โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พาราสาวะถี

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 31 ม.ค. เวลา 11.12 น. • เผยแพร่ 01 ก.พ. เวลา 23.20 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

อ่านเนื้อหาที่ แสวง บุญมีเลขาธิการ กกต.โพสต์ชี้แจงข้อสงสัยของ สมชาย ปรีชาศิลปกุลอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับบทบาทของ 7 เสือ กกต.ในการเลือกตั้งไม่ผิด หากยึดตามรัฐธรรมนูญอย่างที่เลขาฯ กกต.ว่า แต่ที่คนส่วนใหญ่สงสัยคือ เรื่องสำคัญทั้งหลายไม่จำเป็นต้องรอให้มีการประชุมกรรมการ กกต.เพื่อให้มีมติ หรือประชุมแล้ว คนทำหน้าที่ประธาน กกต.ที่วันนี้คือ ณรงค์ กลั่นวารินทร์สามารถที่จะสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนได้

เป็นการสื่อสารในลักษณะตอบคำถามของผู้สื่อข่าว ไม่ใช่การไม่ชี้แจง หรือออกเป็นเอกสารแถลงข่าว ซึ่งเป็นการสื่อสารเป็นทางเดียว ในฐานะองค์กรอิสระสำคัญที่กำกับดูแลการเลือกตั้งไม่ควรที่จะทำงานกันแบบนี้ เข้าใจได้ กกต.รูปแบบใหม่ของรัฐธรรมนูญฉบับคนดีย์ ไม่ได้มีการแบ่งฝ่ายรับผิดชอบเหมือน กกต.ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 แต่อย่างน้อยในภาวะที่ประเทศมีการเลือกตั้งใหญ่ ตัวของประธาน กกต.ควรแสดงบทบาทนำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เรียกความไว้วางใจจากประชาชน

เมื่อเลือกที่จะทำงานกันแบบนี้ การมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่เลขาฯ กกต.เรียกร้องให้แสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุมีผล เพื่อสร้างบรรยากาศในการแข่งขันที่ดี พร้อมยกบทลงโทษทางกฎหมายมาขู่ มันไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณในเชิงบวก หรือแสดงความเป็นมิตรในทางกลับกัน หากคนจะตั้งข้อสงสัยปมฮั้ว สว.ที่ กกต.เงื้อง่าราคาแพง เป็นการเลือกที่จะไม่ชี้แจง อ้างโน่นนี่นั่น สุดท้ายใช้กฎหมายมาขู่คนที่เรียกร้อง เช่นนี้จะทำให้คนส่วนใหญ่ศรัทธา และไว้วางใจองค์กรได้อย่างไร

เข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายก่อนหย่อนบัตรกันแล้ว สำนักโพลทั้งหลายจะเริ่มปล่อยของกันมากขึ้น สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มี 3 สำนักที่เห็นผลแล้ว ต้องบอกว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากยึดเอาจำนวนของกลุ่มตัวอย่างที่ทำการสำรวจแล้ว สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต น่าจะใกล้เคียงกับสถานการณ์เป็นจริงมากที่สุดเพราะใช้กลุ่มตัวอย่างถึง 26,621 คน และเป็นสำรวจทางภาคสนาม 100% ผลที่ได้อาจเป็นภาพสะท้อนที่สอดคล้องกับการสำรวจของพรรคการเมืองที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ

โดย สส.บัญชีรายชื่อที่กลุ่มตัวอย่างจะเลือกมากที่สุดคือ พรรคประชาชน ร้อยละ 35.99ตามมาด้วย เพื่อไทย ร้อยละ 22.13 ภูมิใจไทยร้อยละ 18.92ประชาธิปัตย์ ร้อยละ 10.16 กล้าธรรม ร้อยละ 2.40 อื่น ๆ ร้อยละ 5.93 และยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 4.47 ขณะที่ สส.เขต จะเลือกสังกัด พรรคประชาชนร้อยละ 33.46รองลงมาคือ ภูมิใจไทยร้อยละ 21.52 เพื่อไทยร้อยละ 20.60ประชาธิปัตย์ร้อยละ 8.13 กล้าธรรม 3.41 อื่น ๆ ร้อยละ 9.50 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 3.38

ส่วนตัวแคนดิเดตนายกฯ นั้น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิจากพรรคส้มยังเป็นอันดับ 1 ที่ ร้อยละ 35.07ตามมาด้วย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ของพรรคสีแดง ร้อยละ 21.53 อนุทิน ชาญวีรกูลจากพรรคน้ำเงิน ร้อยละ 16.11อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 12.97 ธรรมนัส พรหมเผ่า ร้อยละ 3.61 อื่น ๆ ร้อยละ 8.49 และยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 2.22 ถ้ายึดตามโพลนี้ จะเห็นแนวโน้มของผลการเลือกตั้ง รวมไปถึงมองไปยังสูตรการจัดตั้งรัฐบาลค่อนข้างที่จะชัด

ขณะที่โพลของนิด้า และสถาบันพระปกเกล้านั้น ตัวเลขกลุ่มตัวอย่างที่หลัก 2 พันกว่ารายถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และไม่รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่ไปสำรวจนั้นเป็นอย่างไร แต่ขึ้นชื่อว่าโพลย่อมอยู่ที่หลักทางวิชาการของแต่ละหน่วยงานว่าจะกำหนดแนวทางกันไว้อย่างไร ซึ่งบทสรุปของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร จะเห็นว่า ผลโพลที่ปรากฏกับคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคการเมืองได้ ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

น่าจะเป็นไปเหมือนที่ทีมงานของสวนดุสิตโพลวิเคราะห์ตบท้ายจากผลการสำรวจความเห็นล่าสุด ผลสำรวจดังกล่าวเป็นเพียงภาพสะท้อนกระแสนิยมของประชาชนในช่วงเวลาหนึ่ง และ เป็นการบ่งชี้“อุณหภูมิทางการเมือง” เพียงเท่านั้นแต่ในทางปฏิบัติการเมือง ในระบบรัฐสภาไทยยังถูกกำหนดด้วยกติกาเชิงสถาบัน การรวมเสียงในสภา และพลวัตของการต่อรองทางการเมือง ซึ่ง อาจส่งผลให้เจตจำนงของประชาชนไม่อาจแปรเป็นอำนาจรัฐโดยตรงเสมอไป

ดังนั้น คะแนนนิยมกับความจริงในการจัดตั้งรัฐบาล จึงอาจไม่สอดคล้องกันถือเป็นลักษณะเฉพาะของประชาธิปไตยไทยร่วมสมัย ด้วยเหตุนี้ สังคมและผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำเป็นต้องเตรียมความเข้าใจและยอมรับผลลัพธ์ที่อาจแตกต่างจากความคาดหวัง โดยมองการเมืองในฐานะกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์สุดท้าย ต้องเข้าใจด้วยว่า การเลือกตั้งเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะใช้อ้างความชอบธรรมต่อการได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ส่วนการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองนั้น นักเลือกตั้งไม่เคยมองเห็นหัวประชาชน

เหมือนกรณีที่พรรคสีส้มตัดสินใจเป็นฝ่ายค้ำ ทั้งที่อ้างเป็นพรรคที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ มั่นคงในหลักการ แต่กลับไปยกมือหนุนพรรคที่ก็รู้กันอยู่ว่าเป็นสายตรงของอนุรักษ์นิยม ซึ่งคือกลุ่มที่กีดกันไม่ให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ได้ก้าวขึ้นเป็นนายกฯ ทั้งที่พรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้ง โดยใช้กลไกของ สว.เป็นตัวชี้ขาด ไม่ใช่เรื่องอ่อนหัดทางการเมือง หรือความต้องการที่จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จ แต่เป็นเรื่องของเงื่อนไข ข้อเสนอที่ยากปฏิเสธท้ายที่สุดปมแก้รัฐธรรมนูญก็ถูกล้มจาก สว.จนเป็นเหตุให้อนุทินยุบสภา

ผลโพลที่ปรากฏ บทวิเคราะห์จากเหล่ากูรูทั้งหลาย อาจฟังไว้เพื่อประดับเป็นความรู้ หรือบางอย่างอาจแค่เอามัน จะยึดถือเป็นคู่มือประกอบการตัดสินใจไม่ได้ ต้องติดตามความเคลื่อนไหว แนวคิด นโยบายของแต่ละพรรค ใครนำเสนอได้โดนใจมากที่สุดก็เลือกไม่ใช่ไปแห่แหนตามกระแส มากไปกว่านั้น พึงระวังอย่าได้เชื่อข่าวปล่อย ปฏิบัติการไอโอ ที่คาดกันว่า 1-2 คืนก่อนวันเลือกตั้ง จะมีการใช้เพื่อ ทำลายความน่าเชื่อถือของคู่แข่ง และแอบอ้างหรือประกาศให้โลกรู้ว่าพรรคพวกข้าคือสายตรงที่แท้จริง

อรชุน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...