“โจทย์คืออย่าไปแข่งด้วยราคา แต่ทำให้คนเห็นคุณค่าจนเต็มใจจ่าย” CEA X MUJI โปรเจ็กต์สร้างความต่างให้งานทำมือในเชียงใหม่
จานใส่ข้าวใบละสิบ ยี่สิบ ที่ผลิตจากโรงงานซึ่งปั้มเซรามิกได้นาทีละเป็นร้อย ๆ ใบ กับจานใส่ข้าวที่ปั้นด้วยมือของช่างฝีมือที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดขั้นตอน ซึ่งราคาย่อมขึ้นอยู่กับความพิเศษของวัตถุดิบและรายละเอียดด้านเวลาในการทำงานนั้น…ถ้าถามเรื่องการใช้งาน อาจมีคนสังเกตเห็นความแตกต่างของจานสองใบนี้อยู่ไม่เท่าไร แต่ถ้าเป็นในด้านอารมณ์และการสืบต่อความเอาใจใส่ในด้านวิถีชีวิตและภูมิปัญญา จานสองใบนี้อาจมีค่าความแตกต่างอย่างมหาศาล
และแบรนด์ที่รู้จักคุณค่าและมูลค่าจากความแตกต่างนั้นดีที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลกจนนำมาเป็นจุดขายได้อย่างกลมกลืนก็คือ “MUJI” เพราะแทนที่จะมุ่งหน้าสร้างแต่ผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ MUJI เลือกที่จะค้นหาและค้นพบความหมายของการใช้ชีวิตผ่านการคัดสรรงานออกแบบที่มีความพิเศษ และสามารถอยู่ร่วมกับวิถีชีวิตของคนในปัจจุบันได้อย่างไม่ขัดเขิน ผ่านโครงการอย่าง “ฟาวนด์ มูจิ (Found MUJI)” ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2003
ด้วยขั้นตอนการลงลึกในรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในงานออกแบบที่ดีตามเมืองต่างๆ ทั่วโลก ฟาวนด์ มูจิ จะเข้าไปปรึกษาพูดคุยกับนักสร้างสรรค์ และนำผลิตภัณฑ์นั้นมาจัดจำหน่ายในนามของ MUJI โดยผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันที่ได้รับการคัดสรรโดยฟาวนด์ มูจิ นั้น มีตั้งแต่ถ้วยชามโลหะสำหรับการปรุงแกงกะหรี่ของชาวอินเดีย เครื่องปั้นดินเผา ศิลาดลจากไทย หรือตะเกียบแบบดั้งเดิมจากจีน โดยที่ฉลากของแต่ละผลิตภัณฑ์จะมีการระบุที่มาและแหล่งผลิต เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญและคุณค่าแห่งความดั้งเดิม ความเรียบง่าย และการใช้ประโยชน์ จากเอกลักษณ์อันโดดเด่นของแต่ละวัฒนธรรม
อาคิฮิโระ คาโมการิ กรรมการผู้จัดการของ Muji Retail (Thailand)
ในช่วงปลายปี 2023 โครงการฟาวนด์ มูจิ ก็เกิดขึ้นครั้งแรกในไทย โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เข้ามาร่วมมือต่อยอด Found MUJI Thailand ซึ่งมุ่งเน้นการค้นหาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้เข้าถึงตลาดระดับโลกผ่านกิจกรรม ‘ความร่วมมือเพื่อส่งเสริมศักยภาพท้องถิ่นผ่านงานหัตถกรรม’ (Collaborative Program to Support Craft Community) โดยการเชิญชวนผู้ประกอบการสร้างสรรค์ท้องถิ่นในสาขาเซรามิกกลุ่ม Chiangmai Clayative และกลุ่มผ้าทอจากเส้นใยธรรมชาติมาร่วมทำเวิร์กช็อป เพื่อเฟ้นหาผู้ประกอบการนำร่องมาพัฒนาสินค้าร่วมกันกับ MUJI ประเทศไทย และร่วมสร้างความแตกต่างให้งานทำมือของเมืองเชียงใหม่
โดยคุณอาคิฮิโระ คาโมการิ กรรมการผู้จัดการของ Muji Retail (Thailand) กล่าวว่า "CEA เป็นหน่วยงานสำคัญที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง MUJI กับชุมชนท้องถิ่น และเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมโยง MUJI กับผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ในเชียงใหม่ เพื่อพัฒนาโครงการต่าง ๆ ที่จะยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นล้านนาสู่ระดับสากล" โดยกระบวนการทั้งหมดจะอยู่ภายใต้แนวคิดหลักของ Found MUJI คือ การรักษาคุณค่าและแก่นเรื่องราวของสินค้าท้องถิ่น และเพิ่มอรรถประโยชน์ให้เป็นมาตรฐานสากล ให้ได้ผลลัพธ์คือสินค้าคุณภาพอันมีคุณค่า เหมาะสมกับทุกการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ พร้อมให้การสนับสนุนผู้ประกอบการในท้องถิ่นอย่างเต็มกำลัง ซึ่ง “คิด” จะชวนทุกคนไปพูดคุยกับ 2 สตูดิโอเซรามิกแรกในเชียงใหม่ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวนี้
มิก-ณัฐพล วรรณาภรณ์ ผู้ร่วมก่อตั้งชามเริญ สตูดิโอ
‘ชามเริญ สตูดิโอ (Charm-Learn Studio)’
โดย ‘มิก-ณัฐพล วรรณาภรณ์’
“ผมเริ่มทำ Charm-Learn กับเพื่อนที่กรุงเทพฯ อีก 2 คน ตั้งแต่ปี 2013 โดยแพลนกันว่า หลังจากทำที่กรุงเทพฯ ครบ 3 ปี ผมก็จะกลับมาทำแบรนด์ต่อที่บ้าน นั่นก็คือเชียงใหม่” คุณมิก-ณัฐพล วรรณาภรณ์ เริ่มต้นด้วยการเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการเซรามิกในเมืองหลวงแห่งงานคราฟต์ของไทยอย่างเชียงใหม่ให้ฟัง “เรายึดแนวคิดความเป็นไทยร่วมสมัยมาตลอด โดยหยิบจับจากวิถีชีวิตของไทยทั่ว ๆ ไป แล้วก็เอามาทำให้ร่วมสมัย อย่างงานออกแบบเซรามิกรูปทรง ‘ปิ่นโต’ ‘กล่องโฟม’ หรือแม้แต่ ‘เข่ง’ และ ‘แก้วกระดาษ’ ที่ไม่เพียงสะท้อนรูปแบบการใช้งานที่ตรงไปตรงมา แต่ยังเป็นการนำวัตถุดิบดินปั้นอย่างเซรามิกมาประกอบในสิ่งของเครื่องใช้ร่วมสมัยที่ผลิตจากวัสดุที่หลากหลาย ซึ่งเราเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบันมานำเสนอ
“เรามีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างโอกาสให้กับกลุ่มคนทำงาน พร้อมกับการพัฒนาโดยที่อยากจะมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนกับต่างชาติ นั่นจึงเป็นเหตุให้เข้าร่วมกับ CEA และได้มีการส่งตัวอย่างผลงานของเราไปให้ทาง MUJI คัดเลือก ซึ่งเราก็ได้มีการพรีเซนต์เกี่ยวกับความร่วมมือกับชุมชน ความเป็นท้องถิ่น และการใช้วัสดุที่หาได้จากพื้นถิ่นเอง จนทาง MUJI สนใจงานเซรามิกรูปทรงกล่องโฟมของเรา เพราะเขามองว่ามันมีภาพลักษณ์แบบสตรีทฟู้ดที่เป็นชีวิตประจำวันที่โดดเด่นของคนไทย”
ส่วนผลลัพธ์หลังจากที่เราได้เข้าร่วมโครงการนี้ ผมรู้สึกว่าเหมือนได้เห็นฝีมือไทยและผลิตภัณฑ์ไทยมีโอกาสไปสู่เวทีสากลมากขึ้น อีกอย่างคือมันช่วยให้เราอยากพัฒนาทุก ๆ มิติไปอีก เพราะโปรดักต์ของเราอยู่กึ่งกลางระหว่าง Mass Production กับการรักษาความเป็นของดั้งเดิมไว้ คือเราไม่ได้อยากจะผลิตเยอะมาก ๆ เพื่อให้ราคามันถูกที่สุด แต่เราต้องสามารถผลิตซ้ำในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อคุมคุณภาพให้ดีได้ อย่างเช่นภาชนะ เราอยากควบคุมปริมาตรของการบรรจุให้ใกล้เคียงกันมากที่สุดโดยการทำแม่พิมพ์ แต่พอพูดถึงแม่พิมพ์ คนก็จะนึกถึงงานโรงงาน ซึ่งเราไม่สามารถทำได้เยอะขนาดนั้น เพราะเตาเราก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่ เรียกว่าเราอยู่ตรงกลางระหว่างโรงงานและสตูดิโอออกแบบดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น เราดีไซน์งานของตัวเองก่อน และเพื่อจะรักษาความใกล้เคียงให้ได้ประมาณหนึ่ง ก็เลยต้องใช้เทคนิคการขึ้นรูป แต่ทีนี้ก็อยากจะรักษาความเป็น Local ด้วยว่าเราอยู่เชียงใหม่ อยู่ตรงผืนดินนี้ที่มีวัสดุอย่างนี้ ซึ่งด้วย Material ในพื้นที่มันไม่ได้เอื้อกับวิธีการที่เป็นอุตสาหกรรม 100 เปอร์เซ็นต์ มันก็ต้องเกิดการผสมระหว่างดินอุตสาหกรรมกับดินพื้นถิ่นเข้าด้วยกัน”
ในที่นี้ผมเชื่อว่ามันไม่มีอะไรที่เป็น 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ทุกอย่างควรจะพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน เดินไปข้างหน้าก็ต้องไปพร้อมกับการอนุรักษ์ด้วย เพราะถ้าไม่มีของเก่าก็ไม่มีของใหม่ สิ่งสำคัญคือการปลูกฝังในระดับเยาวชนให้เขาเห็นถึงความสำคัญและคุณค่าของงานฝีมือ ความเป็นไทย ถ้าเขาตระหนักและเห็นคุณค่า ก็จะเกิดการสืบทอดและการพัฒนาต่อไปได้ทั้งในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับสากลครับ” คุณมิกกล่าวสรุป
ชิ-จิรวงษ์ วงษ์ตระหง่าน ผู้ก่อตั้ง InClay Studio
‘InClay Studio’ สตูดิโอเซรามิก
โดย ‘ชิ-จิรวงษ์ วงษ์ตระหง่าน’
“จุดเริ่มต้นเริ่มมาจากการที่ทาง MUJI เขาต้องการผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับคอนเซปต์ของแบรนด์ในเชียงใหม่ก่อน ทำให้ทาง InClay ได้รับเชิญไปจัดเวิร์กช้อปเซรามิกเล็ก ๆ ในร้าน MUJI ที่สาขาเชียงใหม่ หลังจากนั้น MUJI ก็เริ่มเห็นงานของ InClay มากขึ้น แล้วสนใจนำเอาชิ้นงานของทางเราไปทดลองจำหน่าย” คุณชิบอกเล่าถึงการเริ่มต้นในโปรเจ็กต์นี้
“ที่ผ่านมา ทาง MUJI จะสนใจในเรื่องลักษณะของชิ้นงานที่ต้องไปได้กับปรัชญาของแบรนด์ และปกติผมทำชิ้นงานที่เกี่ยวกับของใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นแก้ว จาน ชาม เป็นผลิตภัณฑ์แบบ Daily Use หรือใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ทาง MUJI คัดเลือกไป ก็จะมีแก้วกาแฟ ถ้วยที่เป็นไซส์เล็ก ๆ แล้วก็จะมีจานที่เป็นเซ็ตแบบ 3 ขนาด ซึ่งผมคิดว่าจุดแข็งของทาง MUJI คือการไม่ได้เลือกทุกอย่างไปขาย แต่จะเลือกสิ่งที่ดูมีไอเดียและมีความคิดสอดแทรกเข้าไปในตัวผลิตภัณฑ์ด้วย นั่นคือจุดที่ทำให้แตกต่าง”
“ผมว่าคนไทยส่วนมากยังไม่ค่อยรู้ว่างานเซรามิกแฮนด์เมดเป็นยังไง ยังไม่ค่อยรู้คุณค่าของงานเซรามิก ดังนั้นการสื่อสารเรื่องราวตรงนี้ ทาง InClay ก็มีทั้งการทำเวิร์กช้อปเพื่อให้คนเห็นภาพและได้มีประสบการณ์กับการทำเซรามิกแฮนด์เมด มากขึ้น ว่ามันมีกระบวนการแบบไหน นี่คือส่วนหนึ่งที่เราพยายามสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับเซรามิกแฮนด์เมดให้คนรุ่นใหม่หรือคนที่เขาไม่รู้ได้เข้าใจมากขึ้น คือไม่ได้รู้เพียงว่าเซรามิกมาจากโรงงานชิ้นละ 10 บาท แต่ทำให้เห็นคุณค่างานฝีมือมากขึ้นว่าทำไมมันถึงแพง พอเขาได้มาเรียนรู้กระบวนการหรือขั้นตอนการทำว่าเป็นยังไง เผายังไง เขาก็จะเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมชิ้นงานที่เราขายราคามันสูงกว่าที่วางขาย 5 บาท 10 บาท ตามตลาด ส่วนเรื่องของดีไซน์ มันจะถูกปรับตอนที่คนซื้อไปใช้เอง เพราะถ้าคนซื้อไปใช้แล้ว มันไม่ตอบกับการใช้งาน มันก็จะถูกปรับไปตามวิถีชีวิตใหม่ อย่างเมื่อก่อนคนสนใจจานใหญ่ ๆ เพราะบ้านอาจจะมีพื้นที่ โต๊ะกินข้าวใหญ่ แต่คนสมัยใหม่เขาอยู่ในห้องในคอนโด ก็อาจจะไม่ต้องการงานที่มันชิ้นใหญ่มาก ๆ แต่ต้องการงานที่เป็นเซ็ตเพื่อนั่งกินข้าวในห้องเล็ก ๆ มากกว่า ความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ที่จะส่งผลต่องานดีไซน์มากขึ้น แล้วก็จะตีโจทย์ทางการตลาดได้มากขึ้นด้วยแบบที่ Found MUJI กำลังทำ”
ไม่ว่าความร่วมมือที่ MUJI และ CEA ได้จับมือร่วมกันในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมให้ผู้คนตระหนักถึงคุณค่าของความแตกต่างในสิ่งของเครื่องใช้ที่มีรากฐานมาจากวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม ช่วยยกระดับงานฝีมือท้องถิ่นให้ไปได้ไกลในระดับสากลมากขึ้น หรือช่วยกระตุ้นภาพรวมของเศรษฐกิจชุมชนในภูมิภาค แต่สิ่งหนึ่งที่สะท้อนออกจากความตั้งใจในความร่วมมือครั้งนี้ก็คือ การชวนให้เราทุกคนได้ลองค้นหาคุณค่าที่แท้จริงซึ่งกำลังถูกลืมเลือนหรือยากที่จะมองเห็น โดยที่ยังคงไว้ซึ่งการมอบชีวิตใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์ ภายใต้วิถีความเป็นอยู่ที่แตกต่างไปจากเดิม ดังที่ประธานบริษัท MUJI อย่าง มาซาอาคิ คาไน (Masaaki Kanai) เคยกล่าวถึงปรัชญาของแบรนด์เอาไว้ว่า "Back to our origins, into the future” หรือ กลับคืนสู่รากเหง้า เพื่อก้าวสู่อนาคต นั่นเอง
ผลงานของ InClay Studio และชามเริญ สตูดิโอ มีวางจำหน่ายในร้าน MUJI สาขา ICONSIAM และสาขาต่างๆ ของโครงการ ONESIAM และ MUJI Flagship Store สาขาเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต
เรื่อง/ภาพ : กองบรรณาธิการ