โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

วิจัยชี้ การสร้าง ‘ไฮโดรเจน’ มากเกินไป อาจส่งผลเสียต่ออากาศไม่ต่างจากใช้รถน้ำมัน

AutoFun Thailand

อัพเดต 27 พ.ค. 2566 เวลา 00.00 น. • เผยแพร่ 13 เม.ย. 2566 เวลา 13.18 น. • Salin
มีงานวิจัยหนึ่งที่ระบุว่าการสร้างไฮโดรเจนจะส่งผลเสียต่อสภาพอากาศไม่ต่างจากน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันเท่าไหร่นัก พลังงานไฮโดรเจนก็ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้ในบางกรณีสำหรับพลังงานทดแทน
  • ไฮโดรเจนจะทำปฏิกิริยากับ OH ที่เป็นตัวลดก๊าซเรือนกระจก
  • หากผลิตไฮโดรเจนมากขึ้น อาจส่งผลให้มีการสะสมมีเทนเพิ่มขึ้น
  • ต้องมีไฮโดรเจนในอากาศให้น้อยกว่า “จุดหักเห”
  • พลังงานทางเลือกอื่นก็มีปัญหาเช่นกัน

แหล่งพลังงานแต่ละรูปแบบต่างมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ไฮโดรเจนก็เช่นกัน โดยไฮโดรเจนถูกเสนอว่าเป็นทางเลือกของแหล่งพลังงานที่นอกจากน้ำมันมาเป็นหลักสิบปีแล้ว

มีงานวิจัยหนึ่งที่ระบุว่าการสร้างไฮโดรเจนจะส่งผลเสียต่อสภาพอากาศไม่ต่างจากน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันเท่าไหร่นัก พลังงานไฮโดรเจนก็ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้ในบางกรณีสำหรับพลังงานทดแทน

แม้ว่าโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานไฮโดรเจนจะยังพัฒนาไม่เต็มศักยภาพด้วยเหตุผลหลายประการ แต่พลังงานไฮโดรเจนก็ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้ในบางกรณี ในโลกที่มีความนิยมรถไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (BEV) เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

แต่มีงานวิจัยหนึ่งที่ระบุว่าการสร้างไฮโดรเจนจะส่งผลเสียต่อสภาพอากาศไม่ต่างจากน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันเท่าไหร่นัก

มีงานวิจัยหนึ่งที่ระบุว่าการสร้างไฮโดรเจนจะส่งผลเสียต่อสภาพอากาศไม่ต่างจากน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันเท่าไหร่นัก พลังงานไฮโดรเจนก็ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้ในบางกรณีสำหรับพลังงานทดแทน

ไฮโดรเจนจะทำปฏิกิริยากับ OH ที่เป็นตัวลดก๊าซเรือนกระจก

งานวิจัยที่ดำเนินการโดย Princeton University และ National Oceanic and Atmospheric Association พบว่า ไฮโดรเจนสามารถทำปฏิกิริยากับโมเลกุลอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ไฮดรอกซิล เรดิคัล (OH) ซึ่งโดยตัวมันเองแล้วจะทำหน้าที่ลดการสะสมตัวของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ

โดยนักวิจัยพบว่าเมื่อถึงจุดที่เกินขัดจำกัดของการปล่อยก๊าซไฮโดรเจนแล้ว OH จะไม่สามารถทำหน้าที่ของมัน (ลดก๊าซเรือนกระจก) ได้ ส่งผลให้มีก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศที่มากเกินไป อย่างที่เว็บไซต์ Sci Tech Daily ระบุว่า

“ไฮดรอกซิล เรดิคัล (OH) สามารถทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจนที่อยู่บนชั้นบรรยากาศ และเมื่อ OH ที่อยู่บนชั้นบรรยากาศที่มีต่อวันนั้นน้อยลงแล้ว การปล่อยไฮโดรเจนที่สูงขึ้นในชั้นบรรยากาศนั้นหมายความว่า OH จะถูกใช้ไปกับการทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจน ทำให้เหลือ OH ที่จะทำปฏิกิริยากับมีเทนลดลง ผลที่ตามมาคือ ก๊าซมีเทนจะอยู่บนชั้นบรรยากาศนานขึ้น และขยายผลกระทบของภาวะโลกร้อนให้นานขึ้น”

มีงานวิจัยหนึ่งที่ระบุว่าการสร้างไฮโดรเจนจะส่งผลเสียต่อสภาพอากาศไม่ต่างจากน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันเท่าไหร่นัก พลังงานไฮโดรเจนก็ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้ในบางกรณีสำหรับพลังงานทดแทน

หากผลิตไฮโดรเจนมากขึ้น อาจมีการสะสมมีเทนเพิ่มขึ้นด้วย

จากที่ Matteo Bertagni นักวิจัยหลังปริญญาเอกที่ High Meadows Environmental Institute ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการลดคาร์บอน ระบุว่า ผลกระทบของการเพิ่มขึ้นของไฮโดรเจนอาจเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลให้แรงจูงใจเพื่อการขยายตัวของการผลิตไฮโดรเจน ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาพอากาศยาวนานกว่าทศวรรษสำหรับโลกของเรา

Bertagni กล่าวว่า “ถ้าเราปล่อยไฮโดรเจนออกสู่ชั้นบรรยากาศตอนนี้ มันจะนำไปสู่การสะสมของก๊าซมีเทนมากขึ้นในปีต่อ ๆ ไป”

“แม้ว่าไฮโดรเจนจะมีอายุขัยในชั้นบรรยากาศเพียง 2 ปี แต่คุณจะยังคงได้รับก๊าซมีเทนที่เกิดจากไฮโดรเจนเหล่านั้นต่อไปอีกราว 30 ปีนับจากนี้”

มีงานวิจัยหนึ่งที่ระบุว่าการสร้างไฮโดรเจนจะส่งผลเสียต่อสภาพอากาศไม่ต่างจากน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันเท่าไหร่นัก พลังงานไฮโดรเจนก็ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้ในบางกรณีสำหรับพลังงานทดแทน

ต้องมีไฮโดรเจนในอากาศให้น้อยกว่า “จุดหักเห”

ในงานวิจัยนี้ นักวิจัยยังระบุจุดหักเหที่การปล่อยไฮโดรเจนจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศ และยังนำไปสู่การทำลายประโยชน์ระยะสั้นบางอย่างของไฮโดรเจนที่มีเป้าหมายให้เป็นพลังงานสะอาด โดยนักวิจัยได้ระบุเกณฑ์สำหรับการปล่อยไฮโดรเจนไว้ด้วย

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องปล่อยก๊าซไฮโดรเจนให้ต่ำกว่าจุดหักเห แม้ว่าการทำเช่นนี้จะนำไปสู่การที่ยังคงใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่ก็ตาม

มีงานวิจัยหนึ่งที่ระบุว่าการสร้างไฮโดรเจนจะส่งผลเสียต่อสภาพอากาศไม่ต่างจากน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันเท่าไหร่นัก พลังงานไฮโดรเจนก็ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้ในบางกรณีสำหรับพลังงานทดแทน

แน่นอนว่ารถไฮโดรเจนฟิวเซล (FCEV) นั้นปล่อยเฉพาะไอน้ำ แต่การรั่วไหลจากกระบวนการผลิตและการขนส่งสามารถมีได้เสมอ และหากการรั่วไหลของไฮโดรเจนไปจนถึงมีเทนนั้นมากเพียงพอ การใช้รถน้ำมันก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

Bertagni กล่าวว่า “การจัดการอัตรารั่วไหลของไฮโดรเจนและมีเทนเป็นสิ่งสำคัญ” “หากคุณมีการรั่วไหลของก๊าซมีเทนและไฮโดรเจนเพียงเล็กน้อย นั่นก็ทำให้ไฮโดรเจนสีฟ้า (blue Hydrogen) ที่คุณผลิตได้นั้นไม่ได้ดีไปกว่าการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเท่าไหร่นัก อย่างน้อยก็ในอีก 20 - 30 ปีข้างหน้า”

มีงานวิจัยหนึ่งที่ระบุว่าการสร้างไฮโดรเจนจะส่งผลเสียต่อสภาพอากาศไม่ต่างจากน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันเท่าไหร่นัก พลังงานไฮโดรเจนก็ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้ในบางกรณีสำหรับพลังงานทดแทน

โดยไฮโดรเจนส่วนใหญ่ที่ผลิตในปัจจุบันมาจากการย่อยสลายแก๊สธรรมชาติ โดยการแยกไฮโดรเจนออกจากคาร์บอนและปล่อยคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเรียกว่า ไฮโดรเจนสีเทา (grey hydrogen) แต่หากมีการกักเก็บคาร์บอนเอาไว้จะเรียกว่า ไฮโดรเจนสีฟ้า (blue hydrogen)

ส่วนไฮโดรเจนที่ผลิตจากกระบวนการอิเล็กโทรไลซิส ซึ่งเป็นการแยกน้ำออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน จะเรียกว่า ไฮโดรเจนสีเขียว (green hydrogen) ซึ่งไฮโดรเจนแบบนี้ที่จะเป็นกลางทางคาร์บอน และกระบวนการอิเล็กโทรไลซิสนี้จะต้องใช้พลังงานหมุนเวียนเท่านั้น

มีงานวิจัยหนึ่งที่ระบุว่าการสร้างไฮโดรเจนจะส่งผลเสียต่อสภาพอากาศไม่ต่างจากน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันเท่าไหร่นัก พลังงานไฮโดรเจนก็ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้ในบางกรณีสำหรับพลังงานทดแทน

ในกรณีนี้จะพูดถึง ไฮโดรเจนสีฟ้า (blue hydrogen) และไฮโดรเจนสีเขียว (green hydrogen) เท่านั้นเพราะเป็นกระบวนการที่สะอาดที่สุดในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ไฮโดรเจนทั้ง 2 แบบนี้เองที่นักวิจัยยังระบุจุดหักเหเอาไว้ว่าไม่ควรรั่วออกไปในชั้นบรรยากาศเท่าไหร่

โดยนักวิจัยระบุว่าสำหรับไฮโดรเจนสีเขียว (green hydrogen) นั้นควรที่จะมีการรั่วไหลในชั้นบรรยากาศไม่เกิน 9% ส่วนไฮโดรเจนสีฟ้า (blue hydrogen) ควรที่จะมีน้อยกว่านั้น เพราะอาจเกิดการสะสมของก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศขึ้นได้

อ่านเพิ่มเติม : เพราะเหตุใดจึงต้องเลิกใช้เครื่องยนต์สันดาปที่ใช้พลังงานจาก “ไฮโดรเจน” ?

มีงานวิจัยหนึ่งที่ระบุว่าการสร้างไฮโดรเจนจะส่งผลเสียต่อสภาพอากาศไม่ต่างจากน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันเท่าไหร่นัก พลังงานไฮโดรเจนก็ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้ในบางกรณีสำหรับพลังงานทดแทน

พลังงานทางเลือกอื่นก็มีปัญหาเช่นกัน

ดังนั้น อาจจะดีถ้าผู้ผลิตรถยนต์จะไม่เร่งรีบในการผลิตรถ FCEV มากจนเกินไป ส่วนการผลิตลิเธียมสำหรับ BEV ก็ยังคงเพิ่มขึ้นอีก 6 เท่าภายในปี 2035 เพื่อสนับสนุนจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังจะเพิ่มขึ้น

ไปจนถึงค่าไฟฟ้าที่ดูเหมือนว่าจะแพงขึ้นสำหรับช่วงกลางคืน และรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่จะต้องมีสถานีชาร์จที่สามารถกักเก็บพลังงานได้เท่ากับเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งเลยทีเดียว

ในขณะเดียวกัน ดูเหมือนว่าเชื้อเพลิงสังเคราะห์หรือ e-fuel ก็ยังไม่ค่อยน่าสนใจเพราะแม้จะมีราคาไม่แพงนัก แต่เนื่องจากกระบวนการสร้างเชื้อเพลิงเหล่านี้ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงทำให้เชื้อเพลิงเหล่านี้ยังสร้างมลภาวะได้พอ ๆ กับน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป ทำให้เรายังต้องค้นหาคำตอบเกี่ยวกับพลังงานทดแทนกันต่อไป

อ่านเพิ่มเติม : Porsche นำร่องพัฒนาน้ำมันรถยนต์สังเคราะห์ หวังเป็นทางออกยั่งยืนให้กับรถแข่ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...