อึ้งเลย! ชัยชนะ“กล้าธรรม”เลือกตั้ง 69 เจาะการเมืองพื้นที่&อำนาจ
การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ไม่ได้มีเพียงการชิงชัยของ“พรรคภูมิใจไทย” ที่ก้าวขึ้นมาเป็นพรรคขนาดใหญ่ ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้คำนิยามถึงชัยชนะครั้งนี้ว่า “ยิ่งกว่าแลนด์สไลด์” เพราะสะท้อนถึงความไว้วางใจและความคาดหวังจากประชาชน
แต่ยังทำให้เห็นการผงาดขึ้นของพรรคการเมืองที่ถูกมองข้าม โดยเฉพาะ“พรรคกล้าธรรม” จากพรรคตั้งใหม่ ที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หอบ สส.ย้ายออกมาจากพรรคพลังประชารัฐเข้าปักหลัก แต่วันนี้ ”กล้าธรรม“ ก้าวขึ้นมาเป็นหมากสำคัญทางการเมือง ด้วยการกวาดที่นั่ง สส. ได้เกือบ 60 ที่นั่ง จากผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ที่สูงกว่าเป้าหมายที่พรรควางไว้ และเพียงพอที่จะกลายเป็น “พรรคแปรสำคัญ” ในสมการจัดตั้งรัฐบาล
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค ระบุว่า เสียงสนับสนุนกว่า 5 ล้านเสียง คือ คำตอบของประชาชน ท่ามกลางแรงโจมตีทางการเมืองตลอดช่วงหาเสียง พร้อมย้ำว่า เมื่อเกมเลือกตั้งจบลง ทุกอย่างต้องเดินตามกติกา
แต่หากถอดรหัสความสำเร็จของพรรคกล้าธรรม จะพบว่านี่ไม่ใช่ชัยชนะจากกระแส หากเป็นผลลัพธ์ของยุทธศาสตร์ที่คำนวณได้ และการเมืองเชิงพื้นที่ที่ชัดเจนอย่างยิ่ง และหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ การวางหมากในภาคเหนือ พรรคกล้าธรรม สามารถปักธงได้เกือบทุกจังหวัด พลาดเพียงจังหวัดแพร่จังหวัดเดียว และกวาดที่นั่งในภาคเหนือตอนบนไปแบบเกินความคาดหมาย
ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิเคราะห์ว่า นี่คือสัญญาณขาลงของขั้วการเมืองเดิมอย่างชัดเจน และยังสัมพันธ์กับการสิ้นสุดอำนาจของหลายตระกูลการเมือง โดยพรรคกล้าธรรมคว้าได้ถึง 16 จาก 34 เขต สะท้อนการขยายอิทธิพลของแนวคิดจังหวัดนิยมจากพะเยาไปสู่จังหวัดอื่นได้สำเร็จ
ยุทธศาสตร์สำคัญ คือการเลือกลงสนามใน พื้นที่ชายขอบของการพัฒนา พื้นที่ห่างไกล ชายแดน หรือชนบท ที่มีความเหลื่อมล้ำสูง และเป็นพื้นที่ซึ่งการเลือกตั้งครั้งก่อน ขั้วแดงและส้มยังชนะกันไม่ขาด พรรคกล้าธรรม มองเห็นช่องว่าง และเจาะเข้าไปสร้างฐานของตัวเอง
อย่างกรณีจังหวัดเชียงใหม่ คือ ภาพสะท้อนที่ชัดเจน พรรคสามารถกวาดเรียบทั้ง 4 เขต ทั้งตอนบนและตอนล่าง ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและต้องการการพัฒนา นโยบายที่พรรคชู โดยเฉพาะการเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. เป็นโฉนดตราครุฑ จึงตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนโดยตรง
และเบื้องหลังชัยชนะ ยังมาจากระบบบริหารจัดการคะแนนที่มีประสิทธิภาพสูง พรรคกล้าธรรมถูกมองว่าเป็นพรรคที่ทำโพลภายในถี่ที่สุด ถึงระดับรายสัปดาห์ เพื่อติดตามแนวโน้มคะแนน ตัดเกรดผู้สมัคร และตัดสินใจทุ่มทรัพยากรให้เฉพาะเขตที่มีโอกาสชนะจริง เห็นได้ชัดจากการตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ในพื้นที่เป้าหมายช่วงโค้งสุดท้าย และสามารถปักธงได้จริง
ไม่เพียงภาคเหนือ ยุทธศาสตร์เดียวกันถูกนำไปใช้ในภาคใต้และสามจังหวัดชายแดน แม้จะเริ่มทำพื้นที่เพียง 1–2 เดือนก่อนเลือกตั้ง แต่การสะสมเครือข่ายเดิม ทำให้สามารถชิงพื้นที่รอบนอกมาได้บางส่วน
ขณะที่ภาคอีสาน ดร.ประเทือง ม่วงอ่อน จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี วิเคราะห์ว่า พรรคกล้าธรรม ใช้กลยุทธ์คล้ายพรรคภูมิใจไทย คือ ดึงผู้สมัครที่เป็นเจ้าของพื้นที่เดิม หรือมีโอกาสชนะสูงมาสังกัดพรรค เป็นการเมืองแบบ “เลือกคนก่อน เลือกพรรคทีหลัง” ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ แต่ให้ผลลัพธ์แม่นยำ ตัวเลข สส. ที่ได้จึงแทบไม่เกินจากที่คาดการณ์ไว้
แม้จะถูกมองว่าเป็นพรรคหน้าใหม่ แต่ในทางปฏิบัติ พรรคกล้าธรรม คือ การรวมตัวของนักการเมืองมากประสบการณ์จากหลายพรรคเดิม ทำให้ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์
อย่างไรก็ตาม บนกระดานจัดตั้งรัฐบาล พรรคกล้าธรรม ยังวางท่าทีระมัดระวัง ร.อ.ธรรมนัส ย้ำว่า พรรคมีเพียง 58 เสียง ต้องรู้จักสถานะตัวเอง และให้เกียรติพรรคแกนนำ ทุกอย่างยังเร็วเกินไปจนกว่าจะมีการรับรองผลจาก กกต. พร้อมพูดถึงเสถียรภาพรัฐบาลไม่จำเป็นต้องมี 300 เสียง โดยยกตัวอย่างเมื่อสมัยตนเองอยู่พรรคพลังประชารัฐ และเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลปริ่มน้ำ 251 เสียง ก็สามารถประคองตัวอยู่ได้ หากบริหารจัดการทางการเมืองเป็น
ที่น่าสนใจ คือ การวางยุทธศาสตร์การเมืองของพรรคกล้า ที่ถือเป็นพรรคม้ามืด ที่น่ากลัวสำหรับคู่แข่งอีกพรรค เพราะชัยชนะของพรรคกล้าธรรม ในการเลือกตั้ง 69 ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของพรรคหนึ่งพรรคใดเท่านั้น แต่คือสัญญาณว่า การเมืองไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “คนทำพื้นที่จริง ยุทธศาสตร์ที่คำนวณได้ กำลังกลายเป็นตัวแปรชี้ขาดบนเวทีอำนาจการเมือง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews