BGRIM ขยายโอกาส LNG
ท่ามกลางปัจจัยลบที่รุมเร้าหุ้นโรงไฟฟ้าในกลุ่ม SPP ไม่ว่าจะเป็นกรณีค่าไฟฟ้า หรือค่า Ft ที่ถูกกดให้อยู่ในระดับต่ำ โดยงวด พ.ค.-ส.ค.2569 ถูกตรึงไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ตามด้วยความต้องการไฟฟ้า(ดีมานด์)ในลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรม (IU) ที่ลดลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะที่ต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มสูงขึ้นจากภาวะสงคราม
โอเค…สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ยากจะควบคุม แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการทำได้ คือ ต้องเดินหน้าสร้างโอกาสการเติบโตต่อไป
มิน่าล่ะ…ล่าสุดเห็นบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเกมรุกขยายธุรกิจ LNG ด้วยการจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ในประเทศมาเลเซีย ภายใต้ชื่อบริษัท B.Grimm LNG Sdn. Bhd. วัตถุประสงค์เพื่อจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และก๊าซธรรมชาติให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ประกอบการอุตสาหกรรม
ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ…ส่วนหนึ่งเป็นการจัดหา LNG เพื่อป้อนให้กับโรงไฟฟ้าในเครือของ BGRIMที่อยู่ในประเทศมาเลเซียแหละ ซึ่ง BGRIM ปูทางไปซื้อโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซพลังงานความร้อนร่วมที่มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,500 เมกะวัตต์ ในประเทศมาเลเซียไว้แล้ว โดยตั้งเป้าจัดหา LNG อยู่ที่ประมาณ 500,000–1,000,000 ตันต่อปี มีแผนเริ่มนำเข้าตั้งแต่ปี 2571
แต่ไฮไลต์คงอยู่ที่ข้อมูลสถิติในปี 2567-2568ที่พบว่า ปริมาณการผลิตไฟฟ้าของมาเลเซียมีการเติบโตขึ้นตามความต้องการใช้พลังงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะจากภาคอุตสาหกรรมและ Data Center โดยในเดือนก.ค. 2568 มาเลเซียทำสถิติผลิตไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 16,534 Gwh (Gigawatt-hours) และในเดือนธ.ค.2568 อยู่ที่ประมาณ 16,056 Gwh
ด้านสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า (Energy Mix 2568) แม้จะเร่งขยายสัดส่วนพลังงานสะอาดเต็มสูบ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาเลเซียยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ได้แก่ ถ่านหิน (Coal) ประมาณ 44% โดยในปี 2567 ผลิตได้ราว 82.22 TWh (Terawatt-hours), ก๊าซธรรมชาติ (Gas) ประมาณ 33%, พลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด (Low-Carbon) ประมาณ 19 – 22% ส่วนใหญ่มาจากพลังน้ำ (Hydro) ประมาณ 16 – 18%
ส่วนที่เหลือเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และชีวมวล ซึ่งปัจจุบันยังมีสัดส่วนน้อยประมาณ 2% แต่มีโครงการใหม่ๆ ที่เพิ่งได้รับการอนุมัติในปี 2025 อีกกว่า 1,975 เมกะวัตต์
ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าในมาเลเซียพุ่งสูงขึ้นจากการลงทุนใน Data Center โดยเฉพาะในรัฐยะโฮร์และกะลังวัลเลย์ ซึ่งคาดการณ์ว่าความต้องการจากส่วนนี้อาจสูงถึง 5,000 MW ภายในปี 2578
ต้องย้ำหัวหมุดตรงสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติ (Gas) ประมาณ 33% นี่แหละที่จะเป็นโอกาสของ BGRIMในการจัดหา LNG ป้อนให้กับโรงไฟฟ้าในมาเลเซีย ซึ่งยังไม่นับรวมกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมอีกนะ …
แล้วต้องไม่ลืมว่า BGRIM ถือใบอนุญาตเป็นผู้จัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (LNG Shipper) รายที่ 5 ของไทยเพื่อป้อนโรงไฟฟ้าในเครืออยู่แล้ว โดยได้สิทธิในการนำเข้าสูงสุด 1.2 ล้านตันต่อปี ซึ่งในปี 2569 บริษัทวางแผนนำเข้า LNG ไม่เกิน 9 ลำ เพื่อนำเข้าสู่ระบบ Pool Gas…
ดังนั้น การจัดหาและค้าส่ง LNG ในประเทศมาเลเซียเพิ่มอีกหนึ่งประเทศ จะทำให้เกิดอีโคโนมีออฟสเกล หรือการประหยัดต่อขนาด…เมื่อมีการสั่งซื้อปริมาณเยอะ ๆ จะทำให้สามารถต่อรองราคาได้ ต้นทุนก็จะถูกลง
เรียกว่าการฉวยจังหวะในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน ก๊าซ LNG กำลังเป็นขาขึ้น จากเดิมBGRIM เป็นแค่ผู้ใช้ขยับไปเป็นผู้จัดหาและค้าส่ง ซึ่งนอกจากช่วยซีเคียว LNG ให้กับโรงไฟฟ้าในเครือแล้ว ยังสามารถขายให้กับลูกค้ารายอื่น ๆ ได้ด้วย…เป็นการสร้างรายได้ได้อีกขา
นั่นจะทำให้ BGRIM ไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตไฟฟ้า (Power Producer) เท่านั้น แต่กำลังยกระดับไปสู่การเป็นผู้ให้บริการพลังงานครบวงจร (Energy Solutions Provider) เต็มตัว
สิ่งที่ตามมาจะทำให้ BGRIM มีโครงสร้างรายได้ที่หลากหลายขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงของธุรกิจโรงไฟฟ้าที่ตอนนี้มีหลายปัจจัยลบกดดัน…
ส่วนเรื่องราคาหุ้น ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจละกัน…
ไม่อยากพูดเยอะ..เรื่องมันเศร้า..!!
…อิ อิ อิ…