โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เปิดปากคำพยานคดีฟ้องเพิกถอนข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ข้อเท็จจริงชัดอ้างโควิดปราบการชุมนุม

iLaw

อัพเดต 20 มี.ค. 2566 เวลา 00.22 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2566 เวลา 00.16 น.

ระหว่างวันที่ 7-14 มีนาคม 2566 ศาลแพ่งนัดสืบพยานโจทก์ในคดีฟ้องเพิกถอนข้อกำหนดนายกรัฐมนตรีฉบับที่ 15 ที่ออกตามความในมาตรา 9 ของพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยมีโจทก์สามคนคือ เป๋า-ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน วาดดาว-ชุมาพร แต่งเกลี้ยง กลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอก และครูใหญ่-อรรถพล บัวพัฒน์ กลุ่มราษฎรโขงชีมูล ทั้งสามเป็นจำเลยในคดีฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการร่วมชุมนุมที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2564 ส่วนจำเลยลำดับหนึ่งในคดีนี้ คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้ออกข้อกำหนดที่ใช้เป็นฐานอำนาจในการดำเนินคดีโจทก์ทั้งสาม

ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินพล.อ.ประยุทธ์ออกข้อกำหนดรวม 47 ฉบับ ฉากหน้าของข้อกำหนดเหล่านี้ระบุว่า เป็นไปเพื่อใช้ในการปราบปรามโรคระบาดอย่างโควิด-19 หากหลายฉบับมีวาระซ่อนเร้นเพื่อใช้ในทางปราบปรามเสรีภาพในการชุมนุมทางการเมืองของประชาชนที่มุ่งคัดค้านการบริหารงานของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ระหว่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 มีผู้ถูกดำเนินคดีตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการใช้เสรีภาพการชุมนุมไม่น้อยกว่า 1,445 คน ประชาชนต้องสูญเสียเวลา ทรัพย์สินและโอกาสในการทำมาหาเลี้ยงชีพจากการต้องแบกภาระการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ มากไปกว่านั้นคดีจำนวนมากยังสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวในการใช้เสรีภาพการชุมนุม ทั้งที่เสรีภาพนี้ได้รับการประกันในกฎหมายสูงสุดของประเทศอย่างรัฐธรรมนูญ

ในทางนำสืบของโจทก์มีเป็นประเด็นหลักคือ ความเห็นทางกฎหมาย ข้อเท็จจริงจากการสังเกตการณ์การชุมนุมและการใช้อำนาจของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาในทางที่ปราบปรามเสรีภาพการชุมนุม และข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่ชัดเจนว่า การแพร่ระบาดไม่เกิดขึ้นในพื้นที่โล่งที่มีอากาศถ่ายเท สำหรับข้อเรียกร้องของโจทก์คดีนี้คือ เพิกถอนข้อกำหนดนายกรัฐมนตรีฉบับที่ 15 ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายนำมาสู่คดีความปิดปากปราบปรามเสรีภาพในการชุมนุมและให้ชดใช้ค่าใช้เสียหายให้โจทก์คนละ 1,500,000 บาท นอกจากนี้คดียังเป็นช่องทางการต่อสู้เพื่อยืนยันเสรีภาพในการชุมนุมระหว่างโควิด-19 เป็นสิ่งที่กระทำได้และปลดเปลื้องความกังวลในการใช้เสรีภาพของประชาชน รวมทั้งเป็นอีกโอกาสสำคัญที่จะยุติคดี “รกศาล” อันผลพวงจากกฎหมายที่มีวาระซ่อนเร้นเช่นนี้

ประยุทธ์ใช้โควิด-19 บังหน้าออกกฎปราบประชาชนและรักษาอำนาจ

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน โจทก์ที่หนึ่งส่งคำให้การในฐานะพยานโจทก์ ใจความหลักของพยานปากนี้คือ ความชอบธรรมของกฎหมายและพฤติการณ์ของการบังคับใช้ที่ทำให้เห็นว่า รัฐใช้ข้อกำหนดและประกาศที่ออกตามความพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ปราบปรามเสรีภาพการชุมนุม โดยสรุปคือ

ต้นปี 2563 ไวรัสโควิด-19 เริ่มแพร่ระบาดในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย แต่ละประเทศเลือกรับมือด้วยมาตรการต่างออกไป สำหรับประเทศไทยพล.อ.ประยุทธ์เลือกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในรับมือกับการระบาดของโรค ซึ่งในทางปฏิบัติจำเป็นต้องใช้อำนาจตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น ได้แก่ ต้องใช้มาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยของประชาชนจากเหตุการณ์โรคระบาด และการกักตุนสินค้าที่จำเป็นสำหรับการอุปโภคบริโภค อย่างไรก็ตามพยานมีความเห็นสามประการดังนี้

หนึ่ง การออกข้อกำหนดนายกรัฐมนตรีฉบับที่ 15 และประกาศผู้บัญชาการทหารสูงสุด ฉบับที่ 3, 5 และ 11 เป็นการออกกฎที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ด้วยเหตุผลสามประการ คือ

  • การออกข้อกำหนดและประกาศดังกล่าวไม่ได้เป็นไปเพื่อแก้ไขการแพร่ระบาดของโรค เพราะมีการกำหนดห้ามไม่ให้มีการชุมนุมแยกออกมาต่างหาก ซึ่งหากผู้ออกกฎทั้งสองมีเจตนารัดกุมเพียงจำกัดการรวมกลุ่มที่ไม่จำเป็นการห้ามมั่วสุมก็สื่อความได้เพียงพอแล้ว ทั้งช่วงเวลาในการออกกฎดังกล่าวยังเป็นช่วงที่มีการชุมนุมคัดค้านรัฐบาล เป็นปฏิปักษ์ต่อนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่ออกข้อกำหนดและประกาศดังกล่าว จึงถือเป็นการฉวยโอกาสอ้างโรคปราบม็อบ
  • ข้อกำหนดและประกาศตามฟ้องที่ระบุว่า “ห้ามมิให้กระทำการชุมนุม….อันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย” ขัดต่อหลักความชัดเจนแน่นอนและคาดหมายได้ของการกระทำของรัฐที่ประกันไว้ในรัฐธรรมนูญ
  • ข้อกำหนดและประกาศตามฟ้องในส่วนที่ระบุว่า “ห้ามมิให้มีการชุมนุม” นั้นเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพเกินความจำเป็นและเกินสมควรแก่เหตุ เดิมทีรัฐมีพ.ร.บ.ชุมนุมฯ เป็นบทบัญญัติหลักในการดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยสาธารณะอยู่แล้ว หากมีสถานการณ์การแพร่ระบาดก็สามารถใช้กฎหมายปกติฉบับอื่นอย่างพ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ช่วยเสริมอีกทางได้ไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษ

สอง การออกข้อกำหนดและประกาศดังล่าวมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองและการรักษาอำนาจทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี ร่วมกับผู้บัญชาการทหารสูงสุด

พฤติการณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาในการปราบปรามเสรีภาพของประชาชนเพื่อรักษาอำนาจทางการเมือง เห็นตั้งแต่หลังการรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 วันดังกล่าวพล.อ.ประยุทธ์ออกประกาศคสช.ฉบับที่ 7/2557 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง และใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมทางการเมืองเช่นเดียวกัน ระหว่างที่ประกาศและคำสั่งสองฉบับนี้ใช้บังคับมีผู้ถูกดำเนินคดีอย่างน้อย 421 คน ทั้งยังมีการประกาศให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร เป็นผลให้มีการชุมนุมเกิดขึ้นน้อยมาก โดยข้อห้ามเรื่องการชุมนุมทางการเมืองดังกล่าวถูกยกเลิกก่อนหน้าการเลือกตั้งทั่วไป 2562 ไม่นาน

หลังจากนั้นพ.ร.บ.ชุมนุมฯ กลายมาเป็นบทหลักที่รัฐใช้ในการควบคุมการชุมนุม ซึ่งพ.ร.บ.ฉบับนี้ยกเว้นการใช้บังคับในสถานศึกษา จึงทำให้รัฐไม่มีกฎหมายในการควบคุมการชุมนุมหลังการยุบพรรคอนาคตใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่ส่วนใหญ่จัดในสถานศึกษาได้ ท้ายที่สุดการชุมนุมชะลอตัวและยุติลงเอง เพราะประชาชนยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคระบาดใหม่ จึงไม่ต้องการเสี่ยงต่อการติดเชื้อ กลางปี 2563 สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ประชาชนออกมาชุมนุมเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ลำพังพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ไม่อาจทำให้ผู้ชุมนุมลดจำนวนลง นายกรัฐมนตรีจึงออกข้อกำหนดฉบับที่ 15 ข้อ 3 สั่งห้ามการชุมนุม สวนทางกับวัตถุประสงค์ของการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ใช้ในการควบคุมโรคระบาด

หลังจากนั้นเกิดการดำเนินคดีโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกลั่นแกล้งและเพิ่มภาระให้ผู้ใช้เสรีภาพ ซึ่งเป็นแนวทางที่พล.อ.ประยุทธ์เคยชินและใช้ตั้งแต่รัฐประหาร 2557 จากข้อเท็จจริงที่ได้ติดตามสังเกตการณ์และบันทึกข้อมูลเห็นว่า ที่ผ่านมาการออกข้อกำหนดของพล.อ.ประยุทธ์เป็นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ดังนี้

  • ระหว่างการชุมนุม 2563-2565 มีการชุมนุมแบบไร้แกนนำ ทำให้รัฐควบคุมยาก จึงใช้วิธีการ “หว่านแห” ดำเนินคดีตั้งแต่ผู้จัด ผู้ประกาศนัดหมายไปจนถึงผู้ให้บริการเครื่องเสียงและรถห้องน้ำเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวว่า จะถูกดำเนินคดี ในกรณีรถห้องน้ำเห็นได้ว่า การดำเนินคดีมุ่งเพียงหยุดยั้งการชุมนุมเท่านั้น ไม่ได้เอื้ออำนวยหรือคุ้มครองสุขภาพ เนื่องจากรถห้องน้ำทำให้ผู้ชุมนุมมีโอกาสล้างมือและขับถ่ายอย่างถูกสุขอนามัยและช่วยป้องกันโรคติดต่อได้
  • พล.อ.ประยุทธ์แต่งตั้งให้ผู้บัญชาการสูงสุดเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง ทั้งที่ไม่ได้มีความรู้หรือความเกี่ยวข้องกับการป้องกันโรคระบาด และช่วงเวลาดังกล่าวไม่ได้มีสงคราม หรือสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง การออกประกาศห้ามชุมนุมจึงไม่ได้เป็นไปเพื่อมาตรการด้านสาธารณสุข แต่ต้องการรักษาความมั่นคงทางการเมือง
  • ข้อกำหนดนายกรัฐมนตรีและประกาศผู้บัญชาการทหารสูงสุดถูกใช้เป็นฐานอำนาจของตำรวจควบคุมฝูงชนในการห้ามจัดการชุมนุมในพื้นที่ที่เกี่ยวพันกับพล.อ.ประยุทธ์ เช่น บริเวณใกล้ทำเนียบรัฐบาล ที่ทำงานของพล.อ.ประยุทธ์ และกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ บ้านพักของพล.อ.ประยุทธ์ เมื่อผู้ชุมนุมเข้าใกล้พื้นที่ชุมนุมก็จะพบกับสิ่งกีดขวางและปราบปรามด้วยอาวุธอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตสองคน สูญเสียอวัยวะสองคน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก แต่ไม่สามารถดำเนินคดีกับตำรวจได้เนื่องจากมาตรา 17 ของพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่คุ้มครองให้ตำรวจไม่ต้องรับผิด ในทางตรงกันข้ามหากผู้ชุมนุมจัดการชุมนุมในพื้นที่อื่น ตำรวจจะไม่ห้ามปรามและจะไม่ต้องเผชิญกับการปราบปรามด้วยความรุนแรง เห็นได้ว่า การเลือกใช้อำนาจตามข้อกำหนดและประกาศไม่ได้เป็นไปเพียงเพื่อควบคุมโรคระบาดและนำมาใช้ต่อการรวมตัวทุกประเภทที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคอย่างเท่าเทียมกันทุกกรณี จงใจใช้อำนาจเพื่อคุ้มครองพล.อ.ประยุทธ์จากการชุมนุมขับไล่ของประชาชน
  • ในคำให้การของจำเลยกล่าวอ้างกลับไปกลับมาหลายครั้งถึงเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2564 ว่า มีผู้ปราศรัยที่กล่าวถึงประเด็นปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงมีเหตุจำเป็นที่ต้องดำเนินคดีกับโจทก์ทั้งสามฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดนายกรัฐมนตรี ทั้งที่การชุมนุมเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นข้อเรียกร้องที่สามารถนำเสนอได้ คำให้การให้น้ำหนักในประเด็นดังกล่าวมากกว่าการอธิบายถึงลักษณะของการชุมนุมที่จะเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิดหรือไม่ จึงแสดงให้เห็นว่า การคงอยู่ของข้อกำหนดและประกาศเป็นไปในทางการเมืองมากกว่าเหตุผลทางสาธารณสุข

สาม ข้ออ้างของการออกข้อกำหนดและประกาศตามฟ้องเพื่อการป้องกันโรคระบาดและการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและไม่สอดคล้องกับข้อมูลหลักฐานทางการแพทย์

ข้อเท็จจริงจากการสังเกตการณ์การชุมนุมพบว่า ผู้ชุมนุมจะใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ส่วนมาตรการอื่นๆ เช่น การรักษาระยะห่าง การแจกเจลแอลกอฮอล์ให้ล้างมือ มีมากน้อยต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทการชุมนุมและจำนวนผู้เข้าร่วมการชุมนุม ซึ่งโจทก์ไม่เคยติดเชื้อโควิดจากการเข้าร่วมการชุมนุมเลยแม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยมีข้อมูลว่า การชุมนุมสาธารณะครั้งใดเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาดของการเชื้อโควิดในช่วงเวลาดังกล่าว กลับกันโจทก์เคยติดเชื้อโควิดสองครั้งจากการเข้าร่วมสังสรรค์โดยไม่ใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งช่วงดังกล่าวโจทก์ไม่ได้ร่วมชุมนุมทางการเมืองเลย ข้อมูลจาก MOB DATA THAILAND ซึ่งเป็นโครงการสังเกตการณ์การชุมนุมระบุว่า ในปี 2564 มีการชุมนุมเกิดขึ้นอย่างน้อย 1,516 ครั้ง ไม่เคยมีรายงานว่า มีการชุมนุมครั้งใดที่เป็นสาเหตุของการแพร่ระบาดของโรคโควิดเลย สำหรับข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ จำเลยก็ไม่ได้ให้การหรือไม่เคยนำเสนอพยานหลักฐานให้เห็นเป็นอื่นได้ว่า การชุมนุมทางการเมืองครั้งใดเป็นเหตุให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิดได้อย่างไร

ตรงกันข้ามกับการชุมนุมที่เกิดขึ้นในพื้นที่อากาศถ่ายเท การแพร่ระบาดของโควิดมักจะเกิดจากกิจกรรมประเภทอื่นที่ผู้เข้าร่วมถอดหน้ากากอนามัย เช่น การกินดื่มในสถานบันเทิง เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการอยู่ร่วมกันในพื้นที่ปิด ทำให้เชื้อไวรัสในละอองฝอยการจากการไอและจามแพร่กระจายและวนเวียนอยู่ในบริเวณเดิม ทั้งในปี 2564 เริ่มมีการผลิตวัคซีนแจกจ่ายให้กับประชาชนได้แล้ว และในหลายประเทศก็ดำเนินนโยบายเน้นให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนที่มีคุณภาพ เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ จึงเห็นได้ว่าแนวนโยบายที่พล.อ.ประยุทธ์ใช้ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องในสถานการณ์โรคโควิดของปี 2564 ไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรคได้ และยังจำกัดเสรีภาพของประชาชนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

ข้อเท็จจริงทางการแพทย์ยืนยันพื้นที่ชุมนุมเปิดโล่งไม่เสี่ยงโควิด-19

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย พยานโจทก์ส่งให้คำให้การในประเด็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ชุมนุมที่เปิดโล่งอากาศถ่ายเทไม่ได้เป็นพื้นที่เสี่ยงในการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยสรุปคือ

ปัจจุบันหลักฐานทางการแพทย์พบว่า มาตรการหลักในป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 คือ การสวมใส่หน้ากากอนามัย และการเว้นระยะห่างเพื่อลดการรับละอองฝอยเสมหะ น้ำมูก น้ำลายในระยะใกล้ชิด รวมถึงการอยู่ในที่มีอากาศถ่ายเทเพื่อลดจำนวนละอองฝอยที่หมุนเวียนในอากาศ การป้องกันที่ได้รับการกล่าวถึงน้อยคือ การอยู่ในพื้นที่เปิดโล่งที่อากาศถ่ายเทสะดวก โดยทฤษฎีทางการแพทย์ หากอยู่ในพื้นที่ที่อากาศเปลี่ยนแปลง 12 แอร์เช้นจ์ (ACH) คือ มีอากาศหมุนไป 12 รอบต่อชั่วโมง ซึ่งหลักการนี้ปกติใช้ในห้องความดันลบของโรงพยาบาลด้วยซึ่งโอกาสติดเชื้อโควิด-19 จะต่ำมาก

ในพื้นที่เปิดโล่ง เช่น สถานที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะ จะมีอัตราที่อากาศถ่ายเทประมาณ 24 แอร์เช้นจ์ หรือมากกว่าในห้องของโรงพยาบาลประมาณเท่าตัว ซึ่งปลอดภัยกว่าในโรงพยาบาลอย่างมาก มีโอกาสแพร่เชื้อโควิดให้คนที่มาชุมนุมด้วยกันต่ำมากๆ จึงพอสรุปเป็นหลักทางวิชาการได้ว่า การชุมนุมทางการเมืองส่วนใหญ่ซึ่งจัดในที่เปิดโล่ง และทุกคนที่เข้าร่วมยังใส่หน้ากากอนามัย มีการเว้นระยะห่างบ้าง แต่ไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกัน มีโอกาสแพร่เชื้อโควิดต่ำมาก จึงเป็นเหตุให้ในต่างประเทศหลายประเทศไม่ได้ห้ามชุมนุมทางการเมือง ถือว่าเป็นสิทธิเสรีภาพที่สามารถชุมนุมทางการเมืองได้ถ้าชุมนุมในที่เปิดโล่ง

จากประสบการณ์การทำงานที่โรงพยาบาลจะนะในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 ระบาดหนัก โรงพยาบาลก็ไม่ต่างจากสถานที่ชุมนุมทางการเมือง เพราะคนไข้ก็ยังไปนั่งรอแผนกผู้ป่วยนอกจำนวนหลายร้อยคนต่อวัน ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีผู้ป่วยด้วยสารพัดโรคมารวมตัวกัน จึงไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามีคนที่ติดเชื้อโควิดอยู่ร่วมด้วยหรือไม่ ซึ่งแม้ว่า สถานการณ์โควิด-19 จะแพร่ระบาด แต่ที่โรงพยาบาลทุกแห่งก็ยังมีคนมาใช้บริการเยอะเช่นเดิมโดยทุกคนใส่หน้ากากอนามัย และอาจจะมีการเว้นระยะห่างบ้างเท่าที่สามารถทำได้ สิ่งที่พบคือ ไม่มีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นเลยว่า มีการระบาดจากการมารับบริการที่โรงพยาบาล ทั้งที่ก็ยังเปิดให้บริการเหมือนปกติต่อเนื่อง

ในกรณีที่มีผู้ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจจะถูกจัดให้แยกไปตรวจอีกที่หนึ่ง มีทั้งคนที่ติดเชื้อโควิด-19 และคนที่เป็นโรคอื่นมารับบริการ เมื่อซักประวัติแล้วก็จะถูกแยกไปนั่งในเต็นท์ที่อากาศถ่ายเท เพราะเป็นกลุ่มเสี่ยงโควิดสูง คนกลุ่มนี้มารับบริการวันละประมาณ 30-40 คน ซึ่งก็ถูกจัดให้นั่งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยที่ไม่ได้ตรวจเชื้อโควิด-19 ให้กับทุกคน การจัดบริการของคลินิกโรคทางเดินหายใจหลักการคือจัดในพื้นที่เปิดโล่ง ให้ลมพัดผ่านได้ มีความร้อนจากแสงแดดอยู่บ้าง ให้คนไข้ใส่หน้ากากอนามัย ผลคือ ไม่พบการระบาดในคลินิกโรคทางเดินหายใจเลย เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วเมื่อใส่หน้ากากอนามัย และอยู่ในพื้นที่ที่อากาศถ่ายเท ก็จะมีโอกาสติดเชื้อโควิดได้น้อยมาก

นอกจากนี้นพ.สุภัทรยังเคยนำทีมแพทย์และอาสาสมัครหลายร้อยคน ลงพื้นที่ชุมชนในกรุงเทพมหานครช่วงเดือน กรกฎาคมถึงสิงหาคม 2564 เพื่อตั้งจุดคัดกรองตรวจหาเชื้อโควิด-19 ให้กับคนในชุมชุน โดยมีผู้เข้ารับการตรวจหาเชื้อมากกว่า 200,000 คน และพบผู้ติดเชื้อมากกว่าร้อยละสิบของผู้เข้ารับการตรวจ ผู้เข้ารับการตรวจทุกคนต้องต่อแถวเพื่อการลงทะเบียน รอคิวตรวจ และรอฟังผล การเว้นระยะห่างทำได้อย่างจำกัดขึ้นอยู่กับความเอื้ออำนวยของพื้นที่แต่ละแห่ง ซึ่งทีมแพทย์และอาสาสมัครได้จัดพื้นที่ตรวจคัดกรองเป็นพื้นที่เปิดโล่งและมีอากาศถ่ายเท ผู้เข้ารับบริการทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ขณะที่ทีมงานอาสาสมัครบางส่วนก็สวมแค่หน้ากากอนามัย แต่แทบไม่มีการระบาดหรือการติดเชื้อจากการตั้งจุดคัดกรองนี้

จากข้อมูลที่พบการติดเชื้อส่วนมากติดจาการสัมผัสใกล้ชิดและส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อในครัวเรือน เช่น เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งหมดติดจากสมาชิกในครอบครัว ไม่มีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่ติดเชื้อจากการทำงานในโรงพยาบาล เนื่องจากเมื่ออยู่ในบ้านแล้วทุกคนถอดหน้ากากอนามัยทำให้ติดเชื้อได้ง่าย

ก่อนหน้านี้นพ.สุภัทรเคยได้รับหมายเรียกจากศาลให้เป็นพยานในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมสาธารณะในช่วงปี 2564 มีการกล่วาหาว่า จำเลยฝ่าฝืนข้อกำหนด และประกาศที่ออกตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทั้งหมดแปดคดี ทำให้ต้องทำการศึกษาถึงผลกระทบจากการชุมนุม เปรียบเทียบกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 และจำนวนผู้ติดเชื้อในพื้นที่จังหวัดนั้นๆ ในช่วงเวลาเจ็ดวันหลังจากที่จัดการชุมนุม และทำรายงานศึกษาเพื่อนำส่งศาล ผลการศึกษาพบว่า ไม่มีการระบาดของโรคให้เห็นในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการชุมนุม ในทางตรงกันข้ามบางพื้นที่จำนวนผู้ติดเชื้อยังลดลงด้วย และไม่เคยพบรายงานว่า มีการระบาดเป็นกลุ่มก้อนจากการชุมนุมสาธารณะเลย

ประสบการณ์คัดกรองโควิดไม่มีใครติดเชื้อจากการทำงาน

นิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการองค์กรเข้าถึงเอดส์ พยานโจทก์ส่งคำให้การในประเด็นข้อเท็จจริงในการทำงานสร้างเสริมความรู้และป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเป็นการใช้ความรู้และประสบการณ์ทำงานกรณีโรคติดเชื้อเอชไอวีที่รัฐเคยใช้วิธีการออกคำสั่งเพื่อแก้ไขปัญหาในทางที่ตีตราผู้ติดเชื้อ จนนำมาซึ่งการทำงานรณรงค์สร้างความเข้าใจในสังคมและประเมินความเสี่ยงแก่ประชาชน โดยนิมิตร์ให้การโดยสรุปดังนี้

ปี 2563 ระหว่างการระบาดของโควิด-19 พยานเห็นว่า ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด (ศบค.) และกระทรวงสาธารณสุขกำลังใช้แนวทางการออกคำสั่งให้ประชาชนทำหรือไม่ทำอะไรโดยไม่ได้สร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจด้วยตัวเองได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ในเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม 2564 นิมิตร์ร่วมกับองค์กรเครือข่ายตั้งทีมงาน “โควิดชุมชน” หรือ “Com Covid” ขึ้นมาเพื่อศึกษาปัญหาเชิงลึกว่า จะมีวิธีการอย่างไรให้คนในชุมชนสามารถส่งเสริมป้องกันการติดเชื้อในชุมชนได้เอง และให้สามารถระบุตัวคนที่ติดเชื้อในชุมชนได้ พร้อมกับให้เข้าถึงการรักษาได้ พยานลงพื้นที่เพื่อพบปะพูดคุยศึกษาปัญหาและทำงานร่วมกับทีมงานของชุมชนในกรุงเทพมหานคร รวม 23 ชุมชน โดยการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อ ค้นหาผู้ที่มีความเสี่ยง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 และหาทางส่งต่อผู้ติดเชื้อให้ได้รับการรักษา ซึ่งการทำงานอาศัยความรู้และประสบการณ์ที่ทำงานเรื่อเอชไอวีมาใช้ในเรื่องนี้ด้วย

เขาและองค์กรเครือข่ายร่วมทำงานเน้นการให้ความรู้แก่ประชาชน ทำการอบรมแกนนำในชุมชนให้มีความรู้ความเข้าใจว่า ในสถานการณ์การระบาดของโรคสิ่งใดที่ประชาชนสามารถทำได้ หรือทำไม่ได้ และให้แกนนำชุมชนสามารถไปสื่อสารต่อกับสมาชิกในชุมชนได้ เพื่อไม่ให้เกิดการรังเกียจผู้ติดเชื้อ และให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 สามารถอยู่ร่วมกับคนในชุมชนได้ และร่วมกับทีมงานโควิดชุมชนจัดพื้นที่เพื่อการตรวจคัดกรองหาผู้ติดเชื้อในชุมชนมากกว่าร้อยแห่ง ตรวจคัดกรองแห่งละมากกว่า 5,000 คน ข้อเท็จจริงที่พบจากการทำงาน มีดังนี้

หน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ

การแพร่เชื้อโควิด-19 เกิดในวงจำกัด การใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาสามารถป้องกันเชื้อได้ และเชื้อไม่สามารถติดต่อกันได้ผ่านการกินอาหารหรือการสัมผัสเนื้อตัวผู้ติดเชื้อ ในการปฏิบัติงานของทีมงานและอาสาสมัครของ “โควิดชุมชน” ลงพื้นที่เพื่อทำหน้าที่พูดคุยกับคนที่มารับบริการ ลงทะเบียน ตรวจคัดกรองผู้ป่วย เมื่อพบผู้ติดเชื้อจะมีการจัดให้นั่งคอย และพูดคุยสัมภาษณ์อาการเพื่อแยกระดับความเสี่ยงของผู้ป่วย อธิบายวิธีการปฏิบัติและดูแลตัวเอง และร่วมมือกับแพทย์เพื่อจ่ายยา ทีมงานที่รับผิดชอบงานส่วนนี้ใช้อาสาสมัครจำนวนเกือบ 1,000 คน และแกนนำจากชุมชนต่างๆ อีกหลักร้อยคน ซึ่งสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันตัวเพียงหน้ากากอนามัย อาสาสมัครจำนวนหนึ่งก็ใส่เฟซชิลด์ หรือบางคนใส่ชุดกันฝนด้วย แต่ไม่ได้ใส่ชุดป้องกันแบบ PPE

อาสาสมัครแต่ละคนจะพบเจอและพูดคุยกับผู้ติดเชื้อจำนวนมากในแต่ละวัน ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนมีอาสาสมัครเพียงคนเดียวที่ติดเชื้อ ซึ่งสืบทราบว่ามาจากการช่วยพยุงผู้ป่วยที่ชรามาก ระหว่างที่ตัวเองไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย สำหรับตัวเขาไม่เคยติดเชื้อโควิด-19 จากการทำงานดังกล่าวเลย ทั้งที่สัมผัสกับผู้ติดเชื้อหลายระดับจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพยายามประสานงานกับหน่วยงานรัฐเพื่อให้อธิบายข้อมูลแก่ประชาชนอย่างรัดกุมและไม่สร้างความตื่นตระหนกในสังคม

สาธารณสุขเสี่ยงล่ม เสนอใช้ระบบคัดกรองผู้ป่วยตามอาการแทน

ระหว่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 โรงพยาบาลที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้ ภาครัฐพยายามสร้างโรงพยาบาลสนามแต่ก็ไม่เพียงพอ ทีมงานโควิดชุมนุมเสนอว่า ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนามเพื่อรับการรักษา ควรเก็บเตียงไว้สำหรับคนที่มีอาการรุนแรง จนกระทั่งเกิดเป็นระบบ Home Isolation ซึ่งไม่ใช่เพียงผู้ที่มีบ้านขนาดใหญ่ แต่ผู้ที่อยู่อาศัยในเป็นบ้านขนาดเล็กในชุมชนก็สามารถทำได้ จนกระทั่งกรมการแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุขเห็นด้วย และเริ่มนำไปทำเป็นนโยบายให้คนที่บ้านสามารถดูแลกันและกันได้ ทั้งผู้ป่วยและไม่ป่วยใส่หน้ากากอนามัยอยู่ร่วมกันในบ้าน ไม่ต้องพึ่งพาโรงพยาบาลของรัฐทุกกรณี และทำให้บริการสาธารณสุขยังเดินหน้าต่อไปได้

ในประเด็นที่รัฐสั่งให้กักตัวผู้ที่เสี่ยงติดเชื้อเป็นเวลา 14 วัน ซึ่งสร้างความโกลาหล จากการศึกษาพบว่า แต่ละคนมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน นำไปสู่การจัดวงความเสี่ยง วงที่หนึ่ง คือ ผู้ติดเชื้อโควิด วงที่สอง คือ คนที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ และวงที่สาม คือ คนที่สัมผัสคนวงที่สอง ซึ่งเมื่อแบ่งประเภทเช่นนี้แล้ว คนที่อยู่ในความเสี่ยงวงที่สองก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้โดยการใส่หน้ากากอนามัยและการตรวจหาเชื้อด้วยตัวเอง เมื่อครบเวลาห้าวันที่สัมผัสผู้ป่วยวงที่หนึ่งแล้วไม่ติดเชื้อก็คือไม่มีความเสี่ยง ส่วนคนที่มีความเสี่ยงวงที่สาม ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลและสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ โดยหากคนในวงที่สองยังไม่ตรวจพบเชื้อก็ไม่มีความเสี่ยงและไม่ต้องกักตัวเอง 14 วัน การทำนโยบายเช่นนี้จะทำให้คนยังคงสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่มีเหตุผลที่รัฐจะต้องออกคำสั่งห้ามไม่ให้คนมารวมตัวกันเพราะกลัวจะเกิดการแพร่ระบาด ทั้งนี้ประชาชนมีความตระหนักและใส่หน้ากากอนามัยกันอย่างแพร่หลาย เป็นวิถีปกติของทุกคนในสังคมทั้งหมด ซึ่งเพียงพอแล้วสำหรับการป้องกันโควิด-19 ประชาชนในช่วงเวลาดังกล่าวยังคงใช้ชีวิตต่อไป มีการใช้งานขนส่งสาธารณะร่วมกัน ซึ่งในช่วงเวลาเร่งด่วนคนก็ยืนกันอย่างหนาแน่นในขบวนรถที่อากาศไม่ถ่ายเทโดยทุกคนใส่หน้ากากอนามัย แต่ไม่มีข้อมูลเลยว่ามีการแพร่ระบาดในการใช้ขนส่งสาธารณะร่วมกัน ในทำนองเดียวกันกับการชุมนุมสาธารณะที่ผู้ชุมนุมใส่หน้ากากอนามัยและมีการแจกเจลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นมาตรการที่พอเหมาะพอสมแล้ว ทั้งยังไม่เคยพบการแพร่ระบาดของโควิด-19 แบบกลุ่มก้อนจากการชุมนุมมาก่อน

ดังนั้นการสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะที่เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะแสดงออกต่อรัฐจึงเป็นการจำกัดเสรีภาพเกินจำเป็นต่อภาวะโรคระบาดในช่วงเวลานั้น และยังขัดต่อข้อเท็จจริงทางการแพทย์ด้วย นอกจากนี้การออกข้อกำหนดนายกรัฐมนตรีฉบับที่ 15 และประกาศผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกหลายฉบับชี้ให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจประชาชน และการมุ่งใช้มาตรการขู่ให้กลัวเพื่อบังคับให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน มากกว่าการสร้างองค์ความรู้ให้ประชาชนเข้าใจ รวมถึงการตีตราและเลือกปฏิบัติที่รุนแรงในสังคมอันเกิดจากการใช้มาตรการขู่ให้กลัวของภาครัฐเอง ซึ่งจากประสบการณ์ทำงานเรื่องการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของเห็นว่า มาตรการภายใต้แนวคิดเช่นนี้ไม่สามารถป้องกันโรคระบาดได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน

ข้อกำหนดห้ามชุมนุมจำกัดสิทธิเกินสมควร เป็นข้ออ้างสกัดกั้นผู้เห็นต่างทางการเมือง

รศ.ดร.ต่อพงษ์ กิตติยานุพงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พยานโจทก์ส่งให้คำให้การในประเด็นข้อกฎหมายเห็นว่า ข้อกำหนดนายกรัฐมนตรีฉบับที่ 15 และประกาศผู้บัญชาการทหารสูงสุด ฉบับที่ 3 ข้อ 2 และ 4 ฉบับที่ 5 และ 11 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ด้วยเหตุผลโดยสรุปดังนี้

เสรีภาพในการชุมนุมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รับรองไว้เป็นการเฉพาะในบทบัญญัติมาตรา 44 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและในวรรคสองได้บัญญัติเงื่อนไขในการจำกัดสิทธิ เสรีภาพในการชุมนุมและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานสำคัญสองประการที่เป็นเครื่องส่งเสริมหลักการพื้นฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รับรองให้แก่ฝ่ายข้างน้อยในทางการเมือง หรือฝ่ายที่ไม่ได้ถืออำนาจรัฐในการที่จะแสดงออกถึงความต้องการในทางการเมืองของฝ่ายตน โดยมีผลผูกพันองค์กรของรัฐทุกองค์กร ดังนั้น การใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรากฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายของฝ่ายบริหาร และการตัดสินอรรถคดีของศาลจึงต้องผูกพันอยู่กับสิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะที่เป็นคุณค่าสูงสุดของรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยด้วย

ทั้งนี้เสรีภาพในการชุมนุมอาจถูกจำกัดได้โดยกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ดังที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 วรรคสอง อย่างไรก็ตามกฎหมายที่ตราขึ้นจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขอีกประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญคือ หลักความพอสมควรแก่เหตุ กล่าวคือ จะต้องไม่มีลักษณะที่เป็นการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมจนเกินสมควรแก่เหตุ หรือเป็นการจำกัดในลักษณะที่กระทบต่อสาระสำคัญของเสรีภาพในการชุมนุม อีกนัยหนึ่งคือ เป็นการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมในลักษณะที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้เสรีภาพในการชุมนุมได้เลยโดยเด็ดขาด

หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 นายกรัฐมนตรีออกข้อกำหนดหลายฉบับ โดยอ้างว่ามีความจำเป็นเพื่อการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 พยานตั้งข้อสังเกตว่า ข้อกำหนดนายกรัฐมนตรีฉบับที่ 15 ข้อ 3 และประกาศผู้บัญชาการทหารสูงสุด อ้างว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อการป้องกันโรคระบาด ซึ่งถือเป็นวัตถุประสงค์ในการตรากฎหมายจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานที่มีความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อพิจารณาจากขอบเขตของการจำกัดสิทธิและเสรีภาพแล้วถือว่า เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพที่เกินสมควรแก่เหตุ หรือไม่ได้สัดส่วนกันระหว่างประโยชน์สาธารณะที่ได้รับกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ต้องสูญเสียไป เพราะเป็นการจำกัดที่แทบไม่เปิดโอกาสให้มีการใช้เสรีภาพในการชุมนุมได้เลย ข้อกำหนดในลักษณะดังกล่าวจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้รัฐบาลได้อาศัยข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคเพื่อการสกัดกั้นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและการใช้สิทธิทางการเมืองของประชาชนที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล มากกว่าจะมีวัตถุประสงค์ในการควบคุมการระบาดของโรคอย่างแท้จริง

พยานมีความเห็นว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ประชาชนยังคงมีเสรีภาพในการชุมนุมอยู่ หากการชุมนุมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และรัฐย่อมมีหน้าที่ในการคุ้มครองและอำนวยความสะดวกให้การชุมนุมสามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้มาตรการทางสาธารณสุขที่ตกลงร่วมกัน แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกลับสวนทางกัน ในกรณีที่มีผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมเพื่อวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล รัฐบาลกลับห้ามไม่ให้มีการชุมนุมทุกครั้ง ในทางตรงกันข้ามกลับเปิดโอกาสให้ประชาชนบางกลุ่มออกมารวมตัวกันจำนวนมากได้ โดยไม่มีมาตรการห้ามการชุมนุมแต่อย่างใด ดังนั้นจึงมีลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติด้วย นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาจากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาย่อมเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า การห้ามไม่ให้มีการชุมนุมหรือการสลายการชุมนุมในแต่ละกรณีนั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอย่างแท้จริง หากแต่เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในทางการเมืองเพื่อสกัดกั้นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของรัฐบาล

ในคำให้การพยานยกตัวอย่างวิธีคิดหรือการให้เหตุผลสำหรับการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในทางระหว่างประเทศ หรือตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศประกอบด้วย โดยสรุปคือ

  • คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council: UNHRC) ได้มีมติที่ 44/20 รับรองเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เรื่อง การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในบริบทของการชุมนุมโดยสงบ โดยเน้นย้ำว่า "รัฐไม่ควรอ้างการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ เสรีภาพในการสมาคม และเสรีภาพในการแสดงออกโดยไม่คำนึงถึงความจำเป็นและความได้สัดส่วน การจำกัดเสรีภาพใด ๆ ที่ได้รับการคุ้มครองตามพิธีสารระหว่างประเทศจะต้องทำภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพิธีสารนั้น ๆ อย่างเคร่งครัด
  • ศาลรัฐธรรมนูญสหพันธ์ของเยอรมนีวินิจฉัยไว้ในคดี BVerfG 1 BvR 828/20 ลงวันที่ 16 เมษายน 2563 มีหลักการโดยสรุปว่า การห้ามไม่ให้มีการชุมนุมโดยเด็ดขาดหรือโดยสิ้นเชิงในระหว่างการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ขัดต่อหลักความจำเป็น ซึ่งเป็นหลักการที่เรียกร้องให้รัฐต้องเลือกมาตรการที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนน้อยที่สุด ดังนั้นการห้ามการชุมนุมโดยเด็ดขาดจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ หลักการสำคัญที่จะช่วยให้เสรีภาพในการชุมนุมและการป้องกันโรคระบาดได้รับการคุ้มครองไปพร้อม ๆ กัน คือการที่รัฐและผู้จัดการชุมนุมจะต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจัดการชุมนุมมีมาตรการการป้องกันการแพร่กระจายของโรคระบาดด้วย รัฐอาจมีความชอบธรรมที่จะกำหนดเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการแพร่ระบาดได้
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...