ออสเตรเลียเปิดประเทศ ให้ชาวตูวาลูหลบภัย หนีระดับน้ำที่สูงขึ้น
ประเทศตูวาลูอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ระหว่างฮาวายและออสเตรเลีย ประกอบด้วยเกาะแนวปะการัง 3 และอะทอลล์ (เกาะปะการังรูปวงแหวน) 6 เกาะ รวมกันมีขนาด 26 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 11,957 คน ด้วยความที่เป็นประเทศกลางมหาสมุทรและมีพื้นดินต่ำ ตูวาลูจึงได้รับผลกระทบจากพายุหมุนเขตร้อน และระดับน้ำทะเลที่กำลังสูงขึ้นอยู่ทุกวัน จุดที่สูงที่สุดของ Tuvalu คือที่เกาะ Niulakita สูงกว่าระดับน้ำทะเล 4.6 เมตร นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ตูวาลูอาจจะจมและไม่สามารถอาศัยอยู่ต่อไปได้ในอีก 50-100 ปี จากภาวะโลกรวนนี้ที่ยิ่งทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
ออสเตรเลียจึงได้ประกาศรับชาวตูวาลูเข้าประเทศออสเตรเลีย 280 คนต่อปี มอบวีซ่า ให้พวกเขาเข้ามาหลบภัยละอยู่อาศัย ทำงาน เรียนหนังสือในออสเตรเลียได้
ข้อตกลงใหม่มีชื่อว่า “สหภาพฟาเลพิลี” (Falepili Union) เซ็นรับรองโดยนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโธนี อัลบานีส และนายกรัฐมนตรีตูวาลู คอเซีย นาตาโน และนาตาโนก็เรียกข้อตกลงนี้ว่าเป็น “สัญญาณแห่งความหวัง” สำหรับประเทศของพวกเขาเลย
ข้อตกลงนี้ถือว่าเป็นข้อตกลงแรกที่จัดการเรื่องผู้ลี้ภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ เพราะในปีที่ผ่านมา ชาวตูวาลูและประชากรจากอีกหลายประเทศในหมู่เกาะแปซิปิกได้หาที่หลบภัยในหลายประเทศใกล้เคียง อย่างเช่นนิวซีแลนด์ แต่พวกเขาก็มักถูกปฏิเสธ ด้วยความที่อนุสัญญาปี ค.ศ.1951 ว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย (1951 Convention Relating to the Status of Refugees) ยังไม่ได้มีคำจำกัดความเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้ นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเราถึงเรียกพวกเขาว่า “เหยื่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ถูกลืม”
เพื่อแลกกับการรับประกันความปลอดภัยนี้ ตูวาลูจะต้อง “ตกลงร่วมกันกับออสเตรเลีย” หากออสเตรเลียต้องการทำข้อตกลงกับประเทศอื่นในประเด็นเรื่องความมั่นคงและการป้องกันประเทศ และตูวาลูจะต้องไม่ทำสนธิสัญญากับประเทศอื่น โดยไม่ได้รับการอนุมัติจากออสเตรเลีย ข้อตกลงดังกล่าวเลยจะถูกมองว่าเป็นชัยชนะเชิงกลยุทธ์ของรัฐบาลออสเตรเลีย ในช่วงเวลาที่จีนพยายามกระชับความสัมพันธ์กับประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกให้มากขึ้น
แต่นอกจากให้ที่อาศัยและความปลอดภัย ออสเตรเลียได้ตกลงว่าจะให้เงินสนับสนุนตูวาลูในการปรับตัวการสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงโดยมอบเงิน 16.9 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียให้ เพื่อที่จะให้ตูวาลูขยายพื้นที่เกาะขึ้น 6%
ก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม ตูวาลูก็เคยประกาศว่าจะสร้างประเทศเสมือนในแบบดิจิทัล เพื่อปกป้องประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และแลนด์มาร์กเอาไว้ หลังประเทศอาจจมน้ำหายไปทั้งหมด เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น เพราะวิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
การที่จะทำให้ทุกอย่างอยู่ใน cloud และสร้างประเทศดิจิตัลเลยเหมือนเป็นการถ่ายโอนสิ่งที่จะหายไปในภาคพื้นดินไปสู่โลกดิจิตัล ผู้คนสามารถพูดคุยกันได้ ใช้ภาษา และแชร์วัฒนธรรมที่อยู่ด้วยได้ “แม้ว่าพวกเราจะกระจัดกระจายไปแต่ละประเทศทั่วโลก เราก็ยังคงมีที่ที่ทำให้เราสามารถเป็นตัวเราได้ มีรัฐบาบที่ยังทำงาน มีทรัพยากรธรรมชาติที่ยังเหลือให้จัดการ และมีทรัพย์สินของประเทศต่อไป” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไซมอน โคเฟ่ กล่าว
ที่มา