“หุ้นเนื้อสัตว์” คืนชีพ! รับราคาหมู-ไก่พุ่ง จับตา TFG-CPF-BTG กำไรโต
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 29 มี.ค. เวลา 09.03 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. เวลา 02.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์กลุ่มหุ้นเนื้อสัตว์กลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง หลังราคาสุกรและไก่ในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้มุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแข็งแกร่งขึ้น
ราคาหุ้นของกลุ่มนี้โดดเด่นที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรกรรม โดย ณ วันที่27 มี.ค. 69 อย่าง บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG ราคาหุ้นปิดที่ระดับ8.85 บาท บวก0.15 หรือ1.72% ราคาสูงสุด8.90 บาท ราคาต่ำสุด8.45 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย431.07 ล้านบาท
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) หรือ CPF ราคาหุ้นปิดที่ระดับ20.80 บาท บวก0.80 หรือ4.00% ราคาสูงสุด21 บาท ราคาต่ำสุด20 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย1,325.70 ล้านบาท
บริษัท เบทาโกร จำกัด(มหาชน)หรือ BTG ราคาหุ้นปิดที่ระดับ24.20 บาท บวก2.80 หรือ13.08% ราคาสูงสุด24.60 บาท ราคาต่ำสุด21.40 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย1,133.54 ล้านบาท
บริษัท จีเอฟพีที จำกัด(มหาชน)หรือ GFPT ราคาหุ้นปิดที่ระดับ9.40 บาท บวก0.15 หรือ1.62% ราคาสูงสุด9.60 บาท ราคาต่ำสุด9.30 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย67.63 ล้านบาท
บริษัท ฟู้ดโมเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ FM ราคาหุ้นปิดที่ระดับ4.10 บาท บวก0.16 หรือ4.06% ราคาสูงสุด4.12 บาท ราคาต่ำสุด3.96 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย30.23 ล้านบาท
ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินว่า กำไรของบริษัทผู้ผลิตเนื้อสัตว์มีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง จากปัจจัยด้านราคาและความต้องการในประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ การฟื้นตัวของราคาสุกรและไก่เป็นผลมาจากปัจจัยด้านอุปทานและความต้องการที่สมดุล รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพของผู้ประกอบการ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในการเข้าลงทุนหรือเก็งกำไร
ข้อมูล ณ วันที่ 16 มีนาคม 2569 ระบุว่า ราคาสุกรไทยอยู่ที่ 64.50 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 4 บาทจากสัปดาห์ก่อนหน้า จากความร่วมมือของผู้เลี้ยงในการลดปริมาณอุปทาน ส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 5 ติดต่อกัน หรือรวมเพิ่มขึ้น 16 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาไก่ยังทรงตัวอยู่ที่ 40.50 บาทต่อกิโลกรัม
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ราคาหมูและไก่ในระดับนี้ยังเอื้อต่อการทำกำไรของผู้ประกอบการในกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น CPF, BTG, GFPT และ TFG โดยมีแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากราคาวัตถุดิบหลักอย่างข้าวโพดและกากถั่วเหลืองที่ยังทรงตัว ส่งผลให้การปรับขึ้นของราคาเนื้อสัตว์ส่งผลบวกต่ออัตรากำไรโดยตรง อีกทั้งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังล็อกราคาวัตถุดิบไว้ครอบคลุมถึงไตรมาส 3/2569 แม้ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการภาครัฐในการตรึงราคาสินค้าในระยะสั้น
หากพิจารณาผลตอบแทนราคาหุ้นย้อนหลัง 1 เดือน ณ วันที่ 25 มีนาคม 2569 พบว่า BTG ปรับตัวเพิ่มขึ้น 15.97%, CPF เพิ่มขึ้น 17.12%, GFPT เพิ่มขึ้น 13.29% และ TFG พุ่งแรงที่สุดถึง 57.65% สะท้อนมุมมองเชิงบวกของตลาดต่อแนวโน้มผลประกอบการ
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” TFG พร้อมปรับราคาเป้าหมายเป็น 9.50 บาท จากเดิม 6.00 บาท มองว่าคุณภาพกำไรและกระแสเงินสดของบริษัทแข็งแกร่งและยั่งยืน หลังปรับโครงสร้างธุรกิจไปสู่ค้าปลีกมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังประเมินว่า TFG มีโอกาสขยายจำนวนร้านค้าปลีกเป็น 1,250 แห่งภายในปี 2571 ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากธุรกิจค้าปลีกเพิ่มจาก 37% ในปี 2568 เป็น 55% ในปี 2569 และ 59% ในปี 2570 การเปลี่ยนจากการขายสุกรมีชีวิตไปสู่การขายเนื้อหมูผ่านร้านค้าปลีกของตนเอง การเปิดโรงฆ่าสัตว์ และการขยายฟาร์มสุกรในเวียดนาม จะเป็นแรงขับสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” CPF ที่ราคาเป้าหมายปี 2569 อยู่ที่ 23.30 บาท แม้กำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2568 จะอยู่ที่ 1.08 พันล้านบาท ลดลง 74% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และต่ำกว่าที่ตลาดคาด เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นอ่อนตัวและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมในจีนลดลง แต่ภาพรวมทั้งปี 2568 บริษัทยังมีกำไรสุทธิ 25,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.8% จากปีก่อนหน้า อีกทั้งยังมีแผนใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดภาระหนี้ และขยายไปสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มในระยะยาว
ด้านนายเพชร นันทวิสัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TFG ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของราคาเนื้อสัตว์ในช่วงนี้ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยด้านสภาพอากาศและการฟื้นตัวของอุปสงค์ แม้ต้นทุนบางส่วนปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์สงคราม แต่บริษัทได้รับผลกระทบจำกัดจากการบริหารต้นทุนเชิงรุกและการล็อกราคาวัตถุดิบล่วงหน้าไว้แล้ว พร้อมตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 10–15% และเดินหน้าขยายธุรกิจค้าปลีก “Thai Foods Fresh Market” เพิ่มเป็น 850 สาขา จาก 615 สาขาในสิ้นปี 2568 รวมถึงขยายฐานการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และรุกตลาดเวียดนาม