โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สู้ชีวิตทิพย์! แฉทุนจีนจัดฉาก 'ไรเดอร์รันทด' ฮุบช่อง-โยงเพจดัง

แนวหน้า

เผยแพร่ 25 พ.ค. เวลา 17.00 น.

ในยุคที่ยอดวิวและยอดผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียสามารถแปรเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินมหาศาล อุตสาหกรรมการผลิตคอนเทนต์จึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทว่าภายใต้เรื่องราวที่เรียกน้ำตาและความเห็นใจจากผู้ชม กลับซ่อน "เบื้องหลัง" ที่ถูกจัดฉากไว้อย่างแยบยล กรณีล่าสุดที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คือเรื่องราวของคู่รักไรเดอร์ที่ออกมาแฉพฤติกรรมของบริษัทรับทำคอนเทนต์สัญชาติจีน ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างกระแสดราม่าในสังคม แต่ยังลุกลามไปสู่การขุดคุ้ยเครือข่ายเอเจนซี่เหล่านี้ ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดฉากคอนเทนต์สายสู้ชีวิตในอีกหลายช่อง นำไปสู่คำถามสำคัญเกี่ยวกับจรรยาบรรณสื่อและความโปร่งใสในโลกดิจิทัล

จุดเริ่มต้นจากความบังเอิญ สู่วังวนของสคริปต์เรียกน้ำตา

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจาก น.ส.ฉันทิศา อายุ 19 ปี และแฟนหนุ่ม ซึ่งทั้งคู่ประกอบอาชีพไรเดอร์ส่งอาหาร และมักจะพาลูกน้อยวัยเพียง 8 เดือนออกไปทำงานด้วยเสมอ พวกเขาเริ่มต้นทำช่อง TikTok เพื่อถ่ายคลิปชีวิตประจำวันเก็บไว้เป็นความทรงจำของครอบครัว แต่แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึงในช่วงเดือนเมษายน 2569 เมื่อคลิปเหตุการณ์ที่ทั้งคู่ถูกหญิงชาวจีนโยนเงินใส่กลายเป็นไวรัลโด่งดังข้ามคืน ยอดผู้ติดตามของพวกเขาพุ่งพรวดจากเดิมที่มีเพียงประมาณ 1,000 คน

ความโด่งดังนี้เองที่ไปเตะตาตัวแทนบริษัทรับผลิตคอนเทนต์แห่งหนึ่ง ในวันที่ 17 เมษายน ทางบริษัทได้นัดหมายให้ทั้งคู่ไปพูดคุยที่ร้านกาแฟย่านงามวงศ์วาน 43 ก่อนที่ในวันที่ 21 เมษายน พวกเขาจะได้พบกับชายชาวจีนที่อ้างตัวเป็นเจ้าของบริษัท พร้อมด้วยล่ามและทีมงาน การเจรจากินเวลานานกว่า 2 ชั่วโมง โดยมีการสอบถามถึงปัญหาหนี้สินและชีวิตส่วนตัว

ข้อเสนอที่บริษัทหยิบยื่นให้คือ การปั้นช่องให้เป็นคอนเทนต์แนว "ครอบครัวสู้ชีวิต" แลกกับค่าตอบแทนคลิปละ 1,000 บาท สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทจะเป็นผู้วางสคริปต์ ควบคุมภาพและเสียงทั้งหมด รวมถึงเข้ามาดูแลจัดการบัญชี TikTok ให้แบบเบ็ดเสร็จ ด้วยความหวังที่จะหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวและปลดหนี้ ทั้งคู่จึงตกลงรับข้อเสนอนั้น โดยไม่รู้เลยว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของการสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

เบื้องหลังการถ่ายทำ จัดฉากความจน และ "ยิ่งโดนด่า ยิ่งดัง"

กระบวนการผลิตคอนเทนต์เริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว คลิปแรกถูกถ่ายทำที่ห้องพักย่านวังทองหลาง โดยทีมงานชาวจีนได้เข้ามาจัดฉากภายในห้องให้ดูน่าสงสารและรันทดที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกคำพูด ทุกอารมณ์ ถูกกำหนดไว้แล้วล่วงหน้า

เมื่อคลิปถูกเผยแพร่ออกไป กระแสสังคมตีกลับมาอย่างรุนแรง มีทั้งคนที่สงสารและคนที่เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ต่อว่า ความกดดันนี้ทำให้ น.ส.ฉันทิศา รู้สึกไม่สบายใจอย่างมากและพยายามเจรจากับบริษัท แต่คำตอบที่ได้รับกลับสะท้อนแนวคิดทางธุรกิจที่น่าตกใจ เพราะบริษัทมองว่า การถูกคนด่าหมายถึง "คอนเทนต์ประสบความสำเร็จ" และทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ถูกวางไว้ตั้งแต่แรก เพื่อปั่นยอดการมองเห็น (Engagement) ให้ได้มากที่สุด

ความขัดแย้งเริ่มก่อตัวชัดเจนขึ้นเมื่อบริษัทให้ทั้งคู่เซ็นสัญญาระยะยาว 3 ปี ในวันที่ 4 พฤษภาคม โดยปรับเปลี่ยนค่าจ้างเป็นเงินเดือนรวม 20,000 บาท (คนละ 10,000 บาท) พร้อมกับสั่งให้เปลี่ยนแนวทางคอนเทนต์ไปเปิดร้านขายหมูปิ้ง ทั้งที่ฝ่ายหญิงยืนยันว่าตนเองถนัดขายไก่ทอดมากกว่า แต่บริษัทก็ใช้ข้ออ้างว่าแฟนคลับอยากเห็นการขายหมูปิ้ง และปฏิเสธที่จะออกทุนให้หากต้องการขายไก่ทอด

ท้ายที่สุด ในวันที่ 22 พฤษภาคม น.ส.ฉันทิศา ตัดสินใจโพสต์คลิปว่าจะเปิดร้านขายไก่ทอดเอง ฟางเส้นสุดท้ายจึงขาดสะบั้น บริษัทอ้างว่าเป็นการผิดสัญญา สั่งให้ลบคลิปทั้งหมด ยกเลิกการร่วมงาน และนำไปสู่การเปลี่ยนรหัสผ่านยึดบัญชี TikTok ของทั้งคู่ไปอย่างถาวร โดยปรากฏชื่อผู้ใช้งานเป็นภาษาจีนเข้ามาสวมรอยแทน

ขอขอบคุณภาพทั้งหมดจากรายการ ถกไม่เถียง

ขยายวงกว้าง ความสงสารและข้อสังเกตจากนักสืบโซเชียล

เหตุการณ์นี้ไม่ได้จบลงแค่การเสียช่อง TikTok ของไรเดอร์คู่หนึ่ง แต่มันได้จุดประกายให้สังคมออนไลน์เริ่มตั้งคำถามถึงเครือข่ายของเอเจนซี่ลักษณะนี้ จากข้อมูลของฝ่ายไรเดอร์ที่มีการอ้างถึงการยกตัวอย่างความสำเร็จของ "ช่องรับทำความสะอาด" ทำให้ชาวเน็ตเริ่มทำการสืบค้นข้อมูลเชิงลึก

ข้อสังเกตที่ถูกแชร์ต่อกันอย่างกว้างขวางคือ ความเชื่อมโยงทางธุรกิจที่อาจเกี่ยวข้องกัน โดยมีการพาดพิงถึงข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคลของแบรนด์สินค้าน้ำยาทำความสะอาดของช่องดังกล่าว ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทสื่อที่มีลักษณะการดำเนินงานคล้ายคลึงกับเอเจนซี่ที่เป็นประเด็น ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการขุดคุ้ยภาพคอมเมนต์เก่าๆ ที่ชี้ให้เห็นว่าอาจมีการยอมรับเรื่องการ "จัดฉาก" หรือ "เติมคราบความสกปรก" เพื่อสร้างความสมจริงในการถ่ายทำคลิปทำความสะอาด

แม้ข้อมูลเหล่านี้จะยังอยู่ในขั้นของการตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์จากชาวเน็ต แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิด "วิกฤตความเชื่อมั่น" ครั้งใหญ่บนโลกออนไลน์ คอนเทนต์ที่เคยถูกมองว่าเป็นแรงบันดาลใจหรือการสู้ชีวิต ถูกตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วคือ "Poverty Porn" หรือการนำความยากลำบากมาเป็นเครื่องมือทางการค้าเพื่อเรียกยอดไลก์และยอดขายสินค้าหรือไม่

บทสรุปและผลกระทบทางสังคม เมื่อความเห็นใจถูกนำมาเป็นสินค้า

กรณีศึกษาของคู่รักไรเดอร์ สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ทางกฎหมายและจรรยาบรรณในการผลิตสื่อยุคดิจิทัลอย่างชัดเจน น.ส.ฉันทิศา ได้ออกมาขอโทษสังคมและยอมรับข้อผิดพลาดทั้งหมด โดยระบุว่าทำไปเพราะต้องการหารายได้มาประคับประคองครอบครัว พร้อมทั้งแสดงความกังวลว่า ช่อง TikTok ที่มีฐานผู้ติดตามจำนวนมากของเธอ อาจถูกกลุ่มทุนจีนนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย เช่น การโปรโมทเว็บพนันออนไลน์

ปรากฏการณ์นี้ทิ้งคำถามตัวโตไว้ให้กับสังคมว่า เราจะรับมืออย่างไรกับการรุกล้ำของเอเจนซี่ต่างชาติที่เข้ามาฉวยโอกาสจาก "ความเห็นใจ" ของคนไทย เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ชิ้นสำคัญ ทั้งสำหรับ "ผู้สร้างคอนเทนต์" ที่ต้องพิจารณาสัญญาและเจตนารมณ์ของผู้ว่าจ้างอย่างรัดกุม และสำหรับ "ผู้บริโภคสื่อ" ที่จำเป็นต้องยกระดับการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) ไม่ปล่อยให้อารมณ์ความสงสารชักนำจนตกเป็นเหยื่อของการตลาดที่ถูกจัดฉากขึ้น

เพราะในโลกออนไลน์ที่ทุกยอดวิวคือเงินตรา บางครั้งชีวิตรันทดที่เราเห็น อาจเป็นเพียงบทละครฉากหนึ่งที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อผลกำไรของใครบางคนเท่านั้น.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...