โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สัมผัสเสน่ห์ เรียนรู้วัฒนธรรม อาหาร เทศกาล ที่มาของชื่อ และเรื่องราวน่ารู้ของฮอกไกโด

conomi

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 13.53 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. เวลา 09.00 น. • conomi.co

ฮอกไกโดเป็นอีกหนึ่งจังหวัดยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก แม้จะตั้งยู่ทางเหนือสุดของหมู่เกาะญี่ปุ่นแต่ก็อุดมไปด้วยธรรมชาติที่งดงาม ทั้งภูเขาสูงตระหง่าน พื้นที่ชุ่มน้ำกว้างใหญ่ ทะเลสาบปล่องภูเขาไฟ และจุดถ่ายรูปสวย ๆ อีกมากมายสำหรับสายธรรมชาติโดยเฉพาะ นอกจากธรรมชาติ วันนี้เราก็จะมาแนะนำเสน่ห์ของฮอกไกโด ไม่ว่าจะเป็นด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหาร เทศกาล สถาปัตยกรรม และอื่น ๆ อีกมากมาย ให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักเกาะแห่งนี้ให้มากขึ้นค่ะ

ฮอกไกโดคืออะไร ?

ที่ตั้งของฮอกไกโด

ฮอกไกโดเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น อยู่ระหว่างเส้นลองจิจูดประมาณ 139°-148° องศาตะวันออก และเส้นละติจูดประมาณ 41°-45° องศาเหนือซึ่งเป็นละติจูดเดียวกับเมืองใหญ่ทั่วโลก เช่น ชิคาโก มอนทรีออล โรม และบาร์เซโลนา มีพื้นที่มากกว่า 20% ของหมู่เกาะญี่ปุ่น ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรแปซิฟิก ทะเลญี่ปุ่น และทะเลโอค็อตสค์ มีเทศบาล 179 แห่ง และหน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่น 14 แห่ง

ที่มาของชื่อและระบบการปกครองของฮอกไกโด

ก่อนที่จะได้ชื่อว่าฮอกไกโด ในอดีตพื้นที่นี้ถูกเรียกในชื่อ “เอโซจิ” (蝦夷地 : แผ่นดินเอโซ) หรือ “เอโซงาชิมะ” (蝦夷が島 : เกาะเอโซ) ชื่อนี้ถูกเปลี่ยนในปี 1869 (ปีเมจิที่ 2) โดยทาเคชิโร มัตสึอุระ นักสำรวจในปลายยุคบาคุมัตสึ มีการเสนอชื่อใหม่ถึง 6 ชื่อ แต่ชื่อที่ได้รับเลือกคือ “ฮอกไกโด” (北加伊道) และเปลี่ยนตัวคันจิคำว่า “ไค” (加伊) เป็นตัว “海” ที่แปลว่าทะเลซึ่งออกเสียงเหมือนกัน จึงกลายเป็น “ฮอกไกโด” (北海道) อย่างที่เราคุ้นตากันในทุกวันนี้

ก่อนที่จะเข้าเรื่องระบบการปกครองของฮอกไกโด เรามาดูเรื่องเขตการปกครองของญี่ปุ่นเป็นพื้นฐานก่อนนะคะ ประเทศญี่ปุ่นมีเขตการปกครองระดับจังหวัดทั้งหมด 47 จังหวัดโดยแบ่งเป็นรูปแบบการปกครอง 4 ประเภท เรียกว่า “โทโดฟุเค็ง” (都道府県) ได้แก่
– 1 มหานคร ลงท้ายด้วยโตะ (都) คือกรุงโตเกียว (東京都)
– 1 เขตภูมิภาคหรือมณฑล ลงท้ายด้วยโด (道) คือฮอกไกโด (北海道)
– 2 นครหรือจังหวัดเขตเมือง ลงท้ายด้วยฟุ (府) คือนครโอซาก้า (大阪府) และนครเกียวโต (京都府)
– 43 จังหวัดทั่วไป ลงท้ายด้วยเคน (県)

แล้วทำไมฮอกไกโดจึงเป็นเพียงที่เดียวที่ลงท้ายด้วยโด (道) ? เราจะค่อย ๆ ดูกันไปทีละส่วนนะคะ ในปลายศตวรรษที่ 7 ญี่ปุ่นกำหนดใช้กฎหมายริตสึเรียว ซึ่งเป็นระบบกฎหมายโบราณที่มีต้นกำเนิดมาจากจีน แบ่งการปกครองออกเป็น 5 แคว้น (จังหวัดในสมัยโบราณ) 7 ภูมิภาค เรียกว่า “โกะคิชิจิโด” (五畿七道)
โดย 5 แคว้น (国) จะหมายถึง 5 แคว้นที่อยู่ใกล้กับเมืองหลวงมากที่สุด ได้แก่
– ยามาโตะ (大和国) (ปัจจุบันคือนารา)
– คาวาจิ (河内国) (ปัจจุบันคือทางตะวันออกของโอซาก้า)
– ยามาชิโระ (山城国) (ปัจจุบันคือทางใต้ของเกียวโต)
– อิซูมิ (和泉国) (ปัจจุบันคือทางตะวันตกเฉียงใต้ของโอซาก้า)
– เซ็ตสึ (摂津国) (ปัจจุบันคือทางเหนือของโอซาก้าและบางส่วนของเฮียวโงะ)
ส่วนอีก 7 ภูมิภาค (道) จะหมายถึงพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมหลายแคว้น ได้แก่
– ไซไคโด (西海道)
– ซันโยโด (山陽道)
– ซันอินโด (山陰道)
– นันไคโด (南海道)
– โฮคุริคุโด (北陸道)
– โทไคโด (東海道)
– โทซันโด (東山道)
เมื่อเกาะเอโซเปลี่ยนชื่อเป็นฮอกไกโด จึงถูกรวมเข้าไปด้วยและเรียกรูปแบบการปกครองนี้ใหม่เป็น 5 แคว้น 8 ภูมิภาค เรียกว่า “โกะคิฮาจิโด” (五畿八道)

ทีนี้เรามาเจาะเข้าไปในฮอกไกโดกันค่ะ ในอดีตฮอกไกโดไม่ได้เป็นจังหวัดเดียวแบบในปัจจุบัน แต่มีการทดลองแบ่งเขตปกครองหลากหลายรูปแบบ เมื่อเปลี่ยนชื่อเป็นฮอกไกโดในปี 1869 ก็มีการแบ่งพื้นที่ภายในออกเป็น 11 แคว้น ได้แก่
– โอชิมะ (渡島国)
– อิบุริ (胆振国)
– ชิริเบชิ (後志国)
– อิชิคาริ (石狩国)
– เทชิโอะ (天塩国)
– คิตามิ (北見国)
– ฮิดากะ (日高国)
– โทกาจิ (十勝国)
– คุชิโระ (釧路国)
– เนมุโระ (根室国)
– จิชิมะ (千島国)

ต่อมารัฐบาลได้ยกเลิกไป และในปี 1882 ก็ได้พยายามจัดระบบแบบเดียวกับจังหวัดอื่นของญี่ปุ่น จึงแบ่งฮอกไกโดออกเป็น 3 จังหวัด (県) ได้แก่
– ฮาโกดาเตะ (函館県)
– ซัปโปโร (札幌県)
– เนมุโระ (根室県)

แต่เนื่องจากมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าไม่สามารถพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ประสบความสำเร็จ จึงได้ยกเลิกระบบ 3 จังหวัดที่ใช้ได้เพียงแค่ 4 ปี จนในปี 1886 จึงรวมทั้งหมดเป็นหน่วยการปกครองเดียว จัดตั้งสำนักงานรัฐบาลฮอกไกโด (北海道庁) ขึ้นโดยมีอำนาจปกครองทั้งภูมิภาค นับแต่นั้นมาฮอกไกโดจึงกลายเป็นเหมือนจังหวัดเดียวทั้งเกาะ แต่ก็ยังคงเรียกว่าฮอกไกโดมาจนถึงปัจจุบัน

วัฒนธรรมของฮอกไกโด

1. วัฒนธรรมไอนุ

ฮอกไกโดมีชนพื้นเมืองดั้งเดิมคือชาวไอนุ มีภาษาไอนุเป็นของตนเองซึ่งต่างจากภาษาญี่ปุ่น มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ มีความเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีจิตวิญญาณ และลวดลายแบบไอนุที่มีลายน้ำวน (モレル) และลายหนาม (アイウシ) เป็นพื้นฐาน อีกทั้งประมาณ 80% ของชื่อเมืองและหมู่บ้านในฮอกไกโดก็มาจากภาษาไอนุ เช่น เมืองวักกะไน มาจากภาษาไอนุว่า “ยามุ วักกะ ไน” โดยยามุหมายถึงเย็น วักกะหมายถึงน้ำดื่ม และไนหมายถึงแม่น้ำ นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมไอนุได้ที่
– Upopoy National Ainu Museum and Park ในเมืองชิราโออิ
– Nibutani Ainu Culture Museum ในเมืองบิราโทริ
– Akanko Ainu Kotan ในเมืองคุชิโร

2. มัตสึมาเอะ คางุระ

มัตสึมาเอะ คางุระ เป็นการแสดงพื้นเมืองประเภทคางุระ (การร่ายรำบูชาเทพเจ้า) ที่เก่าแก่ของฮอกไกโด ถือกำเนิดในเมืองมัตสึมาเอะซึ่งเป็นเมืองปราสาทเพียงแห่งเดียวในฮอกไกโด ผสมผสานระหว่างพิธีกรรมของชินโตกับศิลปะท้องถิ่นที่สืบทอดกันมา ท่วงท่าการร่ายรำเข้มแข็งและสง่างาม โดดเด่นด้วยเสียงขลุ่ยและกลองประกอบจังหวะ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ที่สำคัญของญี่ปุ่น นิยมแสดงในงานเทศกาลบวงสรวงเทพเจ้าและงานท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วฮอกไกโด ในเมืองมัตสึมาเอะจะจัดการแสดงมัตสึมาเอะ คางุระแบบสาธารณะเป็นประจำทุกปีในวันที่ 29 เมษายนที่ลานฮอนมารุในสวนมัตสึมาเอะ

อาหารขึ้นชื่อของฮอกไกโด

1. เจงกิสข่าน

เจงกิสข่านเป็นอาหารพื้นเมืองของฮอกไกโด โดยจะนำเนื้อแกะและผักมาย่างรวมกันในกระทะทรงโดมคล้ายหมูกระทะ ตรงกลางจะนูนและมีร่องเพื่อให้น้ำจากการย่างเนื้อแกะไหลลงมาที่ผัก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฮอกไกโดได้เปลี่ยนจากการเลี้ยงแกะเพื่อเอาขนมาเป็นการเลี้ยงเพื่อเอาเนื้อ และว่ากันว่าเหตุผลที่ชื่อเจงกิสข่านเกิดจากการที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าชาวมองโกลบริโภคเนื้อแกะกันเป็นส่วนใหญ่ จึงนำชื่อของเจงกิสข่านซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งจักรวรรดิมองโกลมาตั้งเป็นชื่อเมนู

2. แซลมอนจังจังยากิ

แซลมอนจังจังยากิเป็นอาหารพื้นเมืองของฮอกไกโด ทำโดยนำแซลมอนและผักมาย่างรวมกันบนแผ่นเหล็ก ที่มาของชื่อมีทฤษฎีหลายอย่าง เช่น
– หมายถึงการทำอาหารที่ทำได้ “ง่าย ๆ เร็ว ๆ” (chacchato)
– หมายถึงอาหารที่คุณพ่อ (otouchan) ทำให้ทาน
– มาจากเสียง “จังจัง” ของตะหลิวที่กระทบกับแผ่นเหล็ก
เมนูนี้มีต้นกำเนิดในเมืองอิชิคาริ ช่วงต้นสมัยโชวะ เมื่อชาวประมงนำถังเหล็กมาทำเป็นแผ่นเหล็กขนาดใหญ่แล้วย่างปลาแซลมอนที่จับได้ แต่ปัจจุบันนิยมทำทานในบ้านโดยใช้วิธีการห่อฟอยล์อบ

3. ซังกิ

ในฮอกไกโดจะเรียกไก่ทอดคาราอาเกะว่า “ซังกิ” ทำโดยการนำไก่ไปหมักในซอสที่เป็นเบสโชยุแล้วนำไปทอด ทำให้มีรสชาติเข้มข้นกว่าไก่ทอดคาราอาเกะทั่วไป ว่ากันว่ามีต้นกำเนิดมาจากร้านไก่แห่งหนึ่งในเมืองคุชิโร

4. ข้าวหน้าหมู

ข้าวหน้าหมูหรือบุตะด้งเป็นอาหารท้องถิ่นของเมืองโอบิฮิโระ เป็นข้าวหน้าหมูหั่นหนาราดด้วยซอสหวานเผ็ด เมืองโอบิฮิโระตั้งอยู่ในพื้นที่โทคาจิซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูเฟื่องฟูมากมาตั้งแต่สมัยเมจิ ในช่วงต้นสมัยโชวะ ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองโอบิฮิโระใช้ปลาไหลเป็นวัตถุดิบบำรุงกำลัง แต่เนื่องจากปลาไหลมีราคาแพงและหาได้ยาก จึงเกิดเมนูข้าวหน้าหมูที่ใช้หมูย่างถ่านแล้วนำซอสแบบปลาไหลราดลงไป

งานเทศกาลในฮอกไกโด

1. เทศกาลหิมะซัปโปโร

เทศกาลหิมะซัปโปโรเป็นเทศกาลฤดูหนาวที่ยิ่งใหญ่และโด่งดังของญี่ปุ่น จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์เป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยจะจัด 3 แห่งในซัปโปโร คือ สวนโอโดริ ซูซูกิโนะ และสึโดเมะ ที่สวนโอโดริจัดแสดงประติมากรรมหิมะหลากหลายขนาดเรียงรายเป็นระยะทาง 1.5 กิโลเมตร ที่ซูซูกิโนะจัดแสดงประติมากรรมน้ำแข็งที่น่าตื่นตาตื่นใจมากมาย และที่สึโดเมะเป็นโซนกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถมาร่วมสนุกได้ทุกวัย เทศกาลหิมะซัปโปโรเริ่มต้นขึ้นในปี 1950 โดยนักเรียนมัธยมในท้องถิ่นและจัดแสดงประติมากรรมหิมะเพียง 6 ชิ้นงานในสวนโอโดริ ปัจจุบันถือเป็นเทศกาลชื่อดังที่ดึงดูดผู้เข้าชมได้กว่า 2 ล้านคนจากในญี่ปุ่นและต่างประเทศ

2. เทศกาลโยซาโคอิ โซรัน

มีงานฤดูหนาวแล้วก็ต้องมีงานฤดูร้อนอย่างเทศกาลโยซาโคอิ โซรัน เป็นเทศกาลเต้นรำฤดูร้อนสุดยิ่งใหญ่ จัดขึ้นทุกเดือนมิถุนายนในซัปโปโร ทีมนักเต้นจะมาประชันกันนับร้อยทีมโดยมีกติกาพื้นฐานคือการถือ “นารุโกะ” และต้องมีเนื้อเพลงจากเพลงพื้นบ้านฮอกไกโด “โซรัน บุชิ” มาผสมผสานในเพลง ไฮไลต์คือเหล่านักเต้นในชุดสีสันสดใส ประชันกันด้วยการเต้นที่ทรงพลัง การโบกธงขนาดใหญ่ และการเดินขบวน เทศกาลนี้มีรากฐานมาจากเทศกาลโยซาโคอิของจังหวัดโคจิ ปัจจุบันสามารถดึงดูดผู้ชมได้ประมาณ 2 ล้านคนต่อปี สร้างความสนุกสนานตื่นเต้นไปทั่วเมืองซัปโปโร

สถาปัตยกรรมและมรดกของฮอกไกโด

1. ป้อมโกเรียวคาคุ

ป้อมโกเรียวคาคุ ตั้งอยู่ในเมืองฮาโกดาเตะ เป็นป้อมสไตล์ตะวันตกแห่งแรกของญี่ปุ่น มีลักษณะเป็นป้อมปราการ 5 แฉกรูปทรงคล้ายดาว ใช้เวลาสร้าง 7 ปีจนแล้วเสร็จในปี 1864 เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการป้องกันท่าเรือฮาโกดาเตะจากภัยคุกคามของตะวันตก และในยุคบาคุมัตสึที่นี่ยังเป็นป้อมปราการสุดท้ายของกองกำลังของโชกุนในสงครามฮาโกดาเตะ ปัจจุบันพัฒนาเป็นสวนสาธารณะโกเรียวคาคุ มีวิวทิวทัศน์สวยงามแตกต่างไปตามฤดูกาลและเป็นหนึ่งในจุดชมดอกซากุระยอดนิยมของฮอกไกโด สามารถขึ้นไปบนหอคอยเพื่อชมวิวป้อมโกเรียวคาคุรูปทรงดาวได้จากมุมสูง ในปี 2010 มีการบูรณะสำนักงานปกครองฮาโกดาเตะที่ตั้งยู่ใจกลางป้อม ตกแต่งจำลองห้องต่าง ๆ จากในอดีตได้อย่างสมจริง

2. หอนาฬิกาซัปโปโร

หอนาฬิกาซัปโปโร เป็นหอนาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เดิมสร้างขึ้นเพื่อเป็นโรงฝึกของวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซัปโปโร ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของมหาวิทยาลัยฮอกไกโด ได้รับการออกแบบโดยดร.คลาร์ก เป็นอาคารไม้สีขาวหลังคาสีแดงที่ออกแบบตามสไตล์อเมริกันในยุคบุกเบิกฮอกไกโด ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์และแกลอรี่เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของการพัฒนาเมืองซัปโปโร ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองซัปโปโรและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ

วันแห่งฮอกไกโด

วันที่ 17 กรกฎาคมของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันแห่งฮอกไกโด เพื่อรำลึกถึงวันที่ทาเคชิโร มัตสึอุระเสนอชื่อ “ฮอกไกโด” ให้แก่รัฐบาลเมจิในปี 1869 ถือเป็นวันสำคัญในท้องถิ่นที่ผู้คนจะได้ตระหนักถึงประวัติศาสตร์และคุณค่าของเกาะฮอกไกโด มีการจัดอีเวนต์เฉลิมฉลอง กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวต่าง ๆ มากมาย

นอกจากจะเป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยความงามทางธรรมชาติ ก็ยังมีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ความเป็นมาที่น่าสนใจ มีกิจกรรมสนุก ๆ ที่เข้าร่วมได้ตลอดทั้งปี พรั่งพร้อมด้วยอาหารรสเลิศจากวัตถุดิบท้องถิ่น จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมฮอกไกโดสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากมาย แล้วเพื่อน ๆ ล่ะคะหลงในเสน่ห์อะไรของเกาะฮอกไกโดกันบ้างเอ่ย

สรุปเนื้อหาจาก fumakilla

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...