สิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ต่อยอดโอกาสเเละการเติบโตของSCGD ในตลาดอาเซียน รวมทั้งจุดเเข็งของนวัตกรรม HVA + New Growth ในไทย
GM Live
อัพเดต 18 มกราคม 2569 เวลา 16.31 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เว็บไซต์ว่าด้วยเรื่องราวของผู้ชาย เทรนด์ บทสัมภาษณ์ บทวิเคราะห์ธุรกิจ รถยนต์ Gadget สุขภาพ อัพเดทก่อนใครหากพูดกันถึงเรื่องการทำธุรกิจ แน่นอนว่าการรักษาขีดความสามารถต่อการแข่งขันในตลาดและคงไว้ซึ่งส่วนแบ่งการตลาด คือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในการที่จะคงไว้ซึ่งความเป็นแถวหน้า ซึ่งนั่นย่อมไม่ใช่เพียงแค่รักษาจุดแข็งที่มีเท่านั้น แต่ต้องเปิดช่องทางหาโอกาสใหม่ๆ ในการทำธุรกิจควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ธุรกิจเดิมได้เติบโต พร้อมกับการต่อยอด และสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
และสำหรับ SCG Decor (หรือ SCGD) หนึ่งในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกระเบื้องที่ประสบความสำเร็จและมีจุดแข็งอย่างยิ่งต่อตลาดในประเทศไทย การมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่สอดรับกับธุรกิจเดิม จึงเป็นอีกหนึ่งพันธกิจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นทั้งต่อนักลงทุนและกลุ่มลูกค้า ที่จะได้สินค้าที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการ และสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจได้อย่างมั่นคง
ซึ่งความท้าทายในการมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของ SCG Decor นี่เอง GM Live จึงได้มีโอกาสร่วมพูดคุยกับ สิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) ถึงมุมมอง แนวคิด เกี่ยวกับภาพรวมของธุรกิจในประเทศไทย รวมทั้งการต่อยอดไปยังตลาดต่างประเทศ การเปิดช่องทางใหม่สำหรับสินค้า High Value Added (HVA) และ New Growth รวมถึงพันธกิจที่จะขยายธุรกิจให้เติบโตต่อไปในอีกห้าปีข้างหน้า ซึ่งน่าสนใจอย่างยิ่ง
ตำแหน่ง CFO ทำให้รูปแบบการทำงานแตกต่างไปจากเดิมมากน้อยเพียงใด
ก่อนมารับตำแหน่ง CFO นั้น ผมดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการหน่วยงานในบริษัทไทยทั้งหมดที่อยู่ภายใต้ SCG Decor ได้แก่ บริษัทเอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด บริษัทสยาม ซานิแทรี่แวร์อินดัสทรี จำกัด และบริษัทสยามซานิทารีฟิตติ้งส์ จำกัดเรียกได้ว่าผมดูแลบริษัทในไทยทั้งหมดรวมถึงโชว์รูม ทำให้ผมรู้เรื่องธุรกิจในไทยและกระบวนการต่างๆ ทั้งการขาย และการตลาด ทั้งหมดเลยครับ
แต่เมื่อมารับตำแหน่ง CFO แล้ว ก็ต้องยอมรับว่ารูปแบบการทำงานเปลี่ยนไปเยอะครับ เพราะตำแหน่งเดิม คือกรรมการผู้จัดการ ต้องดูแลทั้งเรื่องคน เรื่องยอดขาย ทีมงานค่อนข้างเยอะ แต่เมื่อมารับตำแหน่ง CFO ความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น ต้องดูกลยุทธ์ของบริษัทลูก ว่ามีเป้าหมายอย่างไร ดูเรื่องเงินหรือ Capital Allocation ทั้งในส่วนธุรกิจที่เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย อธิบายให้เข้าใจง่ายสุดก็คือ ถ้าบริษัทลูกจะโต SCG Decor มีเงินเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอก็ต้องจัดหา ให้ได้ตามกลยุทธ์ และบรรลุความคาดหวังของผู้ถือหุ้น นักลงทุน กองทุน นี่เป็นสิ่งที่แตกต่างจากเดิมออกไปครับ
นโยบายในการสานต่อธุรกิจของ SCG Decor ในภูมิภาคอาเซียน
ตลาดเมืองไทยต้องเรียนว่ามีความแข็งแรงทั้งสินค้าวัสดุตกแต่งพื้นผิว และสุขภัณฑ์อยู่แล้ว เราจำเป็นต้องรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ ขณะเดียวกัน มองเป็นโอกาสที่จะนำจุดแข็งเหล่านี้ไปขยายต่อในตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นตลาดกำลังเติบโต ปัจจุบันในประเทศเวียดนาม ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศอินโดนีเซีย มีแต่โรงงานกระเบื้องSCGD จึงนำธุรกิจสุขภัณฑ์กับก๊อกน้ำไปขยายตลาดที่นั้น
กล่าวโดยสรุปคือ สำหรับตลาดเมืองไทยต้องทำฐานให้มั่นคงแข็งแรง ด้านตลาดต่างประเทศก็ต้องเติบโตตามสภาวะอย่างต่อเนื่อง นี่เป็นการเติบโตของ SCG Decor (SCGD) ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ปัจจุบันตลาดสุขภัณฑ์ และวัสดุตกแต่งอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือไม่
ต้องแยกเป็นแต่ละประเทศครับ ประเทศไทยค่อนข้างชะลอตัว ในขณะที่ประเทศเวียดนามนั้นมีการเติบโตที่ชัดเจน ในไตรมาสสามเห็นสัญญาณการเติบโตที่มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดกระเบื้องที่ยังโตได้อีกมาก รวมถึงตลาดประเทศฟิลิปปินส์หรือประเทศอินโดนีเซียด้วยเช่นกัน บ่งบอกว่าตลาดต่างประเทศนั้นค่อนข้างดีสำหรับธุรกิจของ SCGD แม้ว่าจะมีผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองในแต่ละประเทศระยะสั้นๆ แต่ในภาพรวมก็ยังถือว่าดีอยู่ อุตสาหกรรมดี เงินหมุนเวียนในประเทศ กำลังซื้อภาคประชาชนก็ถือว่าดีอยู่ และไปได้เรื่อยๆ ครับ
อะไรคือความต่างของตลาดในประเทศไทยเมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศ
ปัญหาที่เกิดกับประเทศไทยคือปัญหาเชิงโครงสร้าง ประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย ชนชั้นแรงงานน้อยลง และประเทศไทยยังต้องพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เม็ดเงินจึีงไม่ได้ไหลเวียนในประเทศ ซึ่งในปัจจุบันตลาดบ้านไทยชะลอตัว คนไทยมีหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ส่งผลให้โครงสร้างหลักอ่อนแอกว่าสมัยก่อนมาก ยังไม่รวมเรื่อง ต่างชาติชะลอการลงทุน เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ก็ทำให้การพิจารณาการลงทุนน้อยลง ซึ่งแตกต่างจากต่างประเทศอย่างประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ที่ยังคงมีกำลังแรงงานขับเคลื่อนในระดับที่สูง มีการเติบโตสูง
SCG Decor ใช้แนวทางแบบใดในการประคองฟากธุรกิจของประเทศไทย
ในด้านสินค้ากระเบื้อง และสุขภัณฑ์ SCGD อาจจะเป็นเบอร์หนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาจากเศรษฐกิจโดยรวมที่ชะลอตัว ก็ต้องยอมรับว่า ตอนนี้ก็เริ่มมองหาสินค้าใหม่ๆ นำเข้ามาขายเพิ่มเติมมากขึ้น ถ้าเป็นภาษาภายในคุยกันคือ SCGDเติบโตขยายออกข้าง ไม่ได้จำกัดเพียงแค่กระเบื้องเซรามิก แต่เป็นสินค้าและวัสดุตกแต่งแบบใหม่และหลากหลายเรียกว่าสร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้กับลูกค้ามากขึ้น อย่างเช่น วัสดุตกแต่งพื้นผิวต่างๆ หรือภายในห้องน้ำ ซึ่งแต่เดิมทำแต่พื้นหรืออ่างล้างหน้า ตอนนี้เราก็เพิ่มไปที่ตู้หรือเฟอร์นิเจอร์ แต่ถึงอย่างไรสิ่งเหล่านี้ ก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เมื่อเทียบกับตลาดเดิมที่ใหญ่มากๆ ก็ต้องใช้เวลาครับ
การเลือกสินค้าที่จะเพิ่มเข้ามาใน Selection ผ่านกระบวนการหรือฐานคิดแบบใด
ด้วยความที่ SCGD มีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในตลอดระยะเวลาสี่สิบปี ทำให้มีความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เมื่อเจอ Pain Point ของลูกค้าในแบบต่างๆ ก็จะทราบว่าต้องเสริมสินค้าตัวใด นี่เป็นสาเหตุที่นำ SPC (Stone Plastic Composite) หรือสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องเข้ามา เพราะติดตั้งง่าย และเสร็จได้เร็ว สวยงาม กันน้ำ กันปลวก ตอบโจทย์ลูกค้า นี่คือตัวอย่างว่าSCGDเข้าใจลูกค้า และเข้าใจว่าสินค้าแต่ละอย่างที่จะนำเข้ามา ต้องช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าได้ รวมทั้งต้องได้มาตรฐานที่เหมาะสม ไม่ว่าจะผลิตเองหรือเป็นสินค้าจากคู่ค้า และ Supplier ที่มีคุณภาพเข้ามาเสริมพอร์ต ทั้งหมดนี้ คือพื้นฐานความคิดและกระบวนการในการที่จะคัดสรรสินค้าใหม่ๆ เพื่อนำเสนอให้กับลูกค้าครับ
ด้านตลาดต่างประเทศมีตัววัดหรือไม่ว่าเมื่อใดที่จะเริ่มขยายตลาดออกข้าง
ไม่ได้มีตัววัดที่ชัดเจนครับเพราะสำหรับตลาดต่างประเทศ สินค้ากระเบื้องยังเป็นสินค้าหลัก แต่ทีมงานต่างประเทศมาดูงานที่เมืองไทยเช่นกัน และถ้าพบว่ามีสินค้าใดเหมาะสมหรือตอบโจทย์ลูกค้าในประเทศของเขา ก็อาจจะมีการไปนำเสนอ แต่โฟกัสหลักของSCGDในตลาดต่างประเทศก็ยังคงเป็นกระเบื้องอยู่
SCG Decor เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2566 ส่งผลต่อรูปแบบธุรกิจและการดำเนินงานอย่างไรบ้าง
ต้องยอมรับว่าตลาดในประเทศจะชะลอตัวลงต่อเนื่องใน 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง SCGDได้เปลี่ยนแปลงและปรับตัวอย่างมาก โดยเฉพาะการปรับลดต้นทุนอย่างฉับพลัน เรียกว่าลีนแบบขั้นสุดเลย แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ ต้นทุนที่ลดจากเมืองไทย และสามารถปรับใช้กระบวนการกับมาตรการลดต้นทุนในตลาดต่างประเทศด้วยเช่นกัน กลายเป็นว่าวิกฤติในเมืองไทยทำให้ SCGDแข็งแรงขึ้นในภาพรวม ซึ่งสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงเป็นจุดเริ่มไปสู่โอกาสใหม่ๆ ก็ต้องยอมรับว่า 2ปีที่ผ่านมาบริษัทปรับเปลี่ยนเยอะ เราปรับตัวเยอะ แต่ก็ได้เรียนรู้ทดลองอะไรเยอะมากเช่นกันทั้งปรับโครงสร้างการบริหารให้กระชับ แข็งแกร่งขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน และจับต้องได้
การชะลอตัวลงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลต่อ SCG Decor มากน้อยเพียงใด
ช่วงที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวไปนั้น สิ่งที่ SCGDปรับตัว คือการขยายออกข้าง เปรียบเทียบเป็นบ้านหนึ่งหลัง ใช้กระเบื้องตกแต่ง และ SCGDก็นำเสนอสินค้าอื่นๆ เป็นทางเลือกเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการในการตกแต่งบ้านได้มากขึ้น และในไตรมาสนี้บริษัทเพิ่มสินค้าในกลุ่มSmart Value Product นั่นคือ สินค้าคุณภาพในราคาที่จับต้องได้ เพื่อรักษาฐานตลาดที่เน้นสินค้าราคาถูก แต่ยังได้คุณภาพดี
SCG Decor มองสินค้าจากจีนเป็นปัจจัยหรือความเสี่ยงต่อการทำธุรกิจมากน้อยเพียงใด
มองได้ทั้งสองด้านนะครับ ถ้าSCGDไม่ปรับตัว ก็จะมองว่าเป็นความเสี่ยง แต่เรามองเป็นโอกาสที่มีวิกฤตมาช่วยผลักดันให้เราปรับตัว เราได้ศึกษาตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต ต้นทุนของคู่แข่ง ทำไมเขาทำต้นทุนได้ดีแล้วนำมาปรับตัว ตัวอย่างเช่น เราปรับต้นทุนการผลิตสินค้ากระเบื้องเกรซ พอร์ซเลน ให้สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ผลิตจากผู้ผลิตสเกลใหญ่ระดับโลกอย่างประเทศจีนต้องขอบคุณ benchmark ที่ท้าทายนี้ ทำให้บริษัทพัฒนากระบวนการผลิตและบริหารต้นทุนให้แข่งขันได้มากขึ้น มันคือการแข่งขันในธุรกิจ ช่วยให้บริษัท พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มชึ้น
SCG Decor ตั้งเป้าที่จะเติบโตสองเท่าภายในปี 2030 ขณะนี้คืบหน้าไปได้มากน้อยเพียงใด และปัจจัยใดที่ส่งผลต่อการเติบโตหรือชะลอตัว
ตั้งแต่ SCGD เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น และสภาพตลาดในประเทศไทยชะลอตัว อาจจะทำให้ภาพรวมยอดขายอาจจะยังต่ำกว่าเป้าหมายอยู่บ้าง อย่างที่ทราบ ยอดขายหลักๆ กว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์มาจากเมืองไทย แต่สิ่งที่ SCGDทำได้ คือการปรับตัวในเรื่องของต้นทุน ค่าใช้จ่าย และคาดหวังไปที่การเติบโตตลาดต่างประเทศ ซึ่งแม้จะมีปัจจัยเสี่ยงในระยะสั้นก็ตาม แต่ระยะยาวยังไปต่อได้ ดังนั้นยอดขายสองเท่าในอีก 5ปี SCGDไปถึงแน่ แต่ความคืบหน้าสำคัญคือ ตลาดต่างประเทศและสินค้าที่เติบโตแนวข้าง แม้วันนี้ตลาดอาจจะยังไม่มา แต่ก็ได้พัฒนาสินค้าไปหาตลาดรอไว้แล้ว ทีมงานที่ต่างประเทศก็วิ่งเปิดช่องทางใหม่ๆ อะไรทำได้ ทำไว้รอ ถ้าตลาดเริ่มกลับมา ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้แน่นอน โดยพิจารณาทั้งปัจจัยภายนอก และพัฒนาโดยมองจากปัจจัยภายใน ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการนำเอาเครื่องมือใหม่ๆ เข้ามาใช้ นี่คือสิ่งที่ SCGD ต้องทำให้เร็วทันกับการแข่งขันภายนอก ถ้าทำได้เร็วแล้วปัจจัยภายนอกไม่ได้รบกวนมากก็จะเติบโตได้แน่นอน
SCG Decor นำ HVA เข้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์และขับเคลื่อนธุรกิจอย่างไรบ้าง
SCGDมองคู่แข่งระดับโลกในตลาด HVA พิจารณาแล้วก็พบว่า จุดแข็งของSCGDคือความครบครัน เพราะมีครบทั้งสุขภัณฑ์ ทั้งกระเบื้อง ลูกค้ามาที่ SCGD แล้วจบ ตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงทุกความต้องการ อย่างเช่น กระเบื้อง Soft Floor เพื่อความปลอดภัย หรือกระเบื้องบุผิวโต๊ะครัวแบบ Food Grade ปลอดภัยต่อสุขภาพ นี่คือการพัฒนาของสินค้าที่ครบครัน และไม่ได้จำกัดแค่กระเบื้องหรือสุขภัณฑ์ เพราะสินค้า HVA ที่เรามีในพอร์ตสินค้านั้น ตอบสนองต่อความต้องการได้จริงๆ
สินค้า HVA หมวดใด ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
เรื่องความนิยมนั้น ค่อนข้างหลากหลายนะครับ สำหรับสินค้า HVA เพราะเวลาที่สินค้าใหม่ออกมา ลูกค้าก็ใช้เวลาพอสมควรในการยอมรับและเรียนรู้ ยกตัวอย่างสินค้าที่ได้รับการยอมรับในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง คือสินค้าที่เรียกว่า X Strong สามารถปูในโรงจอดรถได้ ถามว่าทำไมต้องแข็งแรง นั่นเพราะกระเบื้องถ้ารับน้ำหนักมากไม่ได้ทำให้เกิดการแตก พอแตกแล้วจะมีคมและอันตราย ดังนั้นกระเบื้องต้องแข็งแรงเพียงพอ
ระยะเวลา 1-3 ปีข้างหน้า ทาง SCG Decor มีแผนจะพัฒนาสินค้า HVA ใหม่ๆ อย่างไรบ้าง
HVA คือ พัฒนาสินค้าต่อเนื่องตามความต้องการของลูกค้า เช่นตัวอย่างเรื่องความแข็งแรงปลอดภัย ที่กล่าวมาเทรนด์ในปัจจุบันก็เป็นเรื่องผู้สูงอายุ ก็จะเป็นกระเบื้องป้องการกันลื่นล้ม สุขภัณฑ์หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในห้องน้ำทีมีความสูงที่พอเหมาะ เป็นการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างต่อเนื่องที่เราทำจนเป็นธรรมชาติการทำงาน
ตลาดสินค้า HVA ในภูมิภาคอาเซียน ประเทศใดคือคู่แข่งสำคัญสำหรับ SCG Decor
ต้องบอกว่า สินค้า HVA ส่วนมากจะอยู่ในพอร์ตของแบรนด์ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น อเมริกา หรือยุโรป ที่คำนึงและให้ความสำคัญต่อความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก แต่ละประเทศก็มีสินค้า HVA ที่ตอบโจทย์วิถีการใช้ชีวิตของลูกค้าในประเทศหรือภูมิภาคนั้นๆ ต่างกัน จึงจะนำมาเทียบกันไม่ได้เสียทีเดียว
อะไรคือจุดแข็งของสินค้า HVA จากทาง SCG Decor
ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ข้อแรกคือ ตอบโจทย์ลูกค้า ส่วน ข้อสอง สินค้ามีคุณภาพ และสาม การดูแลหลังการขาย สินค้ามีปัญหาอย่างไร SCGD รับคุย รับปรึกษา ให้คำแนะนำได้ตลอด สมัยก่อนสินค้า HVA จะต่อนข้างพรีเมียม แต่ปัจจุบันเราอยากให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้า HVA ได้ง่ายขึ้น ด้วยการที่บริษัทลดต้นทุนค่าใช้จ่ายลง ส่งผลให้ราคาเข้าถึงได้
ในฐานะผู้บริหารมีมุมมองเรื่อง New Growth อย่างไรบ้าง
ในเรื่อง New Growth นั้น SCGD เริ่มมาประมาณห้าปีที่แล้ว สินค้า New Growth ตัวแรกที่ทำคือ SPC ซึ่งเกิดจากการที่ลูกค้าหลายราย ไม่ได้ใช้กระเบื้องของ SCGD แต่ไปเลือกใช้สินค้าประเภทอื่นเพราะติดตั้งง่ายกว่า ทำให้ต้องกลับมาคิดว่าทำอย่างไรจะตอบโจทย์ลูกค้า นั่นคือการเริ่มต้นสินค้า New Growth อย่าง SPC ซึ่งในตอนนี้เริ่มมีสินค้าประเภทอื่นๆ มากยิ่งขึ้น และทำให้มีการเติบโตของสินค้า New Growth เพิ่มขึ้นมาเกือบสี่สิบเปอร์เซ็นต์ ทั้งยังช่วยเสริมยอดขายของกระเบื้องที่อาจจะซบเซาลงไปด้วย ในฐานะผู้บริหารก็ต้องบอกว่าคิดไม่ผิดจริงๆ ที่ตัดสินใจขยายมาในหมวดนี้
สำหรับตลาดอาเซียน คิดว่าประเทศใดที่มีความท้าทายในการทำการตลาดสำหรับ SCG Decor
คงหนีไม่พ้นประเทศเวียดนามนะครับ ต้องกล่าวว่า แม้ว่าตลาดจะโต แต่ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีความแข็งแกร่งค่อนข้างมากต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สำหรับประชากรเวียดนามถ้าไม่ได้ทำงานในโรงงานหรือบริษัท ก็เป็นเจ้าของธุรกิจ คนเวียดนามนั้นทำธุรกิจเก่ง การแข่งขันจึงสูง คนเวียดนามก็ช่างเลือก พอมีเงินก็จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุด จึงต้องพยายามสื่อสารให้รู้ว่าของSCGD
ในแบรนด์ PRIME นั้นมีคุณภาพ แล้วทำไมต้องเลือกสินค้าของเรา เป็นความท้าทายในด้านการตลาดที่เข้มข้นมาก แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นผลดีกับทาง SCGDที่จะได้ปรับปรุง พัฒนา และต่อยอดได้อย่างต่อเนื่องด้วย ตลาดของเขาเองก็มีศักยภาพสูงมากด้วย
สิ่งที่อยากทำในฐานะ CFO ในอนาคตอันใกล้
ก็คงต้องบริหารงานที่ดูแลเพื่อช่วยให้บริษัทดำเนินงานได้ตามเป้าหมายและความคาดหวังจาก stakeholderทั้งหมดให้ดีที่สุดนะครับ ยิ่งในช่วงนี้สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ คือการอ่านภาวะตลาด ภาวะลูกค้า ผลดำเนินงาน และสนับสนุนให้ธุรกิจในประเทศไทยยังคงรักษาความเป็นผู้นำอยู่ได้ และที่เวียดนามก็เติบโตได้เต็มที่ที่สุดครับ จัดได้ว่าเป็นความท้าทายระดับหนึ่งเลยทีเดียว
รับมือกับความกดดันในการทำงานอย่างไร
ถ้าพูดถึงเรื่องงาน ผมจะอิงอยู่บนข้อเท็จจริงเป็นหลัก ที่จะทำให้ผมสามารถคุยกับผู้บริหารและผู้ถือหุ้นได้ เรื่องการตัดสินใจสำคัญๆ จะอิงกับข้อมูลให้มากที่สุดส่วนเรื่องการบาลานซ์ชีวิต ถ้าทำงานหนักแล้วก็ต้องจัดสรรเวลาออกกำลังกาย และรักษาสุขภาพให้เพียงพอด้วยครับ
สิ่งที่อยากจะฝากถึงผู้อ่าน GM Live
ต้องฝากว่า SCG Decor ซึ่งยังมุ่งมั่นทำตามสิ่งที่แจ้งไว้ในตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกค้า ผ่านสินค้า ที่จะนำไปใช้ตกแต่งส่วนต่างๆ ของบ้าน สัญญาว่า จะเติบโตตามที่บอกไว้ และหวังว่าลูกค้าจะได้สินค้าที่มีคุณภาพ สวยงาม ส่วนเรื่องความท้าทายทางธุรกิจ ถ้ามองในมุมดี ก็นำสถานการณ์มาปรับปรุงตัว ยิ่งยากยิ่งต้องปรับตัวให้มากขึ้น รวมถึงเป้าหมายที่จะเติบโตสองเท่า ก็มั่นใจว่าจะไปถึงได้อย่างแน่นอนครับ
และนี้คือพันธกิจ ของ สิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ในฐานะ CFO ต่อโอกาสเเละการเติบโตของSCGD ในตลาดอาเซียน รวมทั้งจุดเเข็งของนวัตกรรม HVA + New Growth ในไทย