DELTA-HANA-KCE วิ่งคึก! รับสัญญาณกำไรกลุ่มอิเล็กฯ ฟื้นตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 ก.ค.69) ราคาหุ้นกลุ่มเทค นำโดย บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ณ เวลา 10:12 น. อยู่ที่ระดับ 307.00 บาท บวก 9.00 บาท หรือ 3.02% ราคาสูงสุด 309.00 บาท ราคาต่ำสุด 304.00 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 932.69 ล้านบาท
บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA อยู่ที่ระดับ 35.50 บาท บวก 1.25 บาท หรือ 3.65% ราคาสูงสุด 35.50 บาท ราคาต่ำสุด 35.00 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 160.13 ล้านบาท
บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE อยู่ที่ระดับ 38.50 บาท บวก 1.75 บาท หรือ 4.76% ราคาสูงสุด 38.50 บาท ราคาต่ำสุด 37.75 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 154.32 ล้านบาท
บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET อยู่ที่ระดับ 8.40 บาท บวก 0.20 บาท หรือ 2.44% ราคาสูงสุด 8.45 บาท ราคาต่ำสุด 8.35 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 57.34 ล้านบาท
บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT อยู่ที่ระดับ 3.38 บาท บวก 0.22 บาท หรือ 6.96% ราคาสูงสุด 3.38 บาท ราคาต่ำสุด 3.28 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 13.55 ล้านบาท
บริษัท ทีมพรีซิชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TEAM อยู่ที่ระดับ 4.38 บาท บวก 0.14 บาท หรือ 3.30% ราคาสูงสุด 4.40 บาท ราคาต่ำสุด 4.34 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1.34 ล้านบาท
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงเล็กน้อย โดยคาดว่า GDP โลกจะเติบโตที่ระดับ 3% จากประมาณการเดิมที่ 3.1% ขณะที่คาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีหน้าปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% จากเดิมที่ 3.2%
IMF ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความท้าทายจากแนวโน้ม เงินเฟ้อที่กลับมาอยู่ในระดับสูงและชะลอตัวได้ยาก อย่างไรก็ตาม แรงกดดันดังกล่าวได้รับการชดเชยจากการลงทุนด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และเป็นปัจจัยสำคัญสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
สำหรับประเทศไทย IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ โดยคาดว่า GDP ไทยจะขยายตัวที่ 1.9% จากประมาณการเดิมที่1.5% ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการปรับเพิ่มประมาณการมากที่สุดในกลุ่มอาเซียน และอยู่ในระดับต้น ๆ ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)
ทั้งนี้ IMF ยังประเมินว่า ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี โดยได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่ม ผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI รายสำคัญ 4 อันดับแรกของโลก สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ไปสู่รูปแบบการเติบโตที่ได้รับแรงสนับสนุนจาก การส่งออกเทคโนโลยีและการลงทุนมากขึ้น
มุมมองดังกล่าวถือเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในด้านกระแสเงินลงทุนจากต่างชาติที่มีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเป็นปัจจัยสนับสนุนโดยตรงต่อกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA, บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA, บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT,
บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET, บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA, บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE, บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA และ บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ FORTH ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการลงทุนด้าน AI ในระยะยาว
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า KCE ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตแผงวงจรพิมพ์ หรือ PCB สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ กำลังเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่ โดยกลุ่มธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับ AI เริ่มได้รับประโยชน์จากการกลับมาเติมสต็อกสินค้า ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ธีมการเติมสต็อกดังกล่าวสะท้อนผ่านรายได้ในรูปสกุลดอลลาร์สหรัฐของ KCE ซึ่งกลับมาเติบโตได้เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี โดยเพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนในไตรมาส 1/2569 ขณะที่ฝ่ายวิจัยคาดว่ารายได้ในรูปสกุลดอลลาร์สหรัฐของบริษัทจะเติบโต 8% ในปี 2569 และเติบโตต่อเนื่อง 7% ในปี 2570 จากแรงหนุนของวัฏจักรอุตสาหกรรมขาขึ้น
นอกจากนี้ การปรับขึ้นราคาขายตามต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น รวมถึงสัดส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงอย่าง HDI จะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ในระยะถัดไป
สำหรับอัตรากำไรขั้นต้น บล.กรุงศรีประเมินว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 1/2569 ที่ระดับ 17.7% โดยคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นทั้งปี 2569 จะปรับตัวดีขึ้นสู่ระดับ 21% จาก 18.9% ในปี 2568 ได้แรงหนุนจากแรงกดดันด้านต้นทุนที่ลดลง หลังราคาวัตถุดิบปรับตัวลง รวมถึงประโยชน์จากประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น หรือ Operational Leverage
ขณะเดียวกัน คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของ KCE จะขยายตัวต่อเนื่องสู่ระดับปกติที่ 22% ในปี 2570 และ 23% ในปี 2571 ตามการเติบโตของรายได้และการฟื้นตัวของมาร์จิ้น โดยฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรของ KCE ในช่วงปี 2569-2571 จะเติบโตเฉลี่ยต่อปี หรือ CAGR ที่ระดับ 35% แตะ 2,000 ล้านบาท ซึ่งยังต่ำกว่าระดับกำไรสูงสุดในวัฏจักรก่อนหน้าเมื่อปี 2565 ที่ทำได้ 2,200 ล้านบาท อยู่ประมาณ 10%
บล.กรุงศรี จึงกลับมาเริ่มต้นให้คำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น KCE พร้อมประเมินราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 50.50 บาท อิงวิธีประเมินมูลค่าด้วยค่า PE ที่ 35 เท่า โดยมองว่าระดับดังกล่าวมีความเหมาะสมเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตของกำไรต่อหุ้น หรือคิดเป็น PEG 1 เท่า
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยระบุว่า แม้ราคาหุ้น KCE จะปรับตัวขึ้นโดดเด่นกว่า 100% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังไม่ได้สะท้อนวัฏจักรการเติบโตของกำไรรอบใหม่ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2569 อย่างเต็มที่ เมื่อเทียบกับวัฏจักรขาขึ้นครั้งก่อนในปี 2565 ซึ่ง KCE มีกำไรเติบโตเฉลี่ยต่อปี 37% ในช่วงปี 2563-2565 และค่า PE เคยปรับขึ้นไปสูงสุดที่ 44.5 เท่า หรือคิดเป็น PEG 1.2 เท่า
อย่างไรก็ตาม บล.กรุงศรีเลือกใช้สมมติฐานเชิงระมัดระวังมากขึ้น โดยอิง PEG เพียง 1 เท่าในการคำนวณราคาเป้าหมายครั้งนี้
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า HANA มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ฟื้นตัวชัดเจน โดยคาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 169 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 387.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 63.7% จากไตรมาสก่อน
ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากฐานกำไรที่ต่ำในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งได้รับผลกระทบจากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ไตรมาสนี้บริษัทได้รับประโยชน์จากทิศทางเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก รวมถึงรายได้ในรูปสกุลดอลลาร์บางส่วนเริ่มทยอยฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน
ฝ่ายวิจัยคาดว่า HANA จะมีรายได้ไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 157.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.0% จากไตรมาสก่อน โดยรายได้ของส่วนงาน HANA-อยุธยา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากดีมานด์ของลูกค้าใหม่ ขณะที่ส่วนงานในจีนยังคงแข็งแกร่งจากกลุ่มธุรกิจ EV Module และ Power Module ส่วนธุรกิจ PMS มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากลูกค้าในอินเดียและเกาหลีใต้
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 32.6 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ยังเป็นปัจจัยบวกต่อการแปลงรายได้กลับมาเป็นเงินบาท ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยประเมินรายได้ในรูปเงินบาทอยู่ที่ 5.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1% จากไตรมาสก่อน
สำหรับอัตรากำไรขั้นต้น หรือ GPM คาดอยู่ที่ 9.5% เพิ่มขึ้น 142 เบสิสพอยต์จากไตรมาสก่อน ได้แรงหนุนจากเงินบาทอ่อนค่า และการปรับรูปแบบงานในส่วน HANA-อยุธยาเป็นรูปแบบ Consignment ซึ่งช่วยให้บริษัทควบคุมอัตรากำไรได้ดีขึ้น ขณะที่ SG&A to Sales คาดอยู่ที่ 8.6% หากค่าใช้จ่ายกลับสู่ระดับปกติตามคาด จะช่วยให้ HANA กลับมามีกำไรจากการดำเนินงานหลักราว 50 ล้านบาท หลังจากขาดทุนจากการดำเนินงานหลักมา 3 ไตรมาสติดต่อกัน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ฝ่ายวิจัยคาดว่า HANA จะมีกำไรสุทธิ 273 ล้านบาท ลดลง 46.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปีก่อนมีรายได้ค่าฝึกอบรม และค่าเงินบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 อ่อนค่ากว่าช่วงครึ่งแรกของปี 2569
บล.ฟิลลิป ประเมินว่า ผลประกอบการของ HANA ในไตรมาส 1/2569 ถูกกดดันจากปัจจัยค่าเงินและการตั้งค่าเผื่อ ขณะที่ไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มเริ่มเห็นภาพการฟื้นตัวชัดเจนขึ้น จากรายได้ในรูปสกุลดอลลาร์ที่ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ และคาดว่าการตั้งค่าใช้จ่ายพิเศษจะลดลง ส่งผลให้ผลการดำเนินงานปกติกลับมาสะท้อนการทำกำไรโดยตรงมากขึ้น พร้อมได้รับประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า
ขณะเดียวกัน ฝ่ายวิจัยมองว่า HANA จะมีความน่าสนใจมากขึ้นในปีถัดไป จากการเข้าสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI หรือ AI-related ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสูง และให้อัตรากำไรดีกว่าธุรกิจดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ บล.ฟิลลิป ประเมินราคาพื้นฐานปี 2569 ของ HANA ที่ 43.50 บาท อิงค่า P/E ที่ 43.0 เท่า พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ”