โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

กำเนิดใหม่ :จักรพรรดิศักด์สิทธิ์

นิยาย Dek-D

อัพเดต 06 เม.ย. 2567 เวลา 15.30 น. • เผยแพร่ 06 เม.ย. 2567 เวลา 15.30 น. • Kawebook
เมื่อจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ประทานพลัง! หากโลกนี้วรยุทธ์คือบัลลังก์ ความแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะปกครองทุกสิ่ง

ข้อมูลเบื้องต้น

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ:Guangzhou AlibabaLiteraturelnformationTechnologYCo.,Ltd

ประพันธ์โดย :傲天无痕

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย:Glory ForeverPublicCompanyLimited

บรรณาธิการ:ไพสิฐ ต่วนขำ

แปลและเรียบเรียงโดย:ภัณฑิรา ตะคุนะ ตอนที่ 1 - 182
ชลธิชา ศรีชนะ ตอนที่ 183 เป็นต้นไป

พิสูจน์อักษร:จิณัฐตา ชัยธรรม

เด็กมัธยมเห่ยๆ อย่าง “หลั่วเลี่ย” มีโรคประหลาด เขาสามารถหลับลึกได้ทุกเมื่อ!

ทันทีที่หลับไหล จิตวิญญาณองค์เทพ “จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์” จะต้องปรากฎตัวในฝันอยู่ร่ำไป

ทั้งสถานที่โบราณ หอก ดาบ พลังยุทธ์ ทุกอย่างช่างแตกต่างกับโลกเดิม

ทว่า.. เมื่อทุกอย่างไม่ใช่ความฝัน!

โชคชะตานำพาเด็กมัธยมสุดเซ่อซ่า ให้กลายเป็นท่านอ๋องผู้แก่กล้าในวรยุทธ์

ด้วยพลังที่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ประทานให้ พร้อมอำนาจจากราชินีช่วยหนุนหลัง

ในโลกที่วรยุทธ์คือพลัง.. ความแข็งแกร่งเท่านั้นจะปกครองทุกสิ่ง!

------------------------------------------------

แนะนำนิยายสนุก สุดมันส์ อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย

หลัวเลี่ย

วันที่เก้า เดือนสาม กลางสายฝน

ที่เชิงเขาไท่ เมืองซินไท่ โรงเรียนมัธยมซินเหวิน

เมื่อเสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้นทั่วทุกมุมของโรงเรียน โรงเรียนที่เงียบสงัดก็ถูกกลบด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมทันที

กลุ่มนักเรียนสามถึงห้าคนทยอยกันออกจากห้องเรียน เดินไปที่ประตูโรงเรียนพร้อมพูดคุยและหัวเราะ

หลัวเลี่ยเดินถือร่มท่ามกลางกลุ่มนักเรียนที่เดินไปมา ใบหน้ามีความกังวล เมื่อมาถึงประตูโรงเรียนก็เห็นหลิวชิงหมิง คุณครูสอนวิชาภาษาอังกฤษ วางกระเป๋าเอกสารบนหัวเพื่อกันฝน อีกมือก็โบกรถแท็กซี่ให้จอดและเตรียมขึ้นรถ

“ครูครับ”

หลัวเลี่ยวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหา และกางร่มให้หลิวชิงหมิง

“หลัวเลี่ยเองหรือ”

หลิวชิงหมิงหันกลับมา เมื่อเห็นว่าเป็นหลัวเลี่ยบนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้ม

“ครูครับ ครูจะเปียกเอานะครับ” หลัวเลี่ยยัดร่มใส่มือหลิวชิงหมิง

“ฝนตกแรงเลย เธอเอาร่มให้ครู แล้วตัวเธอเองล่ะ” หลิวชิงหมิงถาม

หลัวเลี่ยยิ้มพร้อมหันข้างแล้วเข้าไปในรถแท็กซี่ “ผมเรียกรถแล้วครับ”

หลิวชิงหมิงตกตะลึง

หลังจากปิดประตูและลดกระจกรถลง หลัวเลี่ยก็พูดว่า “ครูครับ ผมคิดว่าครูควรคิดอีกทีนะครับ คะแนนสอบวิชาภาษาอังกฤษของผมได้ใกล้เคียงกับที่หนึ่งของห้อง 145 คะแนน แต่ครูวิจารณ์ผมว่าผมไร้ค่าต่อหน้าเพื่อนในชั้นเรียน บอกว่าผมสอบได้คะแนนไม่ดี บอกว่าผมทำครูเสียหน้า ผมละแปลกใจ ผมมีตรงไหนเทียบที่หนึ่งไม่ได้ 14.5 คะแนนนะครับ ที่หนึ่งยังได้น้อยกว่าผมไปตั้งจุดหนึ่ง ผมไม่ได้ไม่ชอบเขา ได้ใกล้เคียงที่หนึ่ง ครูยังว่าผม ครูรู้ไหมครับ ถ้าไม่ใช่เพราะผมจิตใจแข็งแกร่ง ผมคงปีนขอบตึกกระโดดลงมาแล้ว”

หลังเขาพูดจบ เขาก็เลื่อนกระจกขึ้น บอกที่อยู่กับคนขับ แล้วแท็กซี่ก็ขับออกไป

หลิวชิงหมิงถือร่ม ยืนกลางสายฝน มองตามรถแท็กซี่ที่แล่นไกลออกไป จากนั้นมองไปยังขอบถนนที่สั้นกว่าส้นเท้าของครูผู้หญิงบางคน เขาอยากปีนขอบตึกกระโดดลงมา

มองผ่านกระจกหลังเห็นสีหน้ายุ่งเหยิงของหลิวชิงหมิง หลัวเลี่ยหัวเราะออกมา พิงหลังกับที่นั่ง สองตาหลับลง แล้วหลับไปอย่างรวดเร็ว

ไม่ใช่แกล้งหลับ แต่หลับจริง แล้วยังหลับลึกเหมือนตาย

เพียงเพราะเสียงเรียกลึกลับที่ติดตามเขามาตลอดหนึ่งปีดังขึ้นตอนที่เสียงกริ่งโรงเรียนดัง และเกิดอีกครั้งภายในหัว

เมื่อใดก็ตามที่สิ่งนี้เกิดขึ้น หลัวเลี่ยจะหลับลึกไปโดยไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าเขาจะอยู่ในสภาวะใด ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมใดก็ตาม ล้วนหลับไปในเวลาอันสั้น

เช่นครั้งหนึ่งเขาเคยเข้าร่วมการแข่งขันวิ่งระยะทางสามพันเมตรในงานกีฬา และผล็อยหลับกลางทาง

เผลอหลับตอนสอบปลายภาค

เผลอหลับตอนเข้าห้องน้ำ

ประสบการณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ช้าหลัวเลี่ยก็เตรียมใจไว้แล้ว ทุกๆ ครั้งที่เสียงเรียกลึกลับดังขึ้นในหัวของเขา เขาจะรีบหาที่หลับให้เร็วที่สุด

เช่นครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น

เสียงกรนเล็กน้อยดังออกมาจากปากและจมูกของหลัวเลี่ย และฉากความฝันที่คุ้นเคยซึ่งเหมือนไม่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

ในความว่างเปล่าและโกลาหล มีร่างขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น

คนผู้นี้สวมมงกุฎสีม่วงทอง ผิวพรรณมีสีดุจแสงอาทิตย์อัสดง เครายาวสามเส้นกระพืออยู่บนหน้าอก สวมเสื้อคลุมสีเหลืองพลิ้วไหวตามสายลมเหมือนเทพเซียน

ด้วยการปรากฏตัวของคนผู้นี้ ดอกบัวสีขาวผุดขึ้นบนพื้นดินว่างเปล่า เมฆเปล่งแสงบนท้องฟ้า และมีเสียงเซียนเลือนรางดังมากยิ่งขึ้น

ในหัวของหลัวเลี่ยก็ปรากฏสองคำขึ้นอีกครั้ง

ทุกครั้งที่เขาเห็นฉากนี้ ในหัวสมองของเขาก็จะมีคำสองคำนี้ปรากฏขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์!

ความแตกต่างจากอดีต คือเมื่อจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้น ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ เพียงปรากฏเงียบๆ อยู่หน้าหลัวเลี่ย แต่ครั้งนี้หลัวเลี่ยพบการเปลี่ยนแปลง จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ยิ้มน้อยๆ จากนั้นก็มีเสียง ‘ปัง’ จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์สลายไป กลายเป็นอนุภาคละเอียดสีขาวราวหิมะจำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งหมดหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของหลัวเลี่ย

หลัวเลี่ยที่กำลังหลับลึกอยู่รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง ร่างกายของเขาราวกับว่าถูกฉีกเป็นชิ้นๆ แล้วประกอบกลับเข้ามาใหม่

ความเจ็บปวดทำให้เขาตื่นขึ้น และเมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาไม่ได้อยู่บนรถแท็กซี่อีกต่อไป

หงเหยียน

ท้องฟ้าสีครามปราศจากมลพิษ อากาศสดชื่นแจ่มใส ทั้งสี่ทิศล้อมรอบไปด้วยภูเขาที่มีต้นไม้เขียวขจี บรรยากาศเงียบสงบแต่งแต้มด้วยดอกไม้ใบหญ้า เมื่อสายลมพัดผ่าน กลิ่นหอมของดอกไม้ก็โชยมาปะทะใบหน้า

กระแสน้ำไหลผ่านเท้าของเขา และเสียงของน้ำก็ดูเหมือนจะไหลเข้าสู่ส่วนลึกในหัวใจของหลัวเลี่ย

เขามองไปรอบๆ ด้วยความสับสน

“ที่นี่ที่ไหน?”

“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”

“หรือเพราะจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์นั่น?!”

หลัวเลี่ยเต็มไปด้วยความสงสัย แล้วนั่งยองๆ วักน้ำในลำธารขึ้นมาล้างหน้า พยายามปลุกตัวเองให้ตื่น แต่เมื่อมองในน้ำเขาก็เห็นว่าจริงๆ แล้วเขาสวมชุดโบราณที่หรูหรามาก

เขาก้มมองสำรวจ

เสื้อผ้าที่สวมกลายเป็นชุดโบราณแล้ว เป็นชุดผู้ฝึกวรยุทธ์สีฟ้าปักลายมังกร รองเท้าบูตหนังสีดำ และบนหัวยังสวมกวานห้อยพู่สีแดง

เมื่อรวมกับใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาแล้ว ให้ความรู้สึกคล้ายกับคุณชายสูงศักดิ์อย่างบอกไม่ถูก

ในระหว่างที่เขาสับสนกับเรื่องทั้งหมดนี้ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่วุ่นวายดังมาจากระยะไกล

หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงเรียก

“ท่านอ๋องน้อย!”

“ท่านอ๋องน้อย ท่านอยู่ที่ไหน”

เสียงนั้นดังมาจากหลายที่ เป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่กระจายกันตามหา

หลัวหลี่ยืนขึ้นและมองไปไกลๆ เกี่ยวกับคำเรียกท่านอ๋องน้อยนี้ ทำให้เขายิ่งงุนงง คนสมัยใหม่ที่ไหนใช้คำแบบนี้

เมื่อเขายืดตัวขึ้นตรงสูงกว่าวัชพืชที่อยู่ข้างหน้าก็ถูกคนเห็นทันที

“ท่านอ๋องน้อย!”

“ข้าเจอท่านอ๋องน้อยแล้ว อยู่ที่นี่”

ชายร่างสูงที่แต่งตัวเป็นองครักษ์ตะโกนเสียงดัง

ผู้คนที่ต่างกระจายกันตามหา เมื่อพวกเขาเห็นหลัวเลี่ยต่างก็วิ่งเข้ามา

คนที่เร็วที่สุดคือชายวัยกลางคนในวัยสี่สิบกว่า สวมชุดเกราะหนัง มีผิวคล้ำ และเคราสั้นสีดำหนาใต้กราม หลังจากเห็นหลัวเลี่ยเขาก็คุกเข่าข้างหนึ่งลงด้วยสีหน้าตื่นเต้น

คนอื่นๆ ก็คุกเข่าลงเช่นกัน

“คำนับท่านอ๋องน้อย!”

หลัวเลี่ยกะพริบตาและชี้มาที่จมูกของเขา “ฉัน ฉันคือท่านอ๋องน้อย?”

ชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นและพูดยืนยันว่า “ท่านคือท่านอ๋องน้อย”

“ท่านอ๋องน้อย? ท่านอ๋องน้อยอะไร”

“บุตรชายคนเดียวของอ๋องหนานหลี่แห่งแคว้นเป่ยสุ่ย ท่านอ๋องน้อยหลัวเลี่ย อนาคตอ๋องหนานหลี่”

“บุตรชายคนเดียวของอ๋องหนานหลี่? หลัวเลี่ย?!”

ในหัวของหลัวเลี่ยมีเสียงดังวิ้งๆ เขารู้สึกสับสนเล็กน้อยกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

คำถามของเขาทำให้ชายวัยกลางคนและองครักษ์หลายคนงุนงง หนึ่งในองครักษ์ถึงกับชี้ไปที่ชายวัยกลางคน ชายวัยกลางคนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พูดว่า “ท่านอ๋องน้อย ที่นี่อันตราย เราต้องออกไปให้เร็วที่สุด ผู้น้อยขออนุญาต”

ทันทีที่เขาโบกมือ องครักษ์สองคนก็ก้าวมาข้างหน้าหลัวเลี่ย และกลุ่มคนก็ถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว

ในเวลานี้หลัวเลี่ยก็ตระหนักได้

คงไม่ใช่ว่าเขาทะลุมิติมาใช่ไหม

รถม้าแล่นไปตามถนน

ภายในรถม้า หลัวเลี่ยจ้องมองด้วยสายตาว่างเปล่าไปที่สาวงามสองคนที่ไม่มีใครงามเทียบได้ตรงหน้าเขา หัวใจของเขาแตกสลาย เขาแน่ใจว่าเขาได้ทะลุมิติมาแล้วจริงๆ

หลังจากที่ถูกชายวัยกลางคนคนนั้นพากลับมา สาวสวยสองคนที่อยู่ตรงหน้าเขาเอาแต่ถามคำถามบางอย่างกับเขา สีหน้าหลัวเลี่ยดูหมดหวังไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น

ถึงแม้ว่าจะไม่ได้บ่งชี้ชัดเจนว่าเขาคือท่านอ๋องน้อย เพราะความแปลกประหลาดของการข้ามมิติ แต่เขายังคงมีชื่อเดิม สวมเสื้อผ้าของท่านอ๋องน้อยตัวจริง และยังฝันถึงจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อีก เรื่องราวเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกว่าเหมือนมีโชคชะตาบางอย่าง ดังนั้นเขาไม่รู้จะรับมืออย่างไร สุดท้ายจึงทำเป็นความจำเสื่อม

ด้วยวิธีนี้เขาจึงได้รู้เรื่องมากมายจากปากของสาวงามทั้งสอง

อย่างเช่นชายวัยกลางคนก่อนหน้านี้คือซูชิวเชิง หัวหน้าองครักษ์ของจวนอ๋องหนานหลี่ องครักษ์เหล่านั้นล้วนเป็นคนของจวนอ๋องหนานหลี่ กล่าวคือพวกเขาเป็นคนของท่านอ๋องน้อยตัวจริง

ในขณะนี้ซูชิวเชิงเป็นผู้นำกลุ่มองครักษ์คุ้มกันรอบๆ รถม้า

สำหรับสาวงามที่ไม่มีใครเทียบได้ทั้งสองที่อยู่ต่อหน้าเขาก็ล้วนมีภูมิหลังยิ่งใหญ่

คนที่ใส่ชุดสีแดง คือผู้ปกครองคนปัจจุบันของแคว้นเป่ยสุ่ย…หลิวหงเหยียน!

คนที่ใส่ชุดสีขาว คือคนสนิทคนแรกของหลิวหงเหยียน และยังเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่เติบโตมากับนางตั้งแต่ยังเด็ก…เสว่ยปิงหนิง!

สถานที่ที่เขาเดินทางไปเรียกว่าดินแดนเหยียนหวง

ดินแดนเหยียนหวงมีอาณาจักรใหญ่สองแห่ง และแคว้นเล็กๆ อีกแปดร้อยแคว้น

แคว้นเป่ยสุ่ยเป็นแค่หนึ่งในแคว้นเล็กๆ จากแปดร้อยแคว้นนั้น

และยังมีชื่อผู้ยิ่งใหญ่ของโลกเทพเจ้าที่กว้างขวาง เพราะหลิวหงเหยียนและเสว่ยปิงหนิงยังพูดถึงจีฉาง ตัวตนของพวกเขาไม่ใช่ซีป๋อโหว แต่เป็นจักรพรรดิแห่งอาณาจักรโจวที่ก้าวทันอาณาจักรซาง และเจียงจื่อหยา เขาเป็นจอมพลแห่งอาณาจักรโจว ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในอัจฉริยะที่น่าทึ่งและยอดเยี่ยมที่สุดในดินแดนเหยียนหวงในช่วงพันปีที่ผ่านมา

“ฝ่าบาท พ่อของข้าจากไปแล้วจริงหรือ” หลัวเลี่ยกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนึ่ง นั่นคือถ้าพ่อแม่ของท่านอ๋องน้อยตัวจริงยังอยู่ บางทีอาจพบว่าเขาเป็นตัวปลอม

หลิวหงเหยียนถอนหายใจและพูดเบาๆ “หลัวเลี่ย ต่อไปตอนที่ปลอดคนแล้วเจ้าเรียกข้าว่าพี่สาวเถอะ พ่อแม่ของเจ้าทั้งคู่เสียชีวิตเพื่อช่วยข้า ครั้งนี้ข้าไปอย่างลับๆ เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นสังเกตเห็น ข้าปล่อยให้เจ้าออกไปล่าสัตว์แล้วซ่อนตัวอยู่ในนี้ แต่ก็ถูกค้นพบจนได้ เพื่อหลอกล่อคนอื่น เจ้าไม่เพียงแต่พบอันตราย หากยังได้รับบาดเจ็บที่หัวจนสูญเสียความทรงจำ ข้าติดหนี้เจ้าแล้ว”

“เพื่อฝ่าบาท อ้อ ไม่ใช่สิ เพื่อพี่สาว ให้บุกนำลุยไฟที่ไหน ข้าน้อยก็เต็มใจ” หลัวเลี่ยหลังได้ยินว่าพ่อแม่ของท่านอ๋องน้อยไม่อยู่แล้ว ก็หมายความว่าเขาจะไม่ถูกเปิดเผย ดังนั้นสติของเขาก็กลับมา เขาตบที่หน้าอกและพูดอย่างมีน้ำใจ

“คิดไม่ถึงเลยว่า หลังจากเจ้าความจำเสื่อมจะแตกต่างไปจากเดิมมากจริงๆ เมื่อก่อนเจ้าน่าเบื่อมาก” หลิวหงเหยียนกล่าว

หลัวเลี่ยพึมพำ “แตกต่างแน่นอน ข้าทั้งสูง รวย หล่อ”

หลิวหงเหยียนถาม “เจ้าพูดอะไร”

“เปล่า ข้าแค่กำลังคิดว่าจะฝึกวรยุทธ์ดีไหม” หลัวเลี่ยพูดความคิดจริงๆ ในหัวออกมา

จากการแนะนำของหลิวหงเหยียนและเสว่ยปิงหนิง หลัวเลี่ยได้เรียนรู้ว่าดินแดนเหยียนหวงเป็นโลกที่การใช้กำลังภายในในการต่อสู้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ที่นี่ไม่ได้มองที่ศักดินา แต่ให้มองการเผชิญหน้ากับจักรพรรดิด้านวรยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุด ชีวิตของพวกเขาจะอยู่หรือตายก็ได้ตามใจปรารถนาทั้งนั้น

ดังนั้นอยากเป็นอิสระก็ต้องแข็งแกร่งให้พอ

แน่นอนว่าหลัวเลี่ยก็มีความคิดเช่นนั้น เขาเคยเป็นนักเรียนที่อ่อนแอมาก่อน ดังนั้นเมื่อมาที่นี่แล้วเขาคิดจะเป็นนักเรียนผู้นำ ถ้าเขาไม่ได้เป็นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ อย่างน้อยก็ควรจะกลายเป็นที่เคารพบูชาของทุกชีวิต

“เจ้าเต็มใจที่จะฝึกวรยุทธ์?” หลิวหงเหยียนกล่าวอย่างมีความสุข

เสว่ยปิงหนิงก็ยังแสดงความประหลาดใจ

หลัวเลี่ยกล่าว “ข้าไม่ชอบฝึกหรือ”

“เจ้าเคยเกลียดวรยุทธ์มาก ดังนั้นสิ่งตกทอดจากอ๋องหนานหลี่จึงมีแค่ความว่างเปล่า เจ้าเป็นได้แค่คนธรรมดา” หลิวหงเหยียนยิ้ม “ดูเหมือนว่าการความจำเสื่อมของเจ้าในครั้งนี้จะมีประโยชน์อยู่”

“ตอนนี้ข้าสนใจวรยุทธ์มาก หากวันหนึ่งข้าสามารถบินขึ้นไปบนท้องฟ้า เคลื่อนภูเขาและทะเล หยิบดาวและดวงจันทร์ได้ แค่คิดก็หล่อแล้ว” หลัวเลี่ยมองไปข้างหน้า

“เจ้าแค่อยากหล่อหรือ”

“ถ้าไม่หล่อแล้วจะจีบสาวได้อย่างไร อ้อ ไม่ ไม่ใช่ ถ้าไม่หล่อจะปกป้องพี่หงเหยียนจากคนที่หมายปองท่านเหล่านั้นได้อย่างไร ลองคิดดูสิ เวลามีคนหล่ออย่างข้ายืนอยู่ข้างๆ พี่สาว แล้วคนเหล่านั้นมองดูตัวเอง ก็คงละอายใจและยอมแพ้”

หลิวหงเหยียนยิ้มและส่ายหน้า “พี่สาวขอบใจเจ้ามาก” นางเอื้อมมือหยิบตำราออกมาจากกระเป๋าเฉียนคุณที่เอว “ข้าบังเอิญมีเคล็ดวิชาที่สืบทอดกันมาจากครอบครัวของเจ้า ที่เมื่อก่อนเจ้าไม่ชอบและให้ข้าเก็บไว้ นี่คือตำราเคล็ดวิชาฝึกตนหนานหลี่”

หลัวเลี่ยเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา แต่จู่ๆ ก็มีคำหนึ่งคำผุดขึ้นมาในหัวของเขา

การฝึกร่างกายต้องฝึกเคล็ดวิชามังกรสวรรค์ก่อน

การปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันของคำนี้ ดูเหมือนจะอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำของหลัวเลี่ย ซึ่งทำให้เขานึกถึงความฝันของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อีกครั้งโดยไม่รู้ตัว เพราะเขาไม่เคยได้ยินเรื่องเช่นสถานะของการฝึกวรยุทธ์ เคล็ดวิชามังกรสวรรค์ และอื่นๆ มาก่อน นี่คงเป็นสิ่งลึกลับที่ในความฝันของเขาที่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แตกสลายและรวมเข้ากับร่างกาย ทำให้เขามีความทรงจำเช่นนี้ได้

เขาไม่แน่ใจว่าสิ่งที่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์นำมาจะเป็นของจริงหรือไม่ เขาจึงพยายามพูดว่า “ข้าต้องการฝึกเคล็ดวิชามังกรสวรรค์”

เคล็ดวิชามังกรสวรรค์

ในรถม้าเงียบงัน

หลิวหงเหยียนและเสว่ยปิงหนิงมองไปที่หลัวเลี่ยอย่างประหลาดใจ เป็นเวลาสามนาทีที่ในรถม้ามีเพียงเสียงลมหายใจ

ไม่มีการฝึกนี้หรือ?

แย่แล้ว นี่ไม่ได้หมายถึงการฝันถึงจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เป็นเพียงความฝันหรือ นอกจากนำเขามาที่ดินแดนเหยียนหวงที่แปลกประหลาดนี้แล้ว ก็ไม่เหลืออะไรไว้ให้เขาเลยสักอย่าง

หลัวเลี่ยอารมณ์เสียเล็กน้อย ตอนแรกเขาคิดว่าความลำบากในการฝันถึงจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ตลอดหนึ่งปีของตนจะสร้างความอัศจรรย์มากกว่านี้

“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะฝึกเคล็ดวิชามังกรสวรรค์?” หลิวหงเหยียนกล่าว

หลัวเลี่ยที่กำลังหงุดหงิดได้ยินก็ใจสั่น

มีเคล็ดวิชามังกรสวรรค์จริงๆ!

หมายความว่านอกจากความฝันถึงจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์จะส่งเขามาที่ดินแดนเหยียนหวงแล้วยังมีสิ่งอื่นอีก มิเช่นนั้นเหตุใดจู่ๆ ถึงปรากฏความทรงจำที่ว่าต้องฝึกเคล็ดวิชามังกรสวรรค์ได้

“ใช่ๆ” หลัวเลี่ยรีบตอบ “ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนข้าสนใจการฝึกนี้มาก”

หลิวหงเหยียนและเสว่ยปิงหนิงมองหน้ากัน

“ที่แท้การที่เจ้าไม่สนใจฝึกวรยุทธ์ไม่เป็นความจริง เพียงแต่พยายามที่จะฝึกเคล็ดวิชามังกรสวรรค์” หลิวหงเหยียนกล่าว

“พยายามฝึก?” หลัวเลี่ยขมวดคิ้ว

หลิวหงเหยียนอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับเคล็ดวิชามังกรสวรรค์

เคล็ดวิชามังกรสวรรค์ไม่ได้สร้างโดยมนุษย์ แต่เกิดจากต้นไม้ล้ำค่าบนเทือกเขาคุนหลุนด้านตะวันตก ที่ดูดซับแก่นแท้ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นเวลากว่าสามหมื่นหกพันปี แล้วผลิดอกออกผลร่วงลงสู่พื้น ก่อนจะแตกออกส่งกลิ่นหอมกระจายไปหลายพันลี้ ดึงดูดผู้คนนับไม่ถ้วนให้มาพบเจอผลที่แตกออกใต้ต้นไม้ล้ำค่านี้ จากนั้นอักขระโบราณค่อยๆ ลอยออกมาทีละตัว ก่อนที่อักขระเหล่านี้จะรวมกันกลายเป็นเคล็ดวิชามังกรสวรรค์

ผู้คนในเวลานั้นรู้สึกราวกับว่าค้นพบขุมทรัพย์ พวกเขาฝึกฝนทักษะอันสูงสุดนี้ที่ลงมาจากสวรรค์

ในหมู่คนที่ฝึกมีศิษย์ของมหาเทพจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีใครสามารถฝึกสำเร็จ นับแต่นั้นมา เคล็ดวิชามังกรสวรรค์ก็ถูกเข้าใจว่ามีข้อบกพร่องและไม่สามารถฝึกได้

เหตุการณ์นี้ทำให้มหาเทพเต้าเต๋อเทียนจุนตื่นตระหนก

มหาเทพเป็นผู้ยิ่งใหญ่ กฎของโลกไม่สามารถทำอะไรท่านได้ ท่านแค่กล่าวเพียงคำเดียวก็กำหนดชะตาของโลกได้

มหาเทพเต้าเต๋อเทียนจุนมองไปที่เคล็ดวิชามังกรสวรรค์ และกล่าวว่าการฝึกนี้ถูกต้อง ทั้งยังเป็นการฝึกที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไม่มีการฝึกไหนเทียบได้ แม้แต่มหาเทพเต้าเต๋อเทียนจุนเองก็เสียใจ ที่เขากลายเป็นมหาเทพแล้วทำให้ไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนวิธีนี้ นับเป็นความเสียใจอย่างยิ่งในชีวิต

คำกล่าวของมหาเทพ ย่อมไม่มีผู้ใดสงสัยอีก

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่มีเคล็ดวิชามังกรสวรรค์มา ก็ไม่เคยมีผู้ใดฝึกสำเร็จมาก่อน ไม่ว่าคนคนนั้นจะเก่งกาจสักเพียงใดก็มักจะท้อใจเสมอ

มหาเทพเต้าเต๋อเทียนจุนมีอีกชื่อคือไท่ช่างเหล่าจวิน

หลิวหงเหยียนถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้ผู้ที่โดดเด่นที่สุด มีหวังที่จะขึ้นเป็นเทพคือเจียงจื่อหยา จอมพลของอาณาจักรโจว และเหวินจง ปรมาจารย์ของอาณาจักรชาง แม้ทั้งสองจะมีพรสวรรค์ที่น่าทึ่ง แต่ยังใช้เวลานับสิบปีฝึกฝนได้เพียงระดับห้าเท่านั้น ทั้งสองยังไม่สามารถฝึกเคล็ดวิชามังกรสวรรค์ได้สำเร็จ ต้องเปลี่ยนไปฝึกวิธีอื่น จนตอนนี้เกือบจะขึ้นเป็นเทพแล้ว คนที่โดดเด่นล้วนรู้ว่าเคล็ดวิชามังกรสวรรค์ไม่สามารถฝึกจนสำเร็จได้ เจ้ายังอยากจะฝึกอยู่อีกหรือ”

คิ้วของหลัวเลี่ยกระตุกหลายครั้ง

เขาตกใจอย่างมากกับประวัติความเป็นมาของเคล็ดวิชามังกรสวรรค์

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีผู้ใดฝึกสำเร็จ

แม้แต่ลูกศิษย์ของมหาเทพยังไม่อาจฝึกสำเร็จได้

การเป็นศิษย์ของมหาเทพ แค่คิดก็รู้แล้วว่าคงเป็นคนที่มีพรสวรรค์น่าทึ่ง

“ข้าอยากลองดูสักครั้ง”

หลัวเลี่ยยังคงไม่ยอมแพ้ เขามีจิตใต้สำนึกที่เชื่อมั่นในจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

เนื่องจากความฝันของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์นำเขามาที่ดินแดนเหยียนหวง และทำให้เขากลายเป็นท่านอ๋องน้อย เช่นนั้นความทรงจำที่ทิ้งไว้จึงไม่ได้ไร้จุดหมายอย่างแน่นอน

ดังนั้นเขาจะลองดูสักครั้ง

หลิวหงเหยียนไม่คัดค้าน เพียงแต่พูดเบาๆ ว่า “เคล็ดวิชามังกรสวรรค์ได้เผยแพร่ในดินแดนเหยียนหวงเมื่อหลายพันปีก่อน ข้าเคยพยายามลองฝึกแล้ว ยังจำอยู่ในใจถึงตอนนี้ ข้าสามารถถ่ายทอดให้เจ้าได้ แต่ข้าหวังว่าหากภายภาคหน้าเจ้าล้มเหลว ก็จะเปลี่ยนมาฝึกตำราหนานหลี่ซึ่งที่บ้านของเจ้าทิ้งไว้ให้”

“ข้ายังไม่ได้ลองเลย พี่หงเหยียนกลับคิดว่าข้าจะล้มเหลวเสียแล้ว” หลัวเลี่ยเม้มริมฝีปาก

หลิวหงเหยียนและเสว่ยปิงหนิงมองหน้ากันและยิ้ม เรื่องล้มเหลวในการฝึกเคล็ดวิชามังกรสวรรค์นี้จำเป็นต้องอธิบายอีกหรือ

ยิ่งพวกนางเป็นเช่นนี้ หลัวเลี่ยยิ่งตื่นเต้นอยากจะลอง

“พี่หงเหยียนบอกวิธีฝึกให้ข้าเถอะนะ” หลัวเลี่ยไม่โต้แย้งอีกต่อไป

ในตอนนั้นหลิวหงเหยียนก็ได้บอกถึงเนื้อหาของเคล็ดวิชามังกรสวรรค์ ซึ่งมีความยาวถึงหนึ่งหมื่นตัวอักษรออกมาหนึ่งรอบ

หลัวเลี่ยประหลาดใจมาก เขาฟังเพียงหนึ่งรอบกลับจำได้ทั้งหมดแล้ว นอกจากนั้นยังสามารถท่องซ้ำได้อีกหนึ่งรอบโดยไม่ผิดแม้แต่คำเดียว ทำให้หลิวหงเหยียนพูดไม่ออก บอกตามตรง หลัวเลี่ยลืมไปแล้วว่าเธอคือใคร เมื่อจำเคล็ดวิชามังกรสวรรค์ได้ เขาก็ไม่แปลกใจเลยที่จะมีคนไม่ฝึกฝน เพราะความรู้สึกเหมือนว่าถูกเคล็ดวิชามังกรสวรรค์ระงับไว้ไม่ให้ฝึกได้ หลัวเลี่ยได้แต่กลอกตา

และตอนนี้หลัวเลี่ยก็ตกใจยิ่งขึ้น

เขารู้จักตนเองดี เขามีความสามารถในการจำที่น่าทึ่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?

สิ่งนี้ทำให้เขานึกถึงการสลายของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ในฝันครั้งนั้นอีกครั้ง

จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์สลายกลายเป็นอนุภาคสีขาวราวกับหิมะจำนวนนับไม่ถ้วน และรวมเข้ากับร่างกายของเขา ทำให้เขาเจ็บปวดจากการถูกฉีก บดขยี้ และประกอบขึ้นใหม่

“เป็นไปได้ไหมว่าความเจ็บจากการถูกฉีกออกและประกอบขึ้นใหม่ ทำให้ร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลงไป?”

หลัวเลี่ยตื่นเต้นเล็กน้อย

หากเป็นเช่นนี้ บางทีเขาอาจจะฝึกเคล็ดวิชามังกรสวรรค์ได้สำเร็จ

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้เขาก็หลับตาลง และเริ่มนึกถึงเคล็ดวิชามังกรสวรรค์อีกครั้ง

การนึกครั้งนี้ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ อีกแล้ว

ในสายตาของคนสมัยใหม่เช่นเขา เคล็ดวิชามังกรสวรรค์ที่เข้าใจยากนั้นเรียบง่ายจริงๆ ราวกับว่าเขาเข้าใจมันอยู่ในใจแล้ว เขาสามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดาย และพยายามฝึกฝนตามคำสอนของตำรานี้

“เริ่มฝึกแล้วหรือ? รีบร้อนจริงๆ” น้ำเสียงเย็นชาเล็กน้อยของเสว่ยปิงหนิงดังขึ้น

“เดิมทีข้าอยากจะอธิบายให้เขาฟังสักเล็กน้อยเกี่ยวกับสิ่งที่ข้าได้เรียนรู้ แต่ในเมื่อเขารีบร้อนเช่นนี้ ก็ปล่อยให้เขารั้นต่อไปเถอะ เดี๋ยวก็คงยอมแพ้แล้ว” หลิวหงเหยียนพูดยิ้มๆ

เสว่ยปิงหนิงพูดด้วยความกังวลว่า “ข้ากลัวว่าเขาจะเหมือนเมื่อก่อน ถูกพิษของเคล็ดวิชามังกรสวรรค์แล้วจะไม่สนใจฝึกวรยุทธ์อย่างอื่นอีก”

หลิวหงเหยียนถอนหายใจ เปิดม่านออกแล้วมองไปข้างนอก “ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ให้เขาอยู่ห่างจากเมืองหลวง มอบที่ดินให้เขากลายเป็นเศรษฐีแล้วกัน”

เสว่ยปิงหนิงหมดคำพูด และนั่นก็เป็นวิธีเดียว ด้วยในตอนนี้แคว้นเป่ยสุ่ยเหมือนมีกระแสน้ำเชี่ยวกราก การอยู่ในเมืองหลวงจะเป็นอันตรายกับหลัวเลี่ยซึ่งไม่มีความสามารถในการป้องกันตัวเอง

รถม้ายังคงแล่นต่อไป

ในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงหลัวเลี่ยก็รู้สึกได้ถึงพลังที่พลุ่งพล่านในร่างกายของเขา

ความรู้สึกถึงพลังเป็นเครื่องยืนยันถึงการฝึกฝนวรยุทธ์

เมื่อรับรู้ได้ถึงพลัง ก็หมายถึงการเข้าสู่การฝึกวรยุทธ์อย่างเป็นทางการ

สิ่งนี้ทำให้หลัวเลี่ยตื่นเต้นมาก

ความรู้สึกถึงพลังหมายความว่า เขาสามารถฝึกเคล็ดวิชามังกรสวรรค์ได้ สิ่งนี้เกิดขึ้นในหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น

เวลานี้ก็ดึกแล้ว รถม้าหยุด และกลุ่มคนก็มองหาที่เงียบสงบเพื่อพักผ่อน

ซูชิวเชิงหัวหน้าองครักษ์ของจวนหนานหลี่ออกคำสั่งให้องครักษ์กระจายกำลังอารักขา ค้นหาจุดบอดของสถานที่เพื่อปกป้องที่นี่ ระยะทางที่ใกล้ที่สุดคือราวหนึ่งลี้[1] และให้เฝ้าระวังในรัศมีห้าลี้

ซูชิวเชิงยังนั่งบนก้อนหินในระยะไกล และให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวรอบตัวเขาเสมอ

ใจกลางมีเพียงพวกของหลัวเลี่ยสามคนเท่านั้น

หลังจากกินข้าวแล้ว หลัวเลี่ยแทบรอไม่ไหวที่จะเข้าสู่การฝึกฝนอีกครั้ง หลิวหงเหยียนและเสว่ยปิงหนิงมองท่าทางของเขาแล้ว ทั้งคู่แสดงความกังวลว่า หลัวเลี่ยจะถูกความล้มเหลวจากการฝึกเคล็ดวิชามังกรสวรรค์ทำให้ไม่อยากฝึกฝนวรยุทธ์อีกต่อไป

หลัวเลี่ยไม่ได้สนใจพวกนาง และจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนของเขา

หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม[2] การสั่นสะเทือนของพลังเกิดเป็นกระแสที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นลมปราณ และหลัวเลี่ยก็รู้ว่าเขาได้ก้าวเข้าสู่การฝึกร่างกายในระดับแรกแล้ว

ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม หลัวเลี่ยก้าวเข้าสู่การฝึกร่างกายในระดับที่สอง

ผ่านไปหนึ่งชั่วยามครึ่ง หลัวเลี่ยก้าวเข้าสู่การฝึกร่างกายในระดับที่สาม

……………….

[1] 1 ลี้ = 500 เมตร

[2] 1 ชั่วยาม = 2 ชั่วโมง

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...