โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

5 สัญญาณโลกเปลี่ยนจากเวที World Bank-IMF จากสงครามถึงยุคตัวชี้วัดใหม่แทน GDP

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 15 เม.ย. เวลา 13.45 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. เวลา 13.45 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank-IMF Spring Meetings) ประจำปี 2569 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 - 18 เมษายน 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา โดยถือเป็นอีกครั้งที่ถูกจัดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา การประชุมดังกล่าวต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์มาแล้วถึง 4 ครั้ง ได้แก่ วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปี 2563, สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนในปี 2565, นโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาในปี 2568 และล่าสุดคือวิกฤตราคาน้ำมันที่สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ฝังรากลึก รวมถึงแรงกดดันด้านการจัดหาเงินทุนเพื่อการพัฒนา การประชุมในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนบททดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) สำหรับการมุ่งสู่การพัฒนาที่เท่าเทียม (Equitable Development) และการรักษาระบบพหุภาคีที่กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก

ด้านสำนักข่าว Bloomberg และศูนย์วิจัยนโยบายของมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UNU-CPR) ได้วิเคราะห์และระบุถึง 5 ประเด็นสำคัญที่น่าจับตาในวาระการประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วย

1.ความขัดแย้งไม่ใช่ปัจจัยภายนอกอีกต่อไป: สำนักข่าว Bloomberg ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งในประเทศอิหร่านถือเป็นตัวแปรหลักที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในปี 2569 โดยหากสถานการณ์รุนแรงจนส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานแตะระดับ 170 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อาจกดดันให้การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทั่วโลกขยายตัวเพียง 2.2% และผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 5.4% ขณะที่องค์การสหประชาชาติ (UN) มองว่าความขัดแย้งไม่ใช่เพียงความเสี่ยงรอง แต่เป็นความสำคัญหลักทางนโยบาย ซึ่งสถาบันต่างๆ จำเป็นต้องนำปัจจัยด้านความขัดแย้งผนวกรวมเข้าไว้ในโมเดลการประเมินเศรษฐกิจมหภาคและการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ แทนที่จะมองว่าเป็นเพียงตัวแปรภายนอก (Exogenous) ที่ไม่สามารถควบคุมได้ดังเช่นในอดีต

2.โครงสร้างหนี้แบบเดิมไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่: ปัญหาหนี้สาธารณะทั่วโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นยังคงเป็นวาระสำคัญ โดย IMF คาดการณ์ว่าจะมีประเทศต่างๆ ยื่นคำขอรับเงินช่วยเหลือเพื่อชดเชยความต้องการด้านดุลการชำระเงินราว 20,000 - 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มเติมจากยอดหนี้คงค้างเดิมที่ระดับ 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทางด้าน UN เน้นย้ำว่า โครงสร้างหนี้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนซ้อนทับกัน จึงจำเป็นต้องมีการส่งสัญญาณแก้ปัญหาอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เช่น การเร่งปรับโครงสร้างหนี้ การจัดตั้งแพลตฟอร์มสำหรับประเทศลูกหนี้ (Borrowers' Platform) และการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วม

3.กลุ่มประเทศอำนาจระดับกลางมีบทบาทมากขึ้นในโลกแบ่งขั้ว: Bloomberg ประเมินว่าประเด็นเรื่อง "พหุภาคีที่ตึงเครียด" (Strained Multilateralism) และ "กระแสทวนกลับของโลกาภิวัตน์" (Deglobalization) จะเป็นหัวข้อหลักในการประชุม แม้จะมีการเรียกร้องให้หลีกเลี่ยงการดำเนินนโยบายแบบตัวใครตัวมัน แต่โอกาสที่จะเกิดความร่วมมือระหว่างประเทศในยามวิกฤตยังคงดูริบหรี่ สอดคล้องกับมุมมองของ UN ที่ระบุว่า ประเทศมหาอำนาจดั้งเดิมเริ่มมีข้อจำกัดในการกำหนดวาระการพัฒนาโลก ส่งผลให้กลุ่มประเทศอำนาจระดับกลาง (Middle Powers) ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการกำหนดทิศทางการหารือ การสร้างเครือข่ายพันธมิตร และการนำเสนอแนวคิดนวัตกรรมเชิงสถาบันใหม่ๆ

4.การเงินทางเลือกเตรียมก้าวขึ้นแทนที่ธนาคารแบบดั้งเดิม: ภาคธนาคารแบบดั้งเดิมกำลังเผชิญกับความเสี่ยงครั้งใหญ่ เมื่อสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) เริ่มเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา IMF ได้เริ่มพิจารณาถึงการเติบโตของการปล่อยสินเชื่อจากกลุ่ม Non-bank ในตลาดเกิดใหม่อย่างจริงจัง ขณะที่ UN ขยายความว่า เทคโนโลยีการเงิน (Fin-tech) และตลาดคริปโทเคอร์เรนซีประเภท Stablecoin กำลังก้าวขึ้นมาเป็นเวทีหลักในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งอาจมีมูลค่าตลาดสูงถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 โดยเครื่องมือเหล่านี้สามารถเข้ามาช่วยอุดช่องโหว่ด้านเงินทุนเพื่อการพัฒนาโลกได้ หากมีการกำกับดูแลและการเข้าถึงที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

5.การใช้ตัวชี้วัดความสำเร็จรูปแบบใหม่แทนที่ GDP: จากความไม่แน่นอนและความผันผวนทั้งหมดที่เกิดขึ้น สถาบันต่างๆ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด โดย Bloomberg ระบุว่า ความไม่แน่นอนดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อธนาคารกลางหลักของโลก เช่น ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในการกำหนดทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่ UN เปิดเผยว่า ธนาคารโลกได้พยายามปรับปรุงกรอบการประเมินเศรษฐกิจมหภาคและการปล่อยสินเชื่อ โดยก้าวข้ามการใช้ GDP เป็นมาตรวัดความสำเร็จเพียงอย่างเดียว และหันไปใช้ตัวชี้วัดด้านการจ้างงานรูปแบบใหม่ รวมถึงการนับรวมความเสี่ยงด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ามาร่วมประเมินด้วย

อย่างไรก็ตาม ทิศทางจากการหารือบนเวทีระดับโลกในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนว่า ระบบเศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านที่บีบบังคับให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเงินดั้งเดิมต้องเร่งปรับตัว ทั้งนี้ นักลงทุนและภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องจับตาสถานการณ์ความเสี่ยงต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในมิติของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะหนี้สาธารณะโลก รวมถึงนโยบายการเงินรูปแบบใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวน และสามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างทันท่วงทีในระยะต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...