‘เอกนิติ’ ชี้ภาษีทรัมป์ 15% หนุนส่งออก เพิ่มความสามารถแข่งขันโลก
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงแนวทางการรับมือเศรษฐกิจไทยภายใต้มาตรการภาษีล่าสุดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า ในระยะสั้นไทยจะได้รับผลบวกเชิงจิตวิทยา (Sentiment) ทั้งในตลาดทุนและภาคการส่งออก หลังสหรัฐฯ ปรับเครื่องมือทางกฎหมายด้านการค้า ส่งผลให้อัตราภาษีที่ไทยเผชิญลดลง และเกิดความเท่าเทียมในการแข่งขันมากขึ้น
ปัจจุบัน มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้กฎหมายการค้าใหม่กำหนดอัตรา 15% เป็นเวลา 150 วัน ซึ่งถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกสำหรับไทย เมื่อเทียบกับเดิมที่เคยเผชิญอัตราภาษีเฉลี่ยในกลุ่มอาเซียนราว 19% ขณะเดียวกัน อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Rate) ของสินค้าไทยบางรายการอาจลดลงต่ำกว่า 10% ด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ ประเทศคู่แข่งที่เคยได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีในระดับ 10% ปัจจุบันถูกปรับขึ้นมาอยู่ที่ 15% เท่ากัน ส่งผลให้ช่องว่างความเสียเปรียบของไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
“การปรับนโยบายภาษีครั้งนี้ ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงของไทยลดลง และสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันมากขึ้น ถือเป็นผลดีต่อความเชื่อมั่นทั้งในตลาดทุนและภาคการค้าสินค้า” นายเอกนิติกล่าว
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมีกรอบเวลา 150 วัน จึงยังมีความไม่แน่นอนในระยะถัดไป รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เร่งเจรจากับ Office of the United States Trade Representative (USTR) อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากมาตรการภาษีเพิ่มเติม และรักษาผลประโยชน์ของผู้ส่งออกไทย โดยประเด็นภาษีสหรัฐนี้จะถูกหยิบยกหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 24 ก.พ. 2569 ด้วย
ส่วงในเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว รัฐบาลเตรียมเดินหน้า “ทีมไทยแลนด์” เร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อขยายตลาดใหม่ ดึงดูดการลงทุน และเชื่อมโยงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) มากขึ้น สะท้อนความจำเป็นที่เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 70% ของ GDP แบ่งเป็นสินค้า 60% และบริการ 10%
นายเอกนิติระบุว่า FTA จะไม่ใช่เพียงการเปิดตลาดสินค้า แต่เป็นฐานสำคัญในการขยายตลาดการลงทุน และคว้าโอกาสในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าระหว่างประเทศมีความผันผวนสูง
สำหรับความกังวลการแข่งขันกับอินเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ รัฐบาลมองว่าควรเปลี่ยนคู่แข่งให้เป็นพันธมิตร ผ่านการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตร่วมกัน เนื่องจากอินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ และสามารถต่อยอดความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมได้
ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยผ่านการลงทุน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีทักษะสอดรับอุตสาหกรรมอนาคต และการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในภาคการผลิต เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว