โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

‘เอกนิติ’ ชี้ภาษีทรัมป์ 15% หนุนส่งออก เพิ่มความสามารถแข่งขันโลก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงแนวทางการรับมือเศรษฐกิจไทยภายใต้มาตรการภาษีล่าสุดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า ในระยะสั้นไทยจะได้รับผลบวกเชิงจิตวิทยา (Sentiment) ทั้งในตลาดทุนและภาคการส่งออก หลังสหรัฐฯ ปรับเครื่องมือทางกฎหมายด้านการค้า ส่งผลให้อัตราภาษีที่ไทยเผชิญลดลง และเกิดความเท่าเทียมในการแข่งขันมากขึ้น

ปัจจุบัน มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้กฎหมายการค้าใหม่กำหนดอัตรา 15% เป็นเวลา 150 วัน ซึ่งถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกสำหรับไทย เมื่อเทียบกับเดิมที่เคยเผชิญอัตราภาษีเฉลี่ยในกลุ่มอาเซียนราว 19% ขณะเดียวกัน อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Rate) ของสินค้าไทยบางรายการอาจลดลงต่ำกว่า 10% ด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ ประเทศคู่แข่งที่เคยได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีในระดับ 10% ปัจจุบันถูกปรับขึ้นมาอยู่ที่ 15% เท่ากัน ส่งผลให้ช่องว่างความเสียเปรียบของไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

“การปรับนโยบายภาษีครั้งนี้ ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงของไทยลดลง และสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันมากขึ้น ถือเป็นผลดีต่อความเชื่อมั่นทั้งในตลาดทุนและภาคการค้าสินค้า” นายเอกนิติกล่าว

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมีกรอบเวลา 150 วัน จึงยังมีความไม่แน่นอนในระยะถัดไป รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เร่งเจรจากับ Office of the United States Trade Representative (USTR) อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากมาตรการภาษีเพิ่มเติม และรักษาผลประโยชน์ของผู้ส่งออกไทย โดยประเด็นภาษีสหรัฐนี้จะถูกหยิบยกหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 24 ก.พ. 2569 ด้วย

ส่วงในเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว รัฐบาลเตรียมเดินหน้า “ทีมไทยแลนด์” เร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อขยายตลาดใหม่ ดึงดูดการลงทุน และเชื่อมโยงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) มากขึ้น สะท้อนความจำเป็นที่เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 70% ของ GDP แบ่งเป็นสินค้า 60% และบริการ 10%

นายเอกนิติระบุว่า FTA จะไม่ใช่เพียงการเปิดตลาดสินค้า แต่เป็นฐานสำคัญในการขยายตลาดการลงทุน และคว้าโอกาสในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าระหว่างประเทศมีความผันผวนสูง

สำหรับความกังวลการแข่งขันกับอินเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ รัฐบาลมองว่าควรเปลี่ยนคู่แข่งให้เป็นพันธมิตร ผ่านการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตร่วมกัน เนื่องจากอินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ และสามารถต่อยอดความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมได้

ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยผ่านการลงทุน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีทักษะสอดรับอุตสาหกรรมอนาคต และการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในภาคการผลิต เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...