โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ระวัง! โควิดสายพันธุ์หลัก NB.1.8.1 ระลอกใหม่ ย้ำวัคซีนยังเอาอยู่ พร้อมวิธีสังเกตอาการ

แนวหน้า

เผยแพร่ 23 พ.ค. เวลา 17.00 น.

กลายเป็นประเด็นที่คนรักสุขภาพและผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศกำลังให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด หลังจากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศสิงคโปร์กลับมาเป็นกระแสจับตามองอีกครั้งในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา โดยพบยอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดกว่าหมื่นราย

วิกฤตระลอกใหม่ในสิงคโปร์ ตัวเลขพุ่งกระฉูดเกือบ 60%

จากข้อมูลรายงานสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศสิงคโปร์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานควบคุมโรคติดต่อแห่งสิงคโปร์ (Communicable Diseases Agency Singapore หรือ CDA) ณ วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 พบการแพร่ระบาดระลอกใหม่ที่น่าจับตามองดังนี้

  • ในช่วงสัปดาห์ระหว่างวันที่ 10 – 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งสูงถึง 12,700 รายภายในสัปดาห์เดียว
  • ยอดผู้ติดเชื้อดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นเกือบ 60% เมื่อเปรียบเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งมียอดผู้ติดเชื้ออยู่ที่ประมาณ 8,000 ราย
  • อัตราเฉลี่ยต่อวันของผู้ป่วยโควิด-19 ที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล (นอนโรงพยาบาล) เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมเฉลี่ยวันละ 56 ราย ขยับขึ้นเป็นเฉลี่ยวันละ 73 ราย
  • อย่างไรก็ตาม ทางด้านผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องเข้ารับการดูแลอย่างใกล้ชิดในห้องไอซียู (ICU) ยังคงมีตัวเลขเฉลี่ยอยู่ในระดับที่ต่ำมาก โดยเฉลี่ยพบเพียงประมาณ 1 รายต่อวันเท่านั้น

เจาะลึกรหัสพันธุกรรมสายพันธุ์ใหม่ NB.1.8.1 หรือ "นิมบัส" (Nimbus)

กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศสิงคโปร์ได้ระบุว่า สายพันธุ์หลักที่กำลังแพร่ระบาดและครองสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ติดเชื้อในสิงคโปร์ ณ เวลานี้ คือสายพันธุ์ย่อยที่มีชื่อรหัสทางวิทยาศาสตร์ว่า NB.1.8.1 หรือมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการอีกชื่อหนึ่งว่าสายพันธุ์ "นิมบัส" (Nimbus) โดยมีคุณลักษณะและความเป็นมาดังนี้

  • ต้นกำเนิดและสายวิวัฒนาการ: สายพันธุ์นิมบัสจัดเป็นไวรัสสายพันธุ์ย่อยที่อยู่ในตระกูลโอมิครอน (Omicron) โดยเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องมาจากสายพันธุ์ผสม XDV.1.5.1 และมีลักษณะการสืบเชื้อสายเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มสายพันธุ์ JN.1
  • กลไกการกลายพันธุ์และการเข้าสู่เซลล์: ไวรัสชนิดนี้เกิดการกลายพันธุ์ในตำแหน่งโปรตีนหนาม (Spike Protein) หลายจุด ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการเข้าจับกับเซลล์ร่างกายมนุษย์ การกลายพันธุ์นี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ตัวไวรัสสามารถเกาะติดกับตัวรับบนเซลล์ของมนุษย์ที่เรียกว่าตัวรับ $ACE2$ ได้อย่างเหนียวแน่นยิ่งขึ้น
  • ความสามารถในการแพร่กระจาย: ผลจากการเกาะเซลล์ได้เหนียวแน่นทำให้สายพันธุ์นิมบัสมีความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวางเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้ดีขึ้นเล็กน้อย
  • ความรุนแรงในมุมมองขององค์กรระดับโลก: องค์การอนามัยโลก (WHO) และสถาบันโรคติดต่อแห่งชาติ (NICD) ได้ร่วมกันประเมินและยืนยันข้อมูลในปัจจุบันว่า ยังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานทางคลินิกใดๆ ที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 นี้จะก่อให้เกิดกลุ่มอาการใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม หรือมีดีกรีความรุนแรงของโรคเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ก่อนหน้านี้แต่อย่างใด

เช็กอาการเด่นเฉพาะตัว เจ็บคอรุนแรง

จากการสังเกตอาการทางคลินิกของผู้ป่วยโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 พบลักษณะอาการเด่นที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน โดยสามารถจำแนกกลุ่มอาการออกได้ดังนี้:

  • อาการเด่นที่เป็นเอกลักษณ์: ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะเผชิญกับอาการเจ็บคออย่างรุนแรง (Razor-blade throat) โดยผู้ป่วยจะมีความรู้สึกเจ็บปวดแหลมลึกและทรมานในลำคอ คล้ายกับการมีใบมีดโกนมาบาดอยู่ภายในคอ ซึ่งถือเป็นอาการสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดในขณะนี้
  • อาการร่วมทั่วไปในระบบร่างกาย: ผู้ป่วยมักจะมีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยล้า มีไข้ มีอาการไออ่อนๆ หรือไอแห้ง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ รวมถึงมีอาการคัดจมูกหรือมีน้ำมูกไหลร่วมด้วย
  • อาการที่หายไปหรือพบได้ยากขึ้น: สิ่งที่น่าสนใจคือ อาการสูญเสียการรับรสและดมกลิ่นซึ่งเคยเป็นอาการยอดฮิตและพบได้บ่อยมากในโควิด-19 สายพันธุ์ก่อนหน้านั้น กลับพบได้น้อยลงมากในการระบาดของสายพันธุ์นิมบัสนี้

ทำไมโควิดสิงคโปร์ถึงกลับมาระบาดระลอกใหม่?

กระทรวงสาธารณสุขและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเทศสิงคโปร์ชี้แจงว่า คลื่นการระบาดครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากตัวไวรัสเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก 3 ปัจจัยหลักประกอบกัน

1. การลดลงของภูมิคุ้มกันในประชากร: ระดับภูมิคุ้มกันของประชาชนที่ได้มาจากการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 หรือภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่เกิดจากการเคยติดเชื้อโควิดเริ่มลดน้อยถอยลงตามกาลเวลาที่ผ่านไป

2. สายพันธุ์ใหม่ที่แพร่เชื้อเก่งขึ้น: การปรากฏตัวและเติบโตของสายพันธุ์ย่อย NB.1.8.1 ที่มีความสามารถในการเข้าจับเซลล์ได้เป็นอย่างดีและกระจายเชื้อได้ว่องไว

3. พฤติกรรมทางสังคมและการเดินทาง: การกลับมารวมกลุ่มทางสังคม การเดินทางท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับธรรมชาติของไวรัสระบบทางเดินหายใจที่ได้กลายสภาพเป็นโรคประจำถิ่นไปแล้ว ซึ่งมักจะกระตุ้นให้เกิดคลื่นการระบาดขึ้นเป็นระยะๆ ตลอดทั้งปี

เกาะติดสถานการณ์ในประเทศไทย: NB.1.8.1 ขึ้นแท่นสายพันธุ์หลัก

สำหรับสถานการณ์โรคโควิด-19 ภายในประเทศไทยนั้น กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้เฝ้าระวังและเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดย นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้เปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการจากระบบเฝ้าระวังโรค (DDS) ณ วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 และข้อมูลจากสถาบันวิจัยสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ดังนี้:

  • แนวโน้มตามฤดูกาล: ประเทศไทยพบแนวโน้มผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งการระบาดที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นไปตามฤดูกาลปกติ โดยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นแต่ตัวเลขยังคงอยู่ต่ำกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง
  • สถิติผู้ป่วยสะสม: ในปี พ.ศ. 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยโควิด-19 สะสมจำนวน 3,642 ราย และมีรายงานผู้เสียชีวิตสะสมเพียง 1 ราย โดยในรอบสัปดาห์ล่าสุดไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม และยังไม่พบเหตุการณ์การแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ (คลัสเตอร์) แต่อย่างใด
  • กลุ่มอายุที่ติดเชื้อมากที่สุด: จากสถิติพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 30 – 35 ปี รองลงมาคือกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 20 – 29 ปี ตามลำดับ
  • การครองพื้นที่ของสายพันธุ์หลัก: ข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์ไวรัส SARS-CoV-2 ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569 ยืนยันว่า สายพันธุ์ NB.1.8.1 ได้ขึ้นแท่นกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่มีการระบาดในประเทศไทยไปแล้ว โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 50.95% ของตัวอย่างที่ตรวจพบทั้งหมด ในขณะที่สายพันธุ์รองลงมาคือ JN.1 ครองส่วนแบ่ง 24.97% และสายพันธุ์ XEC ครองส่วนแบ่ง 9.14%

กรมควบคุมโรคเน้นย้ำว่า แม้สายพันธุ์ NB.1.8.1 จะมีการกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนามเพิ่มเติมจากสายพันธุ์ JN.1 ทำให้หลบหลีกภูมิคุ้มกันและแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือข้อบ่งชี้ทางวิทยาศาสตร์ว่าสายพันธุ์นี้จะทำให้เกิดโรครุนแรงมากขึ้นแต่อย่างใด

ความเห็นและแนวทางปฏิบัติจาก กรมควบคุมโรค

ทางด้าน นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ได้กล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมและเน้นย้ำถึงแนวทางการปฏิบัติตนของประชาชนในการรับมือกับโรคโควิด-19 ไว้อย่างชัดเจน โดยระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทยมีสถานะเป็นโรคประจำถิ่นหรือโรคติดต่อตามฤดูกาลไปแล้ว ถึงแม้ว่าระดับความรุนแรงของโรคและแนวโน้มการแพร่ระบาดจะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงปีแรกๆ แต่ประชาชนยังคงต้องรักษามาตรการที่สำคัญ โดยเน้นการใช้มาตรการทางสังคมที่สมดุลกับการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ด้วยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลเป็นแกนหลัก

โดย นพ.ดิเรก ให้คำแนะนำในการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลไว้ 5 ประการสำคัญ ดังต่อไปนี้:

1. การล้างมืออย่างสม่ำเสมอ: ประชาชนควรล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือเลือกใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนก่อนการรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม ภายหลังจากการเข้าใช้ห้องน้ำ หรือหลังจากที่ต้องไปสัมผัสกับบริเวณพื้นผิวที่มีการสัมผัสร่วมกันของคนจำนวนมาก เช่น ลูกบิดประตู หรือราวบันได เป็นต้น

2. สุขอนามัยในการไอและจาม: เมื่อมีอาการไอหรือจาม ต้องปิดปากและปิดจมูกด้วยผ้าหรือกระดาษทิชชูทุกครั้ง เพื่อป้องกันการกระจายของละอองฝอย

3. การสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่เสี่ยง: ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันเป็นหมู่มากหรือพื้นที่แออัด แต่หากมีความจำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

4. การปกป้องกลุ่มเสี่ยง 608: ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วยในระบบทางเดินหายใจ เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เนื่องจากหากกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ได้รับเชื้อและป่วย อาจนำไปสู่อาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

5. การเฝ้าระวังและการคัดกรองตนเอง: หากมีอาการที่น่าสงสัยว่าอาจจะป่วย เช่น มีไข้ ไอ หรือมีน้ำมูก ควรทำการตรวจหาเชื้อเบื้องต้นด้วยชุดตรวจ ATK ทันที และต้องหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการนำเชื้อกลับไปติดกลุ่มบุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยงภายในบ้าน

นอกจากนี้ นพ.ดิเรก ยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า หากประชาชนทำการตรวจคัดกรองตนเองแล้วพบว่า "ผลตรวจเป็นบวก" (ติดเชื้อโควิด-19) ให้รีบเดินทางไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ หากประชาชนมีความสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโทรศัพท์สอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค หมายเลขโทรศัพท์ 1422 ได้ตลอดเวลา

วัคซีนเข็มกระตุ้น วิธีป้องกันอาการป่วยรุนแรง

นอกเหนือจากมาตรการสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ นพ.ดิเรก ได้เน้นย้ำแล้ว ว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ยังคงมีความ "จำเป็นและมีประสิทธิภาพ" อย่างยิ่ง โดยวัคซีนโควิด-19 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (เช่น วัคซีนที่ได้รับการปรับปรุงตามสายพันธุ์ JN.1, KP.2 หรือ LP.8.1) ยังคงสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีที่สามารถต่อต้านและรับมือกับสายพันธุ์ใหม่อย่าง NB.1.8.1 ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดอาการป่วยที่รุนแรง และลดความเสี่ยงในการที่ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลได้

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานควบคุมโรคติดต่อแห่งสิงคโปร์ (CDA) จึงได้ออกข้อแนะนำอย่างเป็นทางการ ให้ประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป สตรีมีครรภ์ ตลอดจนผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อรักษาระดับภูมิคุ้มกันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยอยู่เสมอ

ในส่วนของแนวทางการดูแลตัวเองในสภาพแวดล้อมปิด แนะนำให้มีการปรับปรุงคุณภาพอากาศควบคู่ไปด้วย โดยการเปิดประตูและหน้าต่างเพื่อให้อากาศบริสุทธิ์จากภายนอกได้มีการถ่ายเทหมุนเวียน หรือพิจารณาเลือกใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรองอากาศในระดับ HEPA (High-Efficiency Particulate Air) ติดตั้งไว้ในพื้นที่ปิดเพื่อช่วยดักจับละอองฝอยและสิ่งปนเปื้อนในอากาศ รวมถึงหากรู้สึกไม่สบายควรรีบแยกตัวทันที ลดการพบปะสังสรรค์ และหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็นเพื่อรับผิดชอบต่อส่วนรวม

บทสรุปการรับมือ

โควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 หรือ "นิมบัส" ที่กำลังแพร่ระบาดทั้งในประเทศสิงคโปร์และประเทศไทยในขณะนี้ แม้จะมีคุณสมบัติทางกายภาพที่เอื้อให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อได้อย่างรวดเร็วและหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้นตามธรรมชาติของการกลายพันธุ์ แต่จากข้อมูลหลักฐานทางคลินิกทั้งหมดพบลักษณะเด่นเพียงอาการเจ็บคอที่รุนแรงคล้ายมีดโกนบาด และไม่ได้ทวีดีกรีความรุนแรงของโรคให้มากไปกว่าสายพันธุ์เดิม

สำหรับประชาชนทั่วไป คนรักสุขภาพ และผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปต่างประเทศ การตั้งรับด้วยความไม่ตื่นตระหนก การปฏิบัติตามมาตรการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัดตามที่ กรมควบคุมโรคได้แนะนำไว้ ควบคู่ไปกับการเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นตามรอบเวลาอย่างต่อเนื่อง จะเป็นเกราะป้องกันและอาวุธที่ดีที่สุดที่ทำให้เราทุกคนสามารถใช้ชีวิตขับเคลื่อนสังคมและอยู่ร่วมกับโรคประจำถิ่นนี้ได้อย่างปลอดภัย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...