KBANK ปี 2568 กำไรสุทธิ 49,565 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.08% YoY
#ทันหุ้น #2026 #SET #KBANK ปี 2568 กำไรสุทธิ 49,565 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.08% YoY
สรุปประเด็นหลัก (Key Takeaways)
- กำไรสุทธิปี 2568: รายงานที่ 49,565 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2567 (ลดลงเล็กน้อย 0.08% YoY) สะท้อนความสามารถในการประคองผลประกอบการท่ามกลางปัจจัยลบ
- รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII): ลดลง 7.33% YoY มาอยู่ที่ 137,152 ล้านบาท ผลจากทิศทางดอกเบี้ยขาลงและการลดดอกเบี้ยกู้เพื่อช่วยลูกค้า ส่งผลให้ NIM ลดลงมาอยู่ที่ 3.23%
- รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII): เติบโตแข็งแกร่ง 14.75% YoY อยู่ที่ 57,648 ล้านบาท ขับเคลื่อนโดยธุรกิจประกันภัย การบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และกำไรจากเงินลงทุน
- ประสิทธิภาพการดำเนินงาน: Cost-to-Income Ratio อยู่ที่ 43.56% โดยมีค่าใช้จ่ายพิเศษเพื่อดูแลพนักงานเพิ่มเติม แต่ภาพรวมยังรักษาประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ได้ดี
- คุณภาพสินทรัพย์: %NPL Gross อยู่ที่ 3.20% ขณะที่การตั้งสำรอง (ECL) ลดลง 14.69% YoY เนื่องจากปีก่อนตั้งไว้สูง แต่ยังคงระดับ Coverage Ratio แข็งแกร่งขึ้นที่ 162.75%
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ในปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 49,565 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน โดยกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้มีจำนวน 109,951 ล้านบาท ลดลง 4,043 ล้านบาท หรือ 3.55% จากปีก่อน เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่มีจำนวน 137,152 ล้านบาท ลดลง 10,852 ล้านบาท หรือ 7.33% ตามภาวะอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างปีเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง ลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้แก่ลูกค้า และการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ชะลอตัว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.23%
อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 57,648 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,408 ล้านบาท หรือ 14.75% โดยหลักมาจากผลการดำเนินงานของธุรกิจประกันภัยที่เติบโตขึ้น รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มาจากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งแก่ลูกค้าผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ครอบคลุมทั้งของธนาคาร บริษัทย่อย และพันธมิตร สอดคล้องกับภาวะตลาดที่เอื้อต่อการลงทุน รวมถึงกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ และรายได้จากการลงทุน ภายใต้นโยบายการกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุนและการสร้างผลตอบแทนอย่างเหมาะสมตามภาวะตลาด
ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 84,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 599 ล้านบาท หรือ 0.71% ซึ่งได้รวมค่าใช้จ่ายพิเศษในการดูแลพนักงานเพิ่มเติม
โดยธนาคารและบริษัทย่อยยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ระดับ 43.56% นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) จำนวน 40,312 ล้านบาท ลดลง 6,939 ล้านบาท หรือ 14.69% โดยยังคงเป็นการตั้งสำรองตามหลักความระมัดระวังอย่างรอบคอบที่ปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระดับสำรองมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์และความไม่แน่นอนของปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญความท้าทาย
สำหรับไตรมาส 4 ปี 2568 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้จำนวน 24,825 ล้านบาท ลดลง 3,455 ล้านบาท หรือ 12.22% จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 23,027 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,061 ล้านบาท หรือ 9.84% ตามฤดูกาลของการใช้จ่าย ธนาคารและบริษัทย่อยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 10,265 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน เพื่อให้ระดับสำรองอยู่ในระดับที่เหมาะสม รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องและความผันผวนสูงทั้งจากปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารในไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ที่ 10,278 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 2,729 ล้านบาท หรือ 20.98%
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 4,558,618 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 217,664 ล้านบาท หรือ 5.01% เมื่อเทียบกับวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ที่ปรับปรุงใหม่ โดยหลักมาจากเงินลงทุนสุทธิที่เพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย ขณะที่เงินให้สินเชื่อสุทธิลดลงเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจ ธนาคารยังคงมุ่งเน้นการขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ โดยพิจารณาผลตอบแทนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง และให้ความสำคัญกับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (%NPL Gross) อยู่ที่ระดับ 3.20% ซึ่งยังจำเป็นต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิดภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน ขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 162.75% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งในการบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อ และสำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 20.35%