทในไตรมาส 4/2568 และเพิ่มขึ้นจากกำไร 1.1 พันล้านบาทในไตรมาส 1/2568