นครพนม สืบสานอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ จัดประเพณี “รวมใจไทแสก”
เมื่อวันที่ 20 มกราคม ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการส่งเสริมและยกระดับงานประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นสำคัญของจังหวัดนครพนม กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวงานประเพณี “รวมใจไทแสก” พร้อมด้วยท่านสีสะหวาด อินพะจัน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประจำประเทศไทย (กรุงเทพมหานคร) และท่านพิดสะไหม กองชาเดด ประธานแนวลาวสร้างชาติ แขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนชาวไทแสกเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ณ หมู่บ้านวัฒนธรรมชนเผ่าไทแสกบ้านอาจสามารถ หมู่ที่ 5-6 ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม
ชาวไทแสกมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงกล่าวถึงถิ่นฐานเดิมของชาวไทแสกไว้ในหนังสือโบราณคดีว่า เดิมอาศัยอยู่บริเวณเมืองวินห์ เมืองรอง แถบชายแดนประเทศจีนและเวียดนาม ต่อมาได้อพยพตามลำน้ำโขง บางส่วนตั้งถิ่นฐานในแคว้นสิบสองปันนา บางกลุ่มอยู่บริเวณเมืองท่าแขก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และบางส่วนได้อพยพข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาตั้งถิ่นฐานในฝั่งประเทศไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดยมี “โองผู้” เป็นผู้นำการอพยพ มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านไผ่ล้อม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ในจังหวัดนครพนม ทั้งนี้ “วันรวมใจไทแสก” เป็นวันที่ชาวไทแสกจะมารวมตัวกัน ณ ศาลเจ้า “เดนหวั่วโองรู้” ซึ่งตรงกับวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี เพื่อแสดงความเคารพนับถือและสักการะดวงวิญญาณบรรพบุรุษ หรือ “โองมู้” อันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชนเผ่าไทแสกสืบทอดกันมาแต่โบราณ ซึ่งเอกลักษณ์สำคัญของชาวไทแสก คือ การแสดง “แสกเต้นสาก” ซึ่งเป็นการแสดงบวงสรวงบรรพบุรุษหรือ “โองมู้” โดยใช้ไม้สากขนาดใหญ่เคาะเป็นจังหวะประกอบการซอยเท้าอย่างรวดเร็วตามทำนองกลอง ถือเป็นการแสดงที่มีความศักดิ์สิทธิ์ สะท้อนความเชื่อ ความสามัคคี และอัตลักษณ์ของชนเผ่าไทแสกได้อย่างเด่นชัด
ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวว่า ชาวไทแสกเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์สำคัญที่มีบทบาทในการสร้างบ้านแปงเมืองนครพนมมาอย่างยาวนาน การจัดงานประเพณี “รวมใจไทแสก” ไม่เพียงเป็นการรำลึกถึงบรรพบุรุษผู้กล้าหาญ แต่ยังเป็นการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าให้คงอยู่สู่คนรุ่นหลัง โดยกิจกรรมในปีนี้มีความพิเศษ เนื่องจากเป็นเวทีเชื่อมความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของพี่น้องไทแสกทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตอกย้ำสายใยทางวัฒนธรรม ภาษา และวิถีชีวิตที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ด้วยพรมแดน โดยประเพณีและความเชื่อท้องถิ่นดังกล่าวยังสะท้อนถึงความภาคภูมิใจในรากเหง้า การรักษาอัตลักษณ์ผ่านภาษาและตัวตน ตลอดจนพลังความร่วมมือของชุมชนที่ร่วมแรงร่วมใจกันสืบสานและยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรมให้เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดนครพนมอย่างยั่งยืน