ย้อนเวลากลับมารักยุค80
ข้อมูลเบื้องต้น
จินเยว่เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลชื่อดังในกรุงปักกิ่ง แต่ถูกเพื่อนรักและแฟนหักหลัง เพราะตัวเธอเองทำงานหนักไม่มีเวลาว่างให้กับแฟนหนุ่ม เธอจึงตัดสินใจย้ายที่ทำงานจากปักกิ่งกลับไปบ้านของคุณยายที่กว่างโจว
หลังจากที่ย้ายกลับมาอยู่บ้านเกิดของคุณยายสิ่งที่เธอไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเธอได้ย้อนเวลากลับไปสู่สมัยยุคอดีต
…………………….
ย้อนเวลากลับมารักยุค 80 (1)
จินเยว่นอนมองหลังคาบ้านที่ทำด้วยฟางข้าวด้วยสายตาว่างเปล่า เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ตอนนี้ตัวเองได้ย้อนเวลากลับมาสู่ยุคในอดีต และที่เลวร้ายที่สุดในเวลาก็คือเธอกำลังจะตายด้วยความหิว กระเพาะของจิวเยว่ส่งเสียงร้องเตือนเธอว่าหญิงสาวไม่ได้กินอะไรมาเป็นเวลานานแล้ว
ร่างของเด็กผู้หญิงที่เธอเข้ามาอยู่ในตอนนี้ มีชื่อว่าจินเยว่เป็นชื่อที่เหมือนกับเธอ แต่ร่างนี้มีอายุเพียงสิบเก้าปีในขณะที่เธอในยุคปัจจุบันอายุสามสิบหกปี เราสองคนอายุห่างกันเกือบสิบเจ็ดปี
จินเยว่เป็นยุวชนที่ถูกครอบครัวส่งลงมาทำงานที่ชนบท เพราะพ่อและแม่ของจินเยว่ ไม่ต้องการส่งลูกชายให้ไปลำบากที่ชนบทห่างไกลจากในเมือง
จึงตัดสินใจส่งจินเยว่ที่เป็นลูกสาวมาทำงานแทน วันที่เธอเดินทางมาที่ชนบทแห่งนี้จินเยว่เพิ่งมีอายุได้แค่สิบสองปี เธอถูกครอบครัวส่งมาทำงานที่หน่วยชนบทที่อยู่ห่างไกล เพียงเพราะเธอเป็นลูกสาว
ครอบครัวของจินเยว่เป็นครอบครัวที่ฐานะปานกลาง แต่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว เพราะรัฐบาลมีนโยบายกำหนดให้หนึ่งครอบครัวมีลูกได้แค่สองคน
เมื่อแม่ของเธอท้องและคลอดลูกชายคนที่สามออกมา จินเยว่ที่เป็นลูกคนที่สองและยังเป็นผู้หญิง จึงถูกย่าของเธอบอกให้แม่เธอส่งเธอออกไปทำงานที่ชนบท
จินเยว่จึงถูกพ่อแม่ของเธอส่งมาทำงานชนบทที่อยู่ห่างไกล โดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าเธอจะมีชีวิตแบบไหน พ่อของเธอทำงานเป็นคนงานที่โรงงานเหล็ก แม่ของเธอทำงานที่โรงงานทอผ้า พี่ชายของเธออายุมากกว่าเธอสามปีเขาอายุสิบห้าปีแล้ว
แต่เขาก็ยืนมองเธอที่เป็นเด็กผู้หญิง ถูกส่งมาทำงานที่ชนบทโดยที่ไม่สนใจอะไรเลย พวกเขาไม่ต้องการจินเยว่ มันเป็นครอบครัวที่ใจร้ายเหมือนกับครอบครัวของเธอที่อยู่ในยุคปัจจุบันจริง ๆ ที่พ่อและแม่ของเธอก็ไม่ต้องการเธอเช่นกัน
พ่อแม่ของจินเยว่ในยุคปัจจุบันแยกทางกัน และทั้งคู่ก็ไปแต่งงานใหม่โดยที่ไม่มีใครต้องการเธอ ปล่อยให้จินเยว่ต้องเติบโตมากับคุณยายของเธอที่กว่างโจว
คุณยายเลี้ยงดูเธอมาจนกระทั่งเธอเรียนจบมหาลัย เธอและคุณยายใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตามประสายายหลานอย่างมีความสุข จนกระทั่งท่านจากเธอไปเพราะอาการโรคชรา
จินเยว่ลางานเพื่อกลับมาจัดการงานศพของคุณยายที่บ้านเกิด เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยจินเยว่ที่กำลังเสียใจจากการสูญเสียคุณยายที่รัก จึงต้องการกำลังใจจากแฟนหนุ่มของเธอ
จินเยว่เดินทางไปพบเขาที่บ้านของอี้หานที่เป็นแฟนกันมานานเกือบสิบปี โดยที่เธอไม่ได้โทรบอกล่วงหน้า
จินเยว่ต้องการทำให้เขาแปลกใจ แต่เธอกลับถูกทำให้แปลกใจแทน เมื่อพบแฟนหนุ่มของเธอและเพื่อนสาวคนสนิทที่สุดของเธอ กำลังนอนกอดกันบนเตียงนอนในห้องนอนของในบ้านแฟนหนุ่ม
จินเยว่นอนคิดถึงความหลังระหว่างเธอกับอี้หานที่เป็นคนรักกับซินอี้ที่เป็นเพื่อนของเธอ ไม่รู้ว่าสองคนนั้นแอบคบกันลับหลังเธอมานานแค่ไหนแล้ว จินเยว่ถอนหายใจด้วยความเศร้าใจ ตอนนี้เธอไม่มีอารมณ์จะคิดถึงความหลังแล้ว เพราะเธอรู้สึกหิวจนแสบท้องไปหมด
เธอพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งแล้วมองดูห้องพักช้า ๆ เธอรู้ว่าตอนนี้เธอไม่มีอาหารเหลือแล้วเพราะปันส่วนของเดือนนี้ยังไม่ได้รับการแจกจ่าย และเธอที่มีร่างกายที่อ่อนแอไม่มีแรงมากพอที่จะทำงานได้เท่าคนอื่นคะแนนงานจึงได้น้อย เธอจะได้ส่วนของอาหารในแต่ละเดือนน้อยตามคะแนนงาน ถ้าวันนี้ฉันไม่ได้กินอะไรฉันต้องตายเพราะความหิวแน่เลย จินเยว่ขยับลุกขึ้นนั่งเอนตัวพิงกำแพงหัวเตียง
ห้องนี้เป็นห้องนอนรวมมีเตียงที่ทำจากไม้ไผ่วางเรียงกันหกเตียง ซึ่งเป็นห้องนอนรวมของยุวชนหญิงที่ถูกส่งตัวมาทำงานที่ชนบทแห่งนี้ เธอหลับตาลงอย่างหมดแรงตอนนี้เธอคงจะทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากยอมรับความหิวโหย
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนจินเยว่ลืมมาตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดท้อง เธอนอนมองดูสภาพของห้องนอนที่เปลี่ยนไปอีกครั้งอย่างงุนงง เวลานี้เธอกำลังนอนอยู่บนที่นอนนุ่ม ๆ ภายในห้องนอนของเธอที่บ้านของคุณยาย
หรือว่าเมื่อกี้เธอหลับไปแล้วฝันไปใช่ไหม จินเยว่รีบลุกขึ้นเดินออกจากห้องนอนไปที่ห้องครัว เพื่อที่จะหาอะไรกิน ตอนนี้เธอหิวมาก เหมือนความหิวมันตามเธอออกมาจากความฝัน เธอมีชีวิตอยู่อายุจะสี่สิบปีแล้วไม่เคยหิวแบบนี้มาก่อนในชีวิต แม้สมัยที่เธอยังเด็กคุณยายจะไม่ได้ตามใจเธอมากนัก แต่ท่านก็ไม่เคยปล่อยให้เธอหิวจนแสบท้องแบบนี้
จินเยว่เปิดตู้เย็นหยิบขวดนมออกมาเทใส่แก้วก่อนที่จะยกขึ้นดื่มอย่างหิวโหย พร้อมกับหยิบขนมปังออกมากินเธอกินเหมือนตัวเองไม่ได้กินข้าวมานานหลายวัน
เธอจำได้ว่าก่อนที่จะนอนหลับเธอเพิ่งจะกินอาหารเที่ยงไป แล้วตอนนี้ก็เพิ่งจะบ่ายสองเอง เธอไม่น่าจะมีอาการหิวมากขนาดนี้สงสัยฝันว่าหิวแล้วความหิวมันตามออกมาจริง ๆ จินเยว่นั่งกินขนมปังกับน้ำผลไม้และนมจนรู้สึกว่าตัวเองเริ่มอิ่มแล้วจึงหยุดกิน
“ความหิวช่างเป็นสิ่งที่ทรมานจริง ๆ ”
จินเยว่มองดูอาหารที่อยู่ในตู้เย็นแทบจะไม่เหลืออะไรให้กินแล้ว เธอจึงตัดสินใจจะออกไปซื้อของมาไว้ในบ้านเพราะเธอกลับมาอยู่บ้านได้สองวันแล้ว แต่ยังไม่ได้ไปซื้อของเข้าบ้านเลย
สรุปเมื่อกี้เป็นเพียงความฝันอย่างนั้นใช่ไหม เธอฝันไปว่าเธอได้ย้อนไปในอดีตในช่วงที่มีการปฏิวัติวัฒนธรรมภายในประเทศ ชีวิตของเธอช่วงนี้มีแต่เรื่องให้เครียดมากเกินไป ถึงทำให้จินเยว่มีความฝันแบบประหลาดและเหมือนจริงเช่นนั้น
จินเยว่แต่งตัวเพื่อเตรียมออกไปซื้อของใช้ภายในบ้านที่จำเป็น เธอคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา มันคงจะเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น ถ้าเธอสามารถย้อนเวลากลับไปได้จริงโลกนี้คงจะอัศจรรย์มาก
ย้อยเวลากลับมารักยุค 80 (2)
จินเยว่นอนมองหลังคาบ้านที่ทำด้วยฟางข้าวด้วยสายตาว่างเปล่าอีกครั้ง เธอกำลังฝันอยู่ใช่ไหมแต่ฝันของเธอครั้งนี้ไม่มีความหิวอีกแล้ว
“จินเยว่ เธอตื่นแล้วใช่ไหม กัปตันทีมให้เอาอาหารปันส่วนของเธอในเดือนนี้มาให้”
“ขอบใจนะเจียลี่”
“ไม่เป็นไร กัปตันทีมรู้ว่าเธอเป็นลมหมดสติไปเพราะความหิว จึงได้ปันส่วนของเดือนนี้มาให้เธอก่อนคนอื่น เธอรีบไปทำอะไรกินก่อนเถอะฉันจะไปซักผ้าก่อน”
จินเยว่มองตามแผ่นหลังของหญิงสาวที่เดินออกไปจากประตูห้องนอนอย่างมึนงง สรุปนี้ยังเป็นความฝันอยู่ใช่ไหมเธอกำลังฝันต่อจากครั้งที่แล้ว ทำไมเธอถึงรู้จักชื่อของผู้หญิงคนนั้นละสรุปว่าความทรงจำที่เธอมีอยู่ในสมองนี้มันคืออะไร
จินเยว่หยิกแขนตัวเองอย่างแรงเพื่อพิสูจน์ว่าความจริงหรือความฝัน
“โอ้ยย…อู้ยย เจ็บมากเลย สรุปว่านี้คือความจริงใช่ไหม?”
เธอย้อนอดีตมาอยู่ในร่างของคนอื่นจริง ๆ ใช่ไหม จินเยว่ไม่อยากจะเชื่อเลย เธอเรียนจบแพทย์มา ทุกอย่างที่เธอรู้ต้องเป็นวิทยาศาสตร์ ต้องสามารถพิสูจน์ได้ด้วยเหตุและผล แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับจินเยว่ในตอนนี้ เธอไม่สามารถอธิบายได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอใน
การที่เธอสามารถย้อนมาในอดีตได้และมาอยู่ในร่างของใครก็ไม่รู้ที่มีชื่อเหมือนเธอ และยังได้ความทรงจำของร่างนี้มาด้วย มันไม่มีความเป็นจริงและไม่สามารถเป็นไปได้ ทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ มันเป็นไปไม่ได้ในแง่ของวิทยาศาสตร์ เธอเป็นคนรุ่นใหม่ถูกสอนให้เชื่อแต่เรื่องวิทยาศาสตร์ จินเยว่ไม่เชื่อเรื่องศักดินาและสิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็น
จินเยว่เอนตัวลงนอนด้วยอาการเวียนหัว ถ้าให้เธอย้อนกลับมาอยู่ในยุคอดีตจริง ๆ เธอคงจะมีชีวิตต่อไปอีกไม่ได้แน่ ๆ หลัก ๆ เลยเธอก่อไฟไม่เป็นทำอาหารไม่ได้ ถึงแม้เธอจะอยู่กับคุณยายที่ชนบทแต่ชีวิตก็ไม่ได้ลำบากขนาดนั้น
จินเยว่เธอต้องนอนให้หลับนี้เป็นเพียงความฝันอย่าตื่นเต้น อย่าตกใจเธอเพียงแค่หลับแล้วฝันไป
ถ้าฉันตื่นขึ้นมาฉันจะอยู่บนเตียงที่มีที่นอนหนานุ่มและผ้าห่มอุ่น ๆ เธอจะอยู่ภายในบ้านที่เคยอยู่กับคุณย่า
หลับตาลง นอน นอนให้หลับเธอจงหลับ จินเยว่สะกดจิตตัวเองให้นอนก่อนที่เธอจะหลับไปจริง ๆ
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ จินเยว่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกเธอจึงลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างมึนงงอีกครั้ง
เธอมองดูฝ้าเพดานห้องสีขาวที่ทำจากวัสดุที่ทันสมัย ที่นอนหนานุ่มและผ้าห่มที่มีกลิ่นหอม ต่างจากในฝันที่เธอเห็นเป็นอย่างมากจินเยว่ยิ้มอย่างดีใจ
“ใช่มันเป็นเพียงแค่ฝันไปจริง ๆ”
จินเยว่พูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่จะลุกขึ้นจากเตียงนอน เมื่อก้าวเท้าลงจากเตียงเท้าของเธอก็สะดุดของบางอย่างที่อยู่ข้างเตียงจนเกือบจะล้มลง
“ใครเอาอะไรมาไว้ตรงนี้??”
จินเยว่ก้มลงจับถุงผ้าเก่า ๆ ที่ตัวเองสะดุดเกือบล้มอย่างสงสัย เธอเปิดดูด้วยความอยากรู้ว่าอะไรอยู่ข้างใน ก่อนที่จะมองอย่างตกตะลึง
“แป้งข้าวโพดที่บดมันมาได้ยังไง??”
จินเยว่ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ ไม่จริงใช่ไหมมันเหมือนกับถุงผ้าของหญิงสาวที่อยู่ในฝันเอามาให้เธอเลย เธอเรียกผู้หญิงคนนั้นชื่อว่าอะไรนะ
จินเยว่พยายามนึกแต่ก็นึกไม่ออกทำไมเธอถึงนึกไม่ออกนะ หรือมีใครเอาเข้ามาไว้ในห้องนอนของเธอ หรือมีคนแกล้งเธอ จินเยว่คิดด้วยความหวาดกลัวเพราะถ้ามีคนเอาเข้ามาไว้จริง ๆ แสดงว่าเธอกำลังถูกจับตามองอยู่ใช่ไหม
แต่บ้านของเธอก็มีระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนา เป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครแอบเข้ามาโดยที่สัญญาณกันขโมยจะไม่ดังขึ้น
“หรือเป็นเพราะช่วงนี้เราจะเครียดเกินไป?”
ใช่อาจจะเป็นเพราะเธอเครียดเกินไปไหนจะเรื่องที่คุณยายเพิ่งเสียชีวิต ไหนจะเรื่องอี้หานแฟนหนุ่มและซินอี้เพื่อนสนิทแอบคบกันลับหลังเธออีก เธอต้องหาเวลาไปพักผ่อนสักหน่อยก่อนที่วันลาพักร้อนของเธอจะหมด
จินเยว่ตัดสินใจเก็บกระเป๋าเพื่อเดินทางไปพักผ่อนอย่างที่คิดไว้ทันที เธอตัดสินใจเที่ยวที่กว่างโจวก่อนแล้วค่อยเดินทางไปเที่ยวที่เซินเจิ้นต่อ
ถึงแม้จินเยว่จะเติบโตที่กว่างโจวกับคุณยาย แต่เธอก็ไม่มีเวลาที่จะไปเที่ยวที่ไหนเลย นอกจากสถานที่แถวใกล้บ้าน หลังจากเรียนจบมหาลัยแพทย์ เธอก็เริ่มทำงานจึงไม่มีเวลาว่างที่จะไปเที่ยวไหนเลย อาชีพของเธอเป็นอาชีพที่มีรายได้มั่นคงแต่ก็เป็นอาชีพที่ไม่เคยมีเวลาว่างเป็นของตัวเองเลย
หลังจากที่จินเยว่ตัดสินใจลาออกจากโรงพยาบาลที่ปักกิ่ง เพื่อมาทำงานโรงพยาบาลที่กว่างโจว เธอก็ได้มีวันหยุดแบบคนอื่นเขาสักที
เธอโชคดีที่คุณยายมีมรดกส่วนตัวพอสมควร ท่านจึงสามารถจ่ายค่าเลี้ยงดูเธอในสมัยก่อนได้อย่างไม่ขัดสนอะไร และยังสามารถส่งเธอเรียนจนจบมหาลัยแพทย์แบบสบายๆ
เพราะคุณยายมีแม่ของเธอเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว ท่านจึงตัดสินใจมอบมรดกทุกอย่างให้กับจินเยว่ ที่เป็นหลานสาว เพื่อเป็นการชดเชยที่แม่ของเธอทิ้งเธอไปมีครอบครัวใหม่
คุณยายเคยบอกเธอว่า หลานสาวอีกสองคนที่เป็นลูกสาวของแม่เธอ พวกเขามีพ่อกับแม่หาให้อยู่แล้ว ไม่เหมือนกับจินเยว่ที่เป็นเด็กกำพร้าไม่มีทั้งพ่อและแม่ ท่านจึงตัดสินใจมอบมรดกของท่านให้จินเยว่
หลังจากเสร็จพิธีงานศพของคุณยาย ทนายความที่ได้รับมอบหมายก็ได้เดินทางมาเปิดพินัยกรรมของคุณยาย แม่ของเธอคัดค้านพินัยกรรมที่คุณยายทำไว้แต่ก็ไม่เป็นผล
เพราะพินัยกรรมที่คุณยายได้ทำไว้นั้น ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจินเยว่เป็นทายาทรับมรดกแต่เพียงผู้เดียว หากเธอเป็นอะไรไปหรือไม่สามารถรับมรดกได้ ให้บริจาคทรัพย์สินทั้งหมดให้กับองค์กรของรัฐบาลเพื่อการกุศลทันที ทำให้แม่ของเธอต้องกลับไปด้วยความโมโห
จินเยว่แพคกระเป๋าเสื้อผ้าใส่ท้ายรถยนต์ วันนี้เธอตั้งใจจะไปเที่ยวแบบค่ำไหนนอนนั้น และจะขับรถออกไปเที่ยวนอกเมือง ด้วยหวังว่าความฝันบ้า ๆ นั้นจะไม่ติดตามไปหลอกหลอนเธอ
จินเยว่ขับรถมุ่งหน้าสู้สถานที่ท่องเที่ยวด้วยใจที่เบิกบาน วันหยุดที่แสนจะโหยหา ในที่สุดก็มีวันที่ได้แบกกระเป๋าเที่ยวเหมือนคนอื่น ๆ สักที
สถานที่แรกที่จินเยว่ไปก็คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านกวางโจว เมืองกวางโจว ซึ่งสร้างในสมัยราชวงศ์ชิง จินเยว่ใช้เวลาเกือบครึ่งวัน ในการเดินชมความงามและซึมซับบรรยากาศและกลิ่นอายของคนโบราณสมัยก่อน
จินเยว่ออกจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านกวางโจว ก็เป็นเวลาเกือบบ่ายสามโมง เธอไม่คิดเลยว่าตัวเองจะใช้เวลานานขนาดนี้ จินเยว่ใช้เวลาอยู่ในนั้นเกือบสี่ชั่วโมงอยู่ภายในนั้น
สงสัยคืนนี้ต้องหาที่พักแถวนี้แล้วละเพราะตอนนี้เธอหิวมาก จินเยว่ตัดสินใจหาโรงแรมที่พักใกล้ ๆ แถวนี้เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวจึงทำให้มีโรงแรมที่พักหลายแห่ง
“สวัสดีซินหยาง”
จินเยว่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำหลังจากอาบน้ำเสร็จ เธอได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือของเธอดังขึ้นพอดี เมื่อเห็นชื่อที่โทรมาจึงกดรับ
“ตอนนี้เธออยู่ไหน?”
น้ำเสียงปลายสายที่ถามเธอมีน้ำเสียงห่วงใยและกังวล ทำให้จินเยว่ที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าต่างกระจกของห้องพักภายในโรงแรง ต้องยกยิ้มด้วยความอ่อนใจกับความห่วงใยของเพื่อนชายเธอคนนี้
“ฉันอยู่ในช่วงพักร้อน ตอนนี้กำลังท่องเที่ยวอยู่”
“จินเยว่ เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
“อืมม ฉันสบายดี”
“เธอโทรหาเราสองคนได้ตลอดเวลาเข้าใจไหม?”
“อืมม ฉันรู้ ขอบใจนายกับถิงถิงที่คอยห่วงใยฉัน”
“พวกเราเป็นเพื่อนกัน”
“ใช่ฉันดีใจมากที่ได้เป็นเพื่อนกับนายและถิงถิง พวกเธอทั้งสองคนดีกับฉันมาก”
“อืมม ดูแลตัวเองดี ๆ นะจินเยว่ อย่าลืมโทรมาหาพวกเราถ้าเธอว่างเธอต้องมาเยี่ยมพวกเรานะ ถ้าฉันกับถิงถิงว่างจะไปหาเธอที่กวางโจว”
“ได้ถ้ามีเวลาว่างฉันจะโทรหา”
“โอเค ฉันต้องไปทำงานต่อแล้ว”
“อืม บอกถิงถิงด้วยว่าฉันคิดถึง”
“อืม ฉันจะบอกให้ บาย”
“บาย”
จินเยว่ยืนทอดสายตามองดูแสงไฟที่อยู่ด้านล่าง คืนนี้เธอพักโรงแรมหรูระดับห้าดาว นานแค่ไหนแล้วนะที่เธอไม่ได้อยู่คนเดียวแบบนี้ ตั้งแต่คุณยายเริ่มป่วยเธอก็ไม่เคยนอนหลับได้สนิทสักคืน
ถึงแม้เธอจะเป็นหมอเห็นคนเกิดแก่เจ็บตายบ่อยครั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะชินชากับการสูญเสีย ยิ่งเป็นคนใกล้ชิดและคนที่รักจินเยว่ยิ่งทำใจไม่ได้
เพราะเหตุการณ์ที่เธอสูญเสียคนที่ตนเองรักไป ทำให้จินเยว่อดคิดไม่ได้ว่า สิ่งที่เธอกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้เป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงจินตนาการของจิตใต้สำนึกของเธอสร้างขึ้นมาเอง คนเราสามารถย้อนเวลาไปเป็นคนอื่นได้จริง ๆ หรือ
ย้อนเวลากลับมารักยุค 80 (3)
“จินเยว่ จินเยว่ ตื่นได้เวลาออกไปทำงานแล้ว”
แรงเขย่าที่ตัวทำให้จินเย่ที่กำลังนอนหลับต้องลืมตาตื่นขึ้นด้วยความงัวเงีย จะให้เธอไปทำงานอะไรตอนนี้มันอยู่ในช่วงวันลาพักร้อนของเธอ
“อืมม….งานอะไรฉันลาพักร้อนแล้วนะ”
“จินเยว่ เธอนอนมากจนกลายเป็นบ้าไปแล้วใช่ไหม ฉันบอกให้เธอตื่น ถ้าไม่ตื่นฉันจะไม่รอเธอแล้วนะ”
เสียงเดินกระทืบเท้าออกจากห้องไปอย่างไม่พอใจ พร้อมกับเสียงปิดประตูห้องดังปัง ทำให้จินเยว่ต้องลืมตามขึ้นอย่างมองอย่างเสียไม่ได้
จินเยว่นอนมองหลังคาบ้านที่ทำด้วยฟางข้าวด้วยสายตาว่างเปล่าเป็นครั้งที่สาม ทำไมเป็นหลังคาแบบเดิมอีกแล้วเธอกำลังฝันอยู่ใช่ไหม จินเยว่ลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างสงสัยมันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ ทำไมฝันของเธอถึงเหมือนจริงเช่นนี้
“ตื่นแล้วก็ออกไปทำงานได้แล้ว สายขนาดนี้แล้วเธอยังไม่ลุกออกจากเตียงตั้งใจจะเอาเปรียบเราใช่ไหม”
“นั่นสิ เมื่อวานก็เป็นลมวันนี้ก็นอนไม่ยอมตื่น จินเยว่เธอต้องการให้พวกเราทำงานแทนเธอหรือยังไง
“หนิงอัน เจียฮุ่ย พวกเธอพูดอะไรก็รู้ว่าจินเยว่ไม่สบายทำไมต้องพูดหาเรื่องกันด้วย”
เจียลี่พูดแก้ตัวแทนจินเยว่ด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“ไม่สบายเป็นลมเพราะหิว แต่เอาแป้งปันส่วนของตัวเองไปให้ผู้ชาย ช่างเป็นนางจิ้งจอกที่ไม่ดูสภาพของตัวเองเลยนะว่าน่าสมเพชขนาดไหน”
“ใช่จินเยว่เธอคิดว่าป๋อเหวินจะรักเธอจริง ๆ หรือไง ดูสภาพเธอตอนนี้สิ อย่างมากเขาก็แค่หลอกกินอาหารของเธอแค่นั้น”
“หยุด!! พวกเธอหยุดแล้วออกไปทำงานเลยไม่อย่างนั้นฉันจะไปฟ้องกัปตันทีม”
เจียลี่โต้เถียงแทนจินเยว่ เมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวทั้งสองคนเริ่มพูดไม่ดีกับเธอ
จินเยว่มองตามหลังของสองสาวที่สะบัดหน้าให้เธอ แล้วเดินออกไปจากห้อง หญิงสาวคนที่มีหุ่นอวบ ๆ ผมยาวถึงไหล่แล้วรวบมัดคือหนิงอัน ส่วนหญิงสาวคนที่หุ่นผอมผมยาวคือเจียฮุ่ย ทั้งสองคนเป็นยุวชนที่ถูกครอบครัวส่งมาทำงานที่ชนบทเหมือนจินเยว่และเจียลี่ แต่ทั้งสองคนเพิ่งเดินทางมาได้แค่สองปีส่วนเธอมาอยู่ที่นี้ได้เจ็ดปีแล้ว
ในความทรงจำของจินเยว่มียุวชนที่ถูกส่งตัวมาทำงานเหมือนกับเธออยู่หลายคน และบางคนก็ถูกส่งตัวกลับไปทำงานที่เมือง เมื่อทางครอบครัวที่อยู่ในเมืองหางานให้ได้แล้ว ซึ่งเจ้าของร่างไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเรื่องกลับไปทำงานที่โรงงานมากนักเพราะเธอไม่ได้ให้ความสนใจ
“จินเยว่ แป้งปันส่วนของเธออยู่ไหนอย่าบอกนะว่าเธอเอาไปให้ป๋อเหวินหมดแล้วจริง ๆ”
เจียลี่ที่เป็นเพื่อนสนิทของจินเยว่ถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ เพราะเธอเคยบอกจินเยว่หลายครั้งแล้วว่าอย่าเอาปันส่วนของเธอไปให้ผู้ชายคนนั้น แต่จินเยว่ก็ไม่เคยเชื่อเธอเลย
“เธอนี้นะ เมื่อไหร่จะรู้สึกตัวสักทีว่ากำลังถูกหลอก ยังไม่ไปล้างหน้าอีกจะได้มากินข้าวและออกไปทำงาน”
จินเยว่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่แล้วเดินออกไปล้างหน้าตามความทรงจำของเจ้าของร่างก่อนที่จะเดินไปที่ห้องครัว ภายในบ้านหลังนี้มียุวชนหญิงอาศัยอยู่รวมกันแดคนแบ่งออกเป็นสองห้องนอน
ห้องที่จินเยว่อยู่มียุวชนหญิงพักอยู่ด้วยกันสี่คนและอีกสี่คนที่เหลือพักอีกห้อง มีห้องครัวที่ใช้ร่วมกันและมีห้องน้ำรวม บ้านหลังนี้หน้าจะเป็นบ้านเก่าของคนในหมู่บ้านที่ถูกยึดมาทำบ้านพักยุวชน
จินเยว่เดินเข้าไปในครัวที่ถูกแบ่งสัดส่วนวางโต๊ะอาหารไว้ โต๊ะอาหารถูกทำขึ้นมาแบบง่าย ๆ แค่พอนั่งกินข้าวได้ ภายในห้องครัวมีเจียฮุ่ยและหนิงอันกำลังนั่งกินอาหารอยู่ อาหารที่ทั้งสองคนกำลังกินเป็นแผ่นแป้งกับต้มผักป่า
“จินเยว่รีบมานั่งเร็ว”
เสียงของเจียลี่เอยเรียกเธอเสียงดัง ทำให้จินเยว่ต้องเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามกับอีกฝ่าย เจียลี่แบ่งแผ่นแป้งย่างมาให้เธอสองแผ่น
“รีบกินตอนที่ยังร้อน จะได้ออกไปทำงาน”
“เหอะหน้าด้าน อาหารของตัวเองเอาไปให้ผู้ชาย ยังกล้ามากินอาหารของคนอื่น”
“นั้นสิ ไปกันเถอะหนิงอัน ฉันไม่อยากนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวกับพวกไม่ดูเงาตัวเอง”
จินเยว่ไม่ได้สนใจคำพูดของผู้หญิงสองคนที่กำลังเดินออกไป เพราะตอนนี้เธอกำลังสังเกตสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวอย่างสงสัย
“จินเยว่เธออย่าใส่ใจคำพูดของสองคนนั้นเลยนะ”
“อืมม”
“แต่เธอไม่ก็ไม่ควรเอาอาหารปันส่วนของเธอไปให้ ป๋อเหวินจนหมดแบบนั้น แล้วเดือนนี้เธอจะกินอะไร?”
“เจียลี่ ตอนนี้เดือนอะไรปีอะไร”
“นี้จินเยว่ เธอไม่ได้ฟันที่ฉันพูดเลยใช่ไหม?”
เจียลี่ถอนหายใจอย่างโมโห ทำไม่จินเยว่ถึงกลายเป็นผู้หญิงโง่แบบนี้นะ
“ฟังต่อไปฉันจะเชื่อฟังเธอ แต่เธอตอบฉันมาก่อนว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่ เดือนอะไรปีอะไร”
“นี้เธอป่วยจนจำวันจำเดือนไม่ได้เลยหรือไง วันนี้วันที่ยี่สิบห้าเดือนเจ็ด ปีxxxx จำได้หรือยังถ้ารู้แล้วก็รีบกินจะได้ไปทำงาน”
เจียลี่เลิกสนใจจินเยว่ เธอก้มหน้ากินอาหารในส่วนของเธอ เพราะไม่อยากจะสนใจเพื่อนโง่อีกต่อไปแล้ว
จินเยว่กัดแผ่นแป้งแข็ง ๆ ที่อยู่ในมือแล้วเคี้ยวช้า ๆ รสชาติของมัน เหมือนเธอกำลังกินกระดาษมันทั้งแข็งและฝืดคอ เธอต้องดื่มน้ำตามทุกครั้งที่กลืนแผ่นแป้ง
ถ้าตอนนี้เธอกำลังฝันทำไมรสชาติฝืดคอของแผ่นแป้ง ถึงเหมือนจริงมากเลย ตกลงว่าตอนนี้เธอกำลังฝันหรือเป็นเรื่องจริงกันแน่
จินเยว่นั่งเก็บถั่วลิสงออกจากต้นอย่างช้า ๆ เธอเห็นพวกผู้ชายใช้รถแทกเตอร์ไปขนต้นถั่วลิสงที่กลางทุ่ง ส่วนพวกผู้หญิงกำลังเก็บถั่วลิสงใส่ตะกร้าที่ทางหน่วยเตรียมไว้ให้
บริเวณรอบ ๆ มีเด็กตัวเล็ก ๆ วิ่งเล่นหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ส่วนเด็กที่รู้ความแล้วนั้นคอยช่วยงานผู้ใหญ่อย่างขยันขันแข็ง จินเยว่คอยสังเกตผู้คนที่นั่งทำงานอย่างเงียบ ๆ เวลานี้เธอไม่ค่อยจะแน่ใจแล้วว่านี้เป็นความฝันหรือความจริง
“นี้สะใภ้เจียงฉันได้ยินมาว่า ลูกชายคนรองของเธอได้ทำงานที่โรงงานตัดผ้าแล้วใช่ไหม?”
“ใช่แล้วลูกชายและลูกสะใภ้ของฉันเรียนจบมัธยมปลาย เลยได้ทำงานที่โรงงานเป็นพนักงานบัญชีที่โรงงานตัดผ้า”
“แกโชคดีจริง ๆ ผิดกับฉันที่มีลูกสะใภ้ที่ไม่เอาถ่าน วัน ๆ รู้จักแต่กินกับนอน”
“โถ่เอ๋ย!ป้าลี่ ลูกสะใภ้ของป้าเจียงเป็นถึงลูกสาวเจ้าของโรงงานตัดผ้า ส่วนลูกสะใภ้ป้าเป็นแค่ยุวชนไม่มีงานทำมันจะไปเหมือนกันได้ยังไงกันละ”
“สะใภ้จางลูกสาวแกก็ไม่ได้ดีกว่าลูกสะใภ้ฉันหรอกนะ อายุจะยี่สิบสามอยู่แล้วยังไม่มีบ้านไหนมาขอแต่งงาน เพราะคนอื่นเขารู้ว่าลูกสาวแกมันไม่ทำการทำงานอย่างไรละ”
“ป้าลี่ฉันยอมเรียกแกว่าป้าแต่ไม่ใช่ว่าแกจะมาว่าอะไรให้ฉันก็ได้นะ”
“แล้วจะทำไม แกจะทำไมคิดว่าฉันกลัวแกรึไง”
จินเยว่นั่งมองผู้หญิงวัยกลางคนทั้งสองคนที่กำลังทะเลาะกัน เธอรู้จักสองคนนี้ในความทรง ป้าเจียงเป็นเมียของกัปตันทีมผลิตของหน่วยนี้ฐานะทางบ้านค่อนข้างดี ส่วนป้าลี่เป็นผู้หญิงที่ชอบนินทาว่าร้ายคนอื่นไปทั่ว
สามีป้าลี่เป็นผู้ช่วยของกัปตันทีมจึงทำให้ป้าลี่ไม่เกรงกลัวใคร ส่วนอีกคนป้าจางสามีเป็นคนงานที่โรงงานน้ำมัน ลูกชายของป้าจางอายุมากแล้วและได้แต่งงานกับยุวชนที่ถูกส่งลงมาทำงานในชนบทพร้อมกับจินเยว่เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว
และเมื่อต้นปีก่อนลูกชายของป้าจางได้แต่งงานกับยุวชนคนนั้น ป้าลี่และป้าจางต่างก็ไม่ถูกกันมานาน เท่าที่จินเยว่จำได้สองคนนี้พูดจายั่วยุและทะเลาะกันทุกครั้งที่เจอหน้ากัน
“จินเยว่ไม่สบายดีขึ้นหรือยัง?”
จินเยว่หันไปมองดูคนที่ถามเธอคนนี้คือคุณยายลู่ คุณยายลู่เป็นแม่ของผู้ช่วยลี่ เป็นคนที่คอยห่วงใยเธอตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ครั้งแรกตอนนี้ผ่านมาเกือบเจ็ดปีแล้ว แต่คุณยายลู่ก็ช่วยอะไรเธอมากไม่ได้เพราะมีลูกสะใภ้แบบป้าลี่ที่คอยจ้องมองอยู่ตลอด
“ฉันดีขึ้นแล้วคุณยายลี่ ขอบคุณยาย”
“ดีแล้ว ดีแล้ว หญิงสาวอายุยังน้อยต้องรักษาสุขภาพดี ๆ ไม่อย่างนั้นเมื่อแต่งงานไปจะให้มีลูกยาก”
“ฉันเชื่อฟังยาย”
“ดี ถ้ามีอะไรลำบากก็มาหายายที่บ้านได้นะ”
“ขอบคุณ คุณยายมากที่คอยดูแลฉันตลอด”
“ขอบคุณอะไรกันคนเหมือนกันช่วยกันได้ก็ช่วยกัน”
จินเยว่มองดูคุณยายลู่ที่หันไปทำงานของตัวเองต่อเงียบ ๆ เธอรู้สึกแปลกใจที่ในชนบทแบบนี้ยังมีผู้อาวุโสที่มีความคิดแบบนี้อยู่
ในยุคสมัยที่ข้าวของหายากแบบนี้ ทุกคนต่างก็มีความเห็นแก่ตัวและแย่งชิง เพื่อเอาชีวิตรอด แต่คุณยายลู่กลับมีความคิดที่แตกต่าง อาจจะเป็นเพราะสามีของคุณยายเคยเป็นปัญญาชนที่มีความรู้มาก่อนก็ได้
ถึงแม้ตอนนี้สถานการณ์จะผ่อนปรนลงไปมากแล้ว แต่การซื้อของก็ยังต้องใช้คูปองควบคุมอยู่ และสินค้าบางอย่างก็หาซื้อได้แค่ในสหกรณ์เท่านั้น ถ้าเธอจำไม่ผิดในช่วงเวลานี้สถานการณ์ทางการเมืองอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ชาวบ้านที่อยู่ชนบทห่างไกลก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
จินเยว่จำได้ว่าในปีนี้จะมีการประกาศ ให้ยุวชนที่มีการศึกษาสอบเข้ามหาลัยเป็นครั้งแรกหลังจากที่หยุดชะงักมาหลายปี หลังจากมีการสอบเข้ามหาลัยยุวชนที่มีการศึกษา เริ่มทยอยเดินทางกลับเข้าไปเรียนในเมือง และบางคนครอบครัวก็รับกลับบ้าน
นโยบายของรัฐบาลเริ่มมุ่งเน้นในการพัฒนาเศรษฐกิจมาก มีการผ่อนปรนมากขึ้นหลังจากที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดทำให้การดำเนินการในสิ่งต่าง ๆ เข้าสู่ความยากลำบาก ทำให้มีประชาชนบางส่วนเริ่มไม่พอใจในนโยบายของรัฐบาลเพราะทำให้การดำเนินชีวิตของประชาชนเหนื่อยยากขึ้นกว่าเดิม
“เยว่ชินกลับไปกินข้าวกันเถอะ”
เมื่อถึงเวลาพักเจียลี่ก็เดินเข้ามาเรียกเธอกลับบ้านด้วยกัน เจียลี่ถูกส่งตัวมาทีหลังเธอสองปี ถึงแม้ทั้งสองคนจะอายุเท่ากันแต่เจียลี่ได้ทำงานเป็นพนักงานทะเบียนที่สำนักงานของหน่วยผลิต เพราะเธอเรียนอ่านเขียนหนังสือได้
ส่วนจินเยว่เธอเป็นคนที่ไม่ฉลาด ถึงแม้จะเรียนจนจบมัธยมต้นแต่ก็อ่านเขียนไม่คล่อง จึงทำได้แค่ทำงานในไร่เพื่อเอาคะแนนไปแลกปันส่วนอาหาร
“อืมม เธอกลับไปก่อนเถอะเดี๋ยวฉันตามไป”
“ได้”
จินเยว่มองตามแผ่นหลังของเจียลี่ที่เดินจากไป ก่อนที่จะลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า ตอนนี้ถึงเวลาพักกลางวันทุกคนจึงกลับบ้านไปเพื่อนกินข้าว หรือไม่ก็นอนพักผ่อนเพื่อรอเวลากลับมาทำงานกันอีกครั้งเมื่อยามบ่าย