เกิดขึ้นได้ไง! ผู้โดยสาร 500 ชีวิต ถูกทิ้งในเครื่องบินทั้งคืน อึ้ง สายการบินแจง ไร้พนง.-รถบัส
ช็อก ผู้โดยสาร 500 ชีวิต ติดบนเครื่องบินข้ามคืน เหตุสนามบินปิด-บัสไม่พอ สายการบินดังรับ ขาดแคลนทั้งรถ และ พนักงาน
เกิดเหตุการณ์ที่สร้างเสียงวิจารณ์อย่างหนัก เมื่อผู้โดยสารมากกว่า 500 คน ของสายการบิน ลุฟท์ฮันซ่า ต้องติดค้างอยู่บนเครื่องบินข้ามคืนที่สนามบินมิวนิก ประเทศเยอรมนี โดยไม่สามารถลงจากเครื่องได้ เนื่องจากสนามบินปิดทำการและไม่มีเจ้าหน้าที่ภาคพื้นให้ความช่วยเหลือ ส่งผลให้ผู้โดยสารจำนวนมากต้องเผชิญสภาพอึดอัดยาวนานหลายชั่วโมงจนถึงรุ่งเช้า
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้ายและหิมะตกหนัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินจำนวนมาก ทำให้เกิดความล่าช้าและยกเลิกเที่ยวบินหลายเส้นทาง ก่อนจะกลายเป็นเหตุการณ์สะเทือนความเชื่อมั่นในสายการบินระดับโลก
หิมะถล่มหนัก จุดเริ่มต้นผู้โดยสารติดค้าง
รายงานระบุว่า พายุหิมะรุนแรงทำให้รันเวย์ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ และส่งผลต่อกระบวนการกำจัดน้ำแข็งบนเครื่องบิน หนึ่งในเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบคือเส้นทางมิวนิก–โคเปนเฮเกน ซึ่งมีผู้โดยสาร 123 คน โดยผู้โดยสารถูกนำขึ้นเครื่องบินเพื่อเตรียมออกเดินทาง แต่ในเวลาต่อมา กัปตันประกาศยกเลิกเที่ยวบิน เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นเมื่อผู้โดยสารไม่สามารถลงจากเครื่องได้ เนื่องจากสนามบินได้ปิดให้บริการแล้ว และเจ้าหน้าที่ภาคพื้น รวมถึงพนักงานขับรถบัส ได้เลิกงานกลับบ้านทั้งหมด ทำให้ผู้โดยสารต้องติดอยู่ภายในเครื่องบินที่จอดอยู่บริเวณหลุมจอดระยะไกลตลอดทั้งคืน
ขยายวงกว้าง พบกระทบถึง 5 เที่ยวบิน รวมกว่า 500 คน
ในช่วงแรก สายการบินยอมรับว่ามีผู้ได้รับผลกระทบเพียงเที่ยวบินเดียว แต่หลังจากสื่อเยอรมนีตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่ามีเครื่องบินถึง 5 ลำ ที่ประสบปัญหาเดียวกัน รวมผู้โดยสารกว่า 500 คน ประกอบด้วยเที่ยวบินไปยังสิงคโปร์ โคเปนเฮเกน ดานซิก กราซ และเวนิส
ผู้โดยสารทั้งหมดต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงบนเครื่องบินที่มีเสบียงจำกัด เนื่องจากบางเที่ยวบินเป็นเส้นทางระยะสั้น จึงไม่มีการเตรียมอาหารหรืออุปกรณ์รองรับการพักค้างคืน ส่งผลให้หลายคน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ต้องเผชิญความลำบากจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
เปิดสาเหตุแท้จริง สนามบินปิด-ขาดบุคลากร
โฆษกของสายการบินชี้แจงว่า เครื่องบินไม่สามารถเทียบอาคารผู้โดยสารได้ และต้องจอดในจุดจอดระยะไกลตามข้อกำหนดของสนามบิน ทำให้ผู้โดยสารไม่สามารถเดินทางกลับเข้าสู่อาคารผู้โดยสารได้ รวมทั้งไม่สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่สนามบินได้ เนื่องจากเป็นเวลาปิดทำการแล้ว และพนักงานส่วนใหญ่ได้เลิกงานกลับบ้านหมดแล้ว
ส่งผลให้ผู้โดยสารทั้งหมดรวมถึงเด็กเล็กต้องติดค้างอยู่บนเครื่องบินอย่างยากลำบาก พนักงานบนเครื่องก็พยายามดูแลผู้โดยสาร และแจกจ่ายอาหารเท่าที่มีอยู่ เพื่อให้ถึงตอนเช้าได้อย่างปลอดภัยทุกคน
ด้านโฆษกสนามบินมิวนิกยอมรับว่า ขีดจำกัดด้านบุคลากรและยานพาหนะเป็นปัจจัยสำคัญ โดยมีรายงานจากแหล่งข่าวว่า ในคืนเกิดเหตุมีพนักงานขับรถบัสเพียงคนเดียวที่ปฏิบัติหน้าที่วนอยู่ในสนามบินขนาดใหญ่แห่งนี้
ต้องรอถึงเช้า จึงได้ออกจากเครื่องบิน
ผู้โดยสารทั้งหมดต้องรอจนถึงรุ่งเช้าวันที่ 20 กุมภาพันธ์ เมื่อเจ้าหน้าที่สนามบินเริ่มกลับเข้าปฏิบัติงาน จึงมีรถบัสมารับผู้โดยสารออกจากเครื่องบินและพากลับเข้าสู่เทอร์มินอล เพื่อดำเนินการเปลี่ยนเที่ยวบินใหม่
เหตุการณ์นี้สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยหลายฝ่ายตั้งคำถามถึงมาตรฐานการจัดการวิกฤตของสายการบินและสนามบิน ขณะที่สายการบินระบุว่าสาเหตุหลักเกิดจากข้อจำกัดของสนามบินและเหตุสุดวิสัยจากสภาพอากาศรุนแรง
ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างที่สะท้อนถึงผลกระทบของสภาพอากาศและการบริหารจัดการภาคพื้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของผู้โดยสารจำนวนมาก