โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

สธ. ปรับเกณฑ์ลดหวาน 5% กลุ่มเครื่องดื่ม "ทางเลือกสุขภาพ" มาตรฐานเดียว

Khaosod

อัพเดต 28 มี.ค. 2566 เวลา 07.20 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. 2566 เวลา 05.26 น.
สธ. เตรียมขยับเกณฑ์ความหวาน เหลือร้อยละ 5 พบคนไทยติดหวาน

กระทรวงสาธารณสุข เตรียมขยับ เกณฑ์ความหวาน ของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในไทย เหลือร้อยละ 5 เพื่อลดพฤติกรรมติดหวานและมีสุขภาพที่ดี

วันที่ 28 มี.ค.2566 นพ.เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดงานมหกรรม "ประเทศไทย หวานแค่ไหนพอ" ตามนโยบาย ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ได้ประกาศนโยบาย "หวานน้อยสั่งได้" และมอบให้กรมอนามัยขับเคลื่อน เพื่อลดปริมาณความหวานของร้านเครื่องดื่มชงลงเหลือร้อยละ 5 ส่งผลให้ขณะนี้มีภาคธุรกิจแฟรนไชส์เครื่องดื่มรายใหญ่เข้าร่วมนโยบาย "หวานน้อยสั่งได้" 27 แบรนด์ รวมทั้งร้านค้าที่เป็น Local Brand ทั่วประเทศ อีก 2,355 ร้าน

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยโดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ซึ่งสาเหตุเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การบริโภคอาหาร การปฏิบัติตนการออกกำลังกาย เป็นต้น และจากข้อมูลด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหารของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2560-2562 พบว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลทราย 2.5-26 ล้านต้นต่อปี

นพ.สุวรรณชัย กล่าวต่อว่า และปี 2562 คนไทยดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลเฉลี่ย 3 แก้วต่อวัน ซึ่งจากข้อมูลสถานการณ์ดังกล่าวเป็นพฤติกรรมการบริโภคที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชน นอกจากนี้กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของประเทศ ทั้งจำนวนการเสียชีวิตและภาระโรค

นพ.สุวรรณชัย กล่าวอีกว่า โดยรวม สถานการณ์ประเทศไทยปี 2559-2563 พบว่า มีอัตราการเสียชีวิต เนื่องมาจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ เป็นสาเหตุการตาย 3 อันดับแรก ได้แก่ โรคมะเร็งทุกประเภท โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจขาดเลือด คิดเป็นอัตราการเสียชีวิตเท่ากับ 123.3 47.1 และ 31.8 ต่อประชากร แสนคน ซึ่งสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีความหวาน ความมัน และความเค็มมากเกินเกณฑ์ขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น

"กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย จึงได้จัดงานมหกรรม "ประเทศไทย หวานแค่ไหนพอ"ขึ้น เพื่อเป็นการเตรียมปรับเกณฑ์ความหวานของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของประเทศไทยให้เป็นเกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน โดยปรับลดเกณฑ์ความหวานของการรับรองสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพจากร้อยละ 6 ให้เป็นร้อยละ 5 เท่ากับหวานน้อยสั่งได้ เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมพร้อมในการปรับตัว รวมถึงประชาชนก็จะได้ทราบถึงเกณฑ์ความหวานที่ดีต่อสุขภาพของตนเอง" อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ด้าน รศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ จากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ยังพบคนไทยมีน้ำหนักตัวเกินและมีกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวนมากอยู่ ขณะเดียวกันยังพบว่าการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป ในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่มีรสหวานทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเวลากินน้ำตาลมากเกินจะเปลี่ยนเป็นการสร้างไขมันที่มีผลเสียต่อสุขภาพโดยไม่รู้ตัว เฉลี่ยแล้วคนไทยกินน้ำตาลถึง 25 ช้อนชาต่อวัน ในขณะที่กรมอนามัยแนะนำว่าไม่ควรกินน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชา ซึ่งเกินไปถึง 4 เท่า

"พวกเราต้องก้าวไปพร้อมกันทั้งภาครัฐ เอกชนที่จะช่วยกันผลักดันด้านสุขภาพของคนไทยให้ดีขึ้น โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เป้าหมายต่อไปพวกเราต้องปรับลดความหวานจากร้อยละ 6 ให้เป็นร้อยละ 5 หวานน้อยสั่งได้" รศ.ดร.วันทนีย์ กล่าว

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทในการกำกับ ดูแล และส่งเสริมให้อาหารมีคุณภาพ ความปลอดภัย มีคุณค่าและประโยชน์เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย ได้มีการดำเนินงานเกี่ยวกับการลดความเสี่ยงของการเกิดโรค NCDs ด้วยการสนับสนุนส่งเสริมการบริโภคอาหารที่ได้รับการรับรองสัญลักษณ์ "ทางเลือกสุขภาพ" ที่ปัจจุบันมีเกณฑ์การรับรองสัญลักษณ์ "ทางเลือกสุขภาพ" จำนวน 14 กลุ่มอาหาร และจำนวนผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้รับการรับรองสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพมีจำนวน 2,749 ผลิตภัณฑ์ จาก 444 บริษัท

ขณะเดียวกันมีการเสวนา "การบูรณาการระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนนโยบายมาตรการลดการบริโภคหวานในประเทศไทย" เกี่ยวกับสถานการณ์และโรคที่เกิดจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป โดย นายอารยะ โรจนวณิชชากร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา พร้อมด้วยนักวิชาการจากกรมอนามัย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และผู้ประกอบการจาก คาเฟ่ อเมซอน,

อินทนิล คอฟฟี่ และเชฟอั้ม จากอิมแพค ที่พร้อมให้ความสำคัญในการนำไปสู่เป้าหมายเพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีจากการลดปริมาณน้ำตาล ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคหวานของคนไทยในปี 2565 พบว่าคนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นจากการเลือกรับประทานเมนูอาหารและเครื่องดื่มในระดับหวานน้อยหรือลดปริมาณการใช้เครื่องปรุงที่มีส่วนทำให้เพิ่มไขมันในร่างกาย

เมื่อถามถึงการเริ่มเก็บภาษีความหวานระยะที่ 3 ที่จะเริ่มในวันที่ 1 เม.ย.นี้ นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า การเก็บภาษีความหวานที่ผ่านมาผู้ประกอบการก็ได้ปรับตัว จะเห็นได้ว่ามีสินค้าที่เป็นทางเลือกสุขภาพมากขึ้น มียอดการจำหน่ายมากขึ้น การบังคับใช้กฎหมายนี้เราไม่ได้หวังรายได้จากภาษี แต่หวังว่าประชาชนจะมีทางเลือก และมีสินค้าเพื่อสุขภาพมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันคนไทยเริ่มคุ้นลิ้น คุ้นชินกับรสชาติที่หวาน มัน เค็มลดลงแล้ว

"แรก ๆ อาจมีความกังวลว่าสูตรหวานน้อยคนจะบริโภคน้อยลง แต่พบว่าหลังๆ เวลาเข้าร้านไป พนักงานจะถามว่ารับหวานกี่เปอร์เซ็นต์ หรือไม่หวานเลย ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ระยะถัดไป สธ. จะต้องสนับสนุนด้านความรู้ให้ประชาชนมากขึ้น สร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการมากขึ้น เพื่อให้สินค้าสูตรหวานน้อยจำหน่ายได้ สร้างความร่วมมือชุมชน อย่างโรงเรียนปลอดน้ำอัดลม จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ ทั้งนี้ เราบริโภคลดหวาน แต่ไม่ลดคำหวานใส่กัน ชีวิตเรายังคงมีความหวานได้ เพื่อให้สังคมโดยรวมมีความสุข" นพ.สุวรรณชัย กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...