โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เปิดแฟ้มคดีทางการแพทย์ อีพี 2 ‘เสียงที่แหบแห้ง’ ความจริงที่ถูกกรีดและอำพราง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คอลัมน์ “เปิดแฟ้ม คดีทางการแพทย์” โดยทีมข่าว Health & Wellness กรุงเทพธุรกิจ นำเสนอเรื่องราวคดีความทางการแพทย์ที่สิ้นสุดในชั้นศาลฎีกาแล้ว จากข้อมูลการรวบรวมของกลุ่มระงับข้อพิพาททางการแพทย์ กองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) เพื่อเป็นข้อเรียนรู้ให้กับประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ โดยนำเสนอเป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง

คดีที่ 2 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ชื่อตอนว่า “เสียงที่แหบแห้ง” ความจริงที่ถูกกรีดและอำพราง ซึ่งความเห็นของศาลที่ตัดสินในครั้งนี้ ไม่ตรงกับความเห็นของสภาวิชาชีพ โดยศาลจะใช้ดุลยพินิจพิจารณาจากพยานหลักฐานต่างๆ โดยเฉพาะประวัติผู้ป่วยหรือเวชระเบียน ถือเป็นหลักฐานสำคัญมากในคดี

จินตนาการถึงวันที่เสียงซึ่งเคยใช้สื่อสาร กลายเป็นเพียงลมปากที่แหบพร่า การพูดคุยกับคนรอบข้างกลายเป็นความทุกข์ทรมานที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาล นี่คือฝันร้ายที่เกิดขึ้นจริงกับผู้ป่วยรายหนึ่งที่เดินเข้าโรงพยาบาลด้วยความหวังในการรักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษ

เสียงมีปัญหา หลังผ่าตัดต่อมไทรอยด์

เหตุการณ์เกิดขึ้น เมื่อราว 25 ปีก่อน โจทก์ซึ่งมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ และรักษากับนายแพทย์ท่านหนึ่งใน โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ต่อมาเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2544 นายแพทย์ท่านนี้เจาะเอาเนื้อเยื่อในคอไปตรวจ แล้วแจ้งว่า “ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ และผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อที่ไม่พึงประสงค์ออก” เมื่อวันที่ 21พฤศจิกายน 2544

หลังผ่าตัด 1 เดือน เสียงของโจทก์แหบแห้งไม่มีเสียงเหมือนคนปกติทั่วไป นายแพทย์ท่านนั้น แจ้งว่าจะมีเสียงเป็นปกติภายใน 2 เดือน หลังจากผ่าตัด 2 เดือน เสียงโจทก์ยังแหบแห้งเหมือนเดิมและยังมีอาการแทรกซ้อนเวลาพูดนานประมาณ 1 นาที จะมีอาการชาตามตัว เวียนศีรษะ เสียงจะขาดหายไปเป็นช่วง ๆ ไม่สามารถควบคุมสระและพยัญชนะ

ผ่าตัดครั้งที่ 2 จึงรู้ว่า มีการใส่ซิลิโคนไว้ที่เส้นเสียง

เมื่อไปรับบริการตรวจรักษากับ นายแพทย์อีกรายที่เป็นแพทย์เฉพาะทาง แจ้งว่าเส้นประสาทเสียงถูกตัดขาด เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2545 จึงส่งโจทก์ไปรักษากับนายแพทย์อีกท่าน ที่อีกโรงพยาบาล โดยได้มีการผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง แล้วแพทย์พบว่ามีการใส่ซิลิโคนไว้ที่เส้นเสียงที่เป็นอัมพาตจากการที่เส้นเสียงถูกตัดขาด โดยก่อนหน้านี้โจทก์ไม่ได้ผ่าตัดต่อมไทรอยด์ครั้งอื่นอีกนอกจากครั้งแรก

หลังผ่าตัดครั้งที่ 2 เสียงของโจทก์ไม่ดีขึ้นและแพทย์แจ้งว่า สายเสียงถูกตัดขาดไม่สามารถกลับมาใช้เสียงตามปกติได้ แต่เสียงจะดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยใช้เวลา 3-4 ปี

ฟ้องหลัง 3-4ปีอาการไม่ดีขึ้น

จนเวลาผ่านไป 3-4 ปี เสียงของโจทก์แหบแห้งลงกว่าเดิม จนถึงเดือนกันยายน 2549 โจทก์แน่ใจว่านายแพทย์ท่านแรกที่ผ่าตัดให้นั้น ผ่าตัดด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้เส้นสายเสียงถูกตัดขาด จนส่งผลให้เสียงแหบแห้งไม่สามารถใช้เสียงตามปกติได้

ต้องใช้ความอดทนอย่างมากในการเปล่งเสียงออก พูดเหนื่อยง่าย ผู้ฟังไม่ได้ยินเท่าที่ควร ไม่เข้าใจในสิ่งที่โจทก์พูด

โจทก์สูญเสียอวัยวะสำคัญ การกระทำของนายแพทย์ท่านแรกนั้น เป็นแพทย์ทดลองงานยังไม่มีความเชี่ยวชาญเท่าที่ควร แต่โรงพยาบาลก็อนุญาตให้ผ่าตัดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ชดใช้เงินจำนวน 10 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

แม้เวลาผ่าน 3-4 ปี แต่ไม่ขาดอายุความ

ส่วนจำเลยต่อสู้ว่า แพทย์ได้บอกถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นว่าอาจมีอาการเสียงแหบ แต่มีโอกาสน้อย และผ่าตัดด้วยความระมัดระวังตามขั้นตอนและวิธีการของการแพทย์และมาตรฐานวิชาชีพแพทย์โดยไม่ได้ตัดเส้นประสาทเสียงของโจทก์ แต่ที่เสียงของโจทก์แหบแห้ง เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ จากการผ่าตัด เพราะเส้นประสาทเสียงอยู่ติดกับต่อมไทรอยด์และเกิดการกระทบกระเทือนในการผ่าตัดได้

แม้เวลาหลังการผ่าตัดจนถึงว่านที่ยื่นฟ้องจะผ่านมา 3-4 ปี แต่ศาลมองว่า “ไม่ขาดอายุความ” เนื่องจากผู้ป่วยได้รับคำแนะนำจากแพทย์มาตลอดว่า "อาการจะดีขึ้นภายใน 3-4 ปี" ย่อมทำให้ผู้ป่วยเกิดความหวังและยังไม่ทราบแน่ชัดว่าตนเองถูกละเมิดหรือได้รับความเสียหายอย่างถาวร ดังนั้น จะถือว่าผู้ป่วยรู้ถึงการละเมิดตั้งแต่วันที่ผ่าตัดไม่ได้

“แต่อายุความควรเริ่มนับเมื่อผู้ป่วยแน่ใจแล้วว่าอาการไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ตามระยะเวลาที่แพทย์เคยบอกไว้”

ศาลพบข้อเท็จจริง "เส้นประสาทเสียงถูกตัดขาด"

จุดชี้ขาดสำคัญของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่คำให้การของแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และการบันทึกในเวชระเบียน แม้ทางฝ่ายแพทย์จะอ้างว่าได้ระมัดระวังอย่างเต็มที่และอาการเสียงแหบเป็นเพียงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้แม้ทำตามมาตรฐานแล้วก็ตาม

แต่ศาลกลับพบข้อเท็จจริงจากการผ่าตัดครั้งที่สองว่า "เส้นประสาทเสียงถูกตัดขาด" จริง ซึ่งตามวิสัยของศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะต้องทราบดีว่าเส้นประสาทเสียงตั้งอยู่จุดใดและต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้อุปกรณ์ไปโดน การที่เส้นประสาทขาด จึงไม่ใช่เรื่องของภาวะแทรกซ้อนที่เกิด แต่เป็นความประมาทเลินเล่อจากการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการระมัดระวังที่พึงมี

อาจเป็นการปกปิดอำพรางข้อเท็จจริง

นอกจากนี้ ศาลยังตั้งข้อสังเกตถึงการบันทึกเวชระเบียนของแพทย์ที่ระบุรายละเอียดเพียงน้อยนิดว่า "ลงมีด ผ่าตัด และเย็บปิด" โดยไม่มีการระบุถึงสภาพของเส้นประสาทเสียงหรือรายละเอียดการระวังภัยใดๆ กลายเป็นช่องโหว่ทำให้คำอธิบายของแพทย์ในภายหลังขาดความน่าเชื่อถือ

ศาลอุทธรณ์ภาคถึงกับระบุว่า การที่แพทย์ไม่บันทึกความจริงว่าเส้นประสาทขาดระหว่างผ่าตัด อาจเป็นการปกปิดอำพรางข้อเท็จจริง ส่งผลให้ในที่สุดศาลตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3 แสนบาท และศาลฎีกาไม่รับฎีกา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...