ส.อ.ท.ห่วงต้นทุนพุ่งจากสงคราม ฉุดเชื่อมั่นอุตฯ มี.ค. สินค้าจ่อขึ้น 3-5%
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 08.52 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 08.49 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (18 มี.ค.69) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ90.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.7 ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ทำให้อัตราภาษีของไทยปรับลดลงชั่วคราว 150 วัน ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ประกอบการในระยะสั้น ควบคู่กับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย
อย่างไรก็ตามแนวโน้มในเดือนมีนาคม 2569 เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นและกดดันต้นทุนการผลิตในภาพรวม
ภาครัฐได้ปรับกรอบตรึงราคาน้ำมันดีเซลจากเดิมไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เป็นไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร โดยอยู่ระหว่างการทยอยปรับขึ้น เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถปรับตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป
ภาคอุตสาหกรรมประเมินว่า หากราคาดีเซลยังไม่เกินระดับดังกล่าว ธุรกิจยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ แต่หากปรับตัวสูงกว่านี้ จะส่งผลให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 5-12% และอาจผลักดันราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 3-5% โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ กลุ่มเหล็ก อะลูมิเนียม พลาสติก เยื่อกระดาษ แก้ว เซรามิก ปิโตรเคมี และปูนซีเมนต์
ขณะเดียวกัน ต้นทุนการขนส่งทางเรือปรับตัวเพิ่มขึ้นจากข้อจำกัดด้านเส้นทางการเดินเรือ ส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ราคาน้ำมันเตามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจาก 7-8 บาท เป็นประมาณ 23-24 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็ก
ส.อ.ท. ประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลผ่าน 3 ฉากทัศน์หลัก ได้แก่
ฉากทัศน์ที่ 1 หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 1-2 บาทต่อลิตร ผลกระทบยังอยู่ในวงจำกัด โดยต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 3-5% ส่งผลให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการ SMEs อาจเริ่มเผชิญแรงกดดันด้านกำไร
ฉากทัศน์ที่ 2 หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 2-4 บาทต่อลิตร จะเริ่มส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยต้นทุนขนส่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 5-12% ขณะเดียวกัน ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับ 4 บาทต่อหน่วย จากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและบริการปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 3-5% และเกิดแรงกดดันเงินเฟ้อในระดับ 0.5-1.0% โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs จะเริ่มประสบปัญหาสภาพคล่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ฉากทัศน์ที่ 3 หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 บาทต่อลิตร จะส่งผลกระทบรุนแรงในวงกว้าง โดยต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 15-20% ขณะที่ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) อาจปรับเพิ่มขึ้นถึงระดับ 5 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และผลักดันราคาสินค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 6-8% ซึ่งอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นในระดับสูง
ทั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการรองรับเพื่อป้องกันผลกระทบลุกลาม ได้แก่ การอุดหนุนผู้ค้ารายย่อย (Jobber) เพื่อลดช่องว่างราคาน้ำมัน การพิจารณาระงับการส่งออกเศษเหล็ก เศษอะลูมิเนียมและเศษกระดาษ เพื่อรักษาวัตถุดิบในประเทศ และการบริหารราคาดีเซลแบบค่อยเป็นค่อยไป
พร้อมกันนี้ ส.อ.ท. แนะนำให้เร่งออกมาตรการรองรับ โดยยกระดับกลไกติดตามมาตรการการค้าของสหรัฐฯ ควบคู่กับการใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ เช่น AD (Anti-Dumping), CVD (Countervailing Duty) และ SG (Safeguard Measure) รวมถึงเร่งสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มมูลค่าการแปรรูป และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ