โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

พญาวัน: ความหมายที่แท้จริงของคำว่ากตัญญู คือความรักที่ควรแบ่งปันให้ทุกคนในครอบครัว

a day BULLETIN

อัพเดต 19 ส.ค. 2563 เวลา 06.54 น. • เผยแพร่ 18 ส.ค. 2563 เวลา 05.36 น. • a day BULLETIN

“สิ่งที่พวกคุณเห็นในหนัง มาจากครอบครัวของเราที่ผ่านเหตุการณ์บางอย่างมา จนทำให้เข้าใจความหมายและปัญหาของสถาบันครอบครัวในปัจจุบันว่ามันกัดกินคนรุ่นใหม่อย่างพวกเราอย่างไรบ้าง”

        ปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัว ‘แพนด้า’ - ศุภามาศ บุญนิล จึงตัดสินใจนำเรื่องราวดังกล่าวมาสร้างเป็น‘พญาวัน’ หนังธีสิสจบการศึกษา เพื่อช่วยปลดปล่อยความอัดอั้นที่กัดกินอยู่ในใจของเธอ จนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศรางวัลช้างเผือกจากเทศกาลภาพยนตร์สั้น ครั้งที่ 23 มาได้

        “อยู่มาวันหนึ่งที่คนในบ้านเราทะเลาะกันหนักมาก จนได้เห็นน้ำตาจากแม่เป็นครั้งแรก ตอนนั้นเองที่ทำให้เราค้นพบว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในบ้าน ทุกคนต่างเป็นผู้ที่ถูกกระทำมาโดยตลอด เพราะเราคิดว่าต้นเหตุที่แท้จริงคือค่านิยมของสถาบันครอบครัว และโครงสร้างของสังคมที่หยั่งรากมาจนถึงปัจจุบัน”

        เดิมที ‘พญาวัน’ คือชื่อประเพณีการขึ้นปีใหม่ของทางภาคเหนือ แต่วันนี้แพนด้าได้หยิบคำว่าพญาวันมาตีความใหม่ผ่านศาสตร์ภาพยนตร์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ให้ชัดเจนถึงขนาดที่มองเห็นว่า รอยร้าวเล็กๆ ระหว่างครอบครัวนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง

 

ศุภามาศ บุญนิล

หลังจากผ่านเหตุการณ์ภายในบ้านมา คุณคิดว่าปัญหาของสถาบันครอบครัวที่เกิดขึ้นคืออะไร

        เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นที่เราอยากสื่อสารในหนังตัวเองด้วย เพราะสิ่งที่เราเรียนรู้ คือการได้เข้าใจว่านี่คือโครงสร้างของครอบครัว ที่แม่ถูกปลูกฝังว่าการเป็นแม่คนต้องดูแลลูกแบบนี้ ต้องเลี้ยงลูกแบบนี้ เพราะเขาก็ถูกส่งต่อมาจากยายอีกที เป็นค่านิยมที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

        แต่เราเองไม่ได้จะตัดสินว่าความคิดแบบนี้ถูกหรือผิด สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงครอบครัวหนึ่งที่ถูกค่านิยมชุดนี้หล่อหลอมจนเกิดความเจ็บปวดกันทุกฝ่าย สุดท้ายแล้ว คนดูจะมองว่าเป็นความปกติหรือเป็นปัญหา ก็แล้วแต่พวกเขา

ทำไมคนรุ่นก่อนถึงต้องรู้สึกว่าตัวเองจะต้องดูแล ต้องควบคุมลูกหลานของตัวเองให้ได้

        เราคิดว่าเพราะพวกเขาเติบโตมากับ ‘ความชัดเจน’ โดยตลอด ว่าชีวิตควรจะเป็นอย่างไร ทุกอย่างมีแผนรองรับไว้หมดแล้ว ไม่ต้องมานั่งคิดถึงความเสี่ยงในชีวิตเลย เหมือนพวกเขาจะพาตัวเองไปอยู่กับสถานการณ์ที่จะอยู่รอดได้อย่างปลอดภัย จะไม่พาตัวเองไปเสี่ยงอยู่ในจุดที่เงินไม่พอใช้หรือหมุนเงินไม่ทัน 

        อย่างแม่เรา พอเรียนจบมัธยมปลาย ก็เรียนครูแล้วก็บรรจุทำงานเป็นราชการต่อเลย ทุกอย่างเป็นชุดความคิดที่ถูกปลูกฝังต่อยอดกันมาเรื่อยๆ ผ่านความเชื่อที่ว่า ‘การเป็นข้าราชการชีวิตจะมั่นคง’ ซึ่งแม่ก็รับมาจากยาย ก่อนที่จะส่งต่อให้กับเราและคนในบ้านอีกที เป็นความ ‘ชัดเจน’ ที่ถูกยัดลงไปในครอบครัวโดยใช้คำว่า ‘ปลอดภัย’ มาสร้างน้ำหนักให้เด็กคนหนึ่งต้องเชื่อฟังพวกเขา 

        ซึ่งเราคิดว่าเป็นการเลี้ยงดูแบบ ‘ไข่ในหิน’ จนเกินไป มนุษย์เราส่วนใหญ่ก็เรียนรู้จากการผิดพลาดไม่ใช่เหรอ เราคิดว่าสิ่งที่พวกเขาควรทำคือการมองดูลูกหลานเดินไปในแผนของตัวเอง แล้วถ้าวันหนึ่งที่เราผิดพลาด ตอนนั้นควรจะเป็นบทบาทของพวกเขาที่จะมาคอยช่วยเหลือพวกเรา

แต่คนที่เดินเส้นทางที่ผิดแล้วไม่มีโอกาสกลับตัวเลยก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง คิดว่าขอบเขตการให้มนุษย์ออกไปเผชิญโลกกว้างควรอยู่ตรงไหน

        เราว่าชีวิตมนุษย์คนหนึ่งควรจะได้ลองวางแผนและลองออกไปเรียนรู้ด้วยตัวเองก่อน แต่ถึงจุดหนึ่งถ้าชีวิตถึงทางตันหรือเจอปัญหาจนล้มลงจริงๆ การมีครอบครัวคอยช่วยเหลือ คอยให้คำแนะนำ ก็จะช่วยให้ลุกเดินไปตามแผนของตัวเองได้อีกครั้ง 

        ซึ่งการช่วยเหลือไม่จำเป็นต้องเป็นการเลี้ยงดู หรือให้เงิน บางครั้งเป็นแค่การพูดให้กำลังใจก็เพียงพอแล้ว เพราะสุดท้ายการให้กำลังใจ คือการส่งพลังให้เขาสู้ในเส้นทางของตัวเองต่อ อย่าไปบังคับเขาให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ตัวเองอยากให้เป็น 

 

ศุภามาศ บุญนิล

ความคิดของเด็กรุ่นใหม่เรื่องไหน ที่แตกต่างไปจากคนรุ่นก่อนมากที่สุด ในมุมมองของคุณ

        ความแตกต่างที่ชัดเจนของคนทั้งสองรุ่นคือการเปิดใจรับสิ่งใหม่ ทุกวันนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไปเร็วมาก มีข่าวสารใหม่ๆ เข้ามาตลอดเวลา ไม่เหมือนสมัยก่อนที่มีเพียงแค่หนังสือพิมพ์ หรือสื่อกระแสหลักเท่านั้น เด็กยุคนี้เลยมีชุดความคิดที่ต่างจากพ่อแม่ค่อนข้างมาก เขาเริ่มที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง เริ่มตัดสินใจอะไรบางอย่าง แทนที่จะรอให้พ่อแม่ตัดสินให้ผ่านความคิดของพวกเขา 

        เด็กสมัยก่อนส่วนใหญ่จะโตมากับการถูกปูทางด้วยถนนที่พ่อแม่ มองแล้วว่าดีและปลอดภัย เช่นความเชื่อที่อยากให้ลูกเป็นหมอ อยากให้ลูกรับข้าราชการ แต่กับเด็กสมัยนี้ พวกเขาไม่ได้คิดแบบนั้น อย่างเราเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต้องมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน เราควรมีสิทธิ์ที่จะได้เวลาลองค้นหา ลองผิดพลาด เพื่อจะได้รู้ว่าตัวเองชอบอะไรก่อนหรือเปล่า เพราะก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังอยากลองทำหลายอย่าง ไม่ได้รู้สึกว่าเส้นทางจะต้องเป็นเส้นตรงอย่างเดียวเสมอไป

เหมือนปัญหาคือคนทั้งสองรุ่นมองคำว่า ‘ชีวิต’ ต่างกัน

        สำหรับพวกเขาคงเป็นคำว่า ‘ปลอดภัย’ แต่สำหรับพวกเราเหมาะกับคำว่า ‘ผจญภัย’ ที่มีความเสี่ยงมากกว่า

        แต่พูดตามตรงพอมาเจอในชีวิตจริง การผจญภัยแบบเราก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่ มีอยู่คำหนึ่งที่โคตรจริงซึ่งเราพึ่งมาเข้าใจตอนใช้ชีวิตคือคำว่า ‘ความฝันอย่างเดียวมันกินไม่ได้’ ถึงแม้เราจะมองเห็นความฝันแล้วเดินออกจากกรอบของพ่อแม่ ไปผจญภัยด้วยตัวเอง แต่หลายครั้งที่ทั้งเหนื่อยและซมซานเกินทน เรื่องแบบนี้ก็ทำให้เราชะงักแล้วเข้าใจถึงข้อดีของการอยู่ในกรอบเหมือนกัน

        เราเองในฐานะคนทำหนังที่เพิ่งจบใหม่ก็เจอปัญหาแบบนี้มาตลอด อย่างตอนช่วงโควิด-19 ระบาด เราถึงขั้นคิดเลยว่า “หรือกูจะไปขายของในเซเว่นเป็นรายได้เสริมดี” ซึ่งตอนแรกก็ไม่กล้าบอกพ่อแม่เรื่องนี้ว่าเราขัดสนด้วยซ้ำ เพราะกลัวเขาจะตกใจ แต่สุดท้ายเราก็ตัดสินใจบอก ซึ่งเขาก็รับฟังแถมยังให้เงินช่วยเหลือมาจำนวนหนึ่งด้วย

        ซึ่งตรงนี้เรารู้สึกว่าชีวิตช่างย้อนแย้งเหลือเกิน เราที่พยายามผลักตัวเองออกจากระบบราชการ แต่กลับอยู่รอดได้จากเงินของระบบราชการ (หัวเราะ) ดังนั้น เวลาวางแผนชีวิตก็อย่าพึ่งไปคิดว่าต้องมุ่งไปทางใดทางหนึ่งแบบสุดโต่ง เราว่าสุดท้ายก็ต้องหันกลับมาดูข้อจำกัดของตัวเอง ว่าเส้นทางแบบไหนเหมาะสมกับชีวิตมากที่สุด

ถ้าเราตัดสินใจแล้วว่าจะเดินเส้นทางที่แตกต่างจากที่ครอบครัววางไว้ คำตอบนี้จะพูดคุยกับพวกเขาอย่างไรดี

        ต่อจากเหตุการณ์เมื่อกี้เลย ที่เราคิดได้ว่าคนยุคใหม่ต้องหาวิธีพูดคุยกับพวกเขาได้แล้วว่า เราไม่อยากใช้ชีวิตตามกรอบแบบนั้น ต้องพูดให้เข้าใจว่าการที่พาตัวเองมาอยู่ในจุดที่ลำบาก จุดที่เหนื่อยแสนสาหัส แต่สุดท้ายก็เป็นเส้นทางที่เขาเลือกเอง 

        สิ่งสำคัญคือการอธิบายให้เข้าใจว่า ‘ผู้ใหญ่’ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับพวกเขา คำว่าผู้ใหญ่อาจหมายถึงการมีงานทำ หรือมีเงินพอที่จะอยู่อาศัยในกรุงเทพฯ แต่สำหรับพวกเราคงไม่ใช่เรื่องเงินหรือความมั่นคงในชีวิตแบบนั้น แต่มันคือการมีโอกาสตามหาและล่าเป้าหมายชีวิตของตัวเอง ถึงแม้ ณ ตอนนี้ เวลานี้ จะยังห่างไกลจากจุดนั้นอยู่ แต่ถ้าเขายังมีความฝัน ยังมีความมุ่งมั่นแบบนี้ เราก็ยังรู้สึกว่าเขากำลังโตเป็นผู้ใหญ่อยู่

เพียงแค่มนุษย์ถอดหัวโขนที่ชื่อสังคมและวัฒนธรรมออกมา แค่นี้เราก็เห็นความเป็นมนุษย์ของคนมากขึ้นแล้ว

สิ่งหนึ่งที่หนังของคุณตั้งคำถามได้น่าสนใจมากคือ ‘ลูกที่ไม่ดูแลพ่อแม่เป็นลูกที่อกตัญญูไหม’

        จริงๆ เราตั้งคำถามกับเรื่องนี้มานานแล้ว เพราะเราอยู่ในครอบครัวที่เห็นความรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้เวลามีอะไรเกิดขึ้น เราก็จะกล้าที่จะพูดตรงๆ กล้าตัดสินว่าใครเป็นคนผิดแม้ว่าจะเป็นพ่อแม่เราก็ตาม เราเลยไม่ได้รู้สึกว่า พ่อแม่คือบุคคลที่ต้องเคารพบูชาห้ามตั้งคำถาม ตามความหมายของคำว่ากตัญญูมากที่สุด

        เราคิดว่าคำว่ากตัญญูในปัจจุบันมีโครงสร้างทางสังคมกดทับอยู่ ที่บังคับให้ลูกต้องกตัญญูพ่อแม่เท่านั้น แต่ถ้าหากมาวิเคราะห์กันจริงๆ กตัญญูคือความเคารพ คือความผูกพัน ซึ่งเราก็สงสัยมาตลอดว่าแค่ลูกเหรอที่ต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ ทำไมพ่อแม่จะกตัญญูต่อลูกไม่ได้บ้าง ในเมื่อเราเป็นคนเหมือนกัน เราอยู่ในสังคมเดียวกัน เราแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์และสิ่งดีๆ ให้แก่กัน 

        เพราะเราเชื่อว่า ‘กตัญญู’ ถือเป็นความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่ง

 

ศุภามาศ บุญนิล

แล้วจำเป็นไหมที่ลูกจะต้องกลับไปเลี้ยงดูพ่อแม่กตัญญูพ่อแม่

        เรารู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ควรมีใครควรถูกบังคับ ถ้าคุณแค่อยากส่งเงินให้พ่อแม่ โทรศัพท์หาเขาเป็นบางครั้ง หรือจะไม่เลี้ยงดูพ่อแม่เลย ก็ไม่ควรต้องมารู้สึกว่าเป็นคนอกตัญญู

        เพราะแต่ละคนก็มีข้อจำกัด มีตัวแปรที่ต่างกันไป บางครั้งการสร้างหน้าที่ให้ลูกหลานต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ ก็อาจทำให้ชีวิตและความฝันของเขาหายไปตลอดกาลเลยก็ได้ เหมือนกับยายและแม่ของเราที่พบว่าไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ก็เลยให้ยายอยู่อีกบ้านแล้วค่อยไปเยี่ยมจะได้ไม่ต้องทะเลาะกันบ่อยๆ ซึ่งวิธีนี้ทำให้ครอบครัวของเรามีความสุขมากกว่า

        ตอนแรกเราก็ตั้งคำถามเรื่องนี้เหมือนกันว่าทำไมลูกๆ ถึงจะไม่ดูแลพ่อแม่ เขาไม่เป็นห่วงครอบครัวเหรอ แต่ถึงจุดหนึ่งเราก็เริ่มเข้าใจว่าทุกคนก็ต่างมีชีวิตเป็นของตัวเอง ถ้าเขาอยากดูแลพ่อแม่ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีด้วย แต่ถ้าเขาอยากไปใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง ก็ไม่ควรถูกสังคมตัดสินว่าเป็นลูกอกตัญญูเหมือนกัน

ทำไมปัจจุบันถึงยังมีวาทกรรม ‘ลูกต้องกตัญญูต่อพ่อแม่’ แบบนี้อยู่ล่ะ

        คงต้องย้อนกลับไปที่คำตอบเดิมเลยที่คนสมัยก่อนชอบอะไรที่เห็นภาพ การที่ได้เห็นลูกส่งเงินมาให้แม่ทุกเดือน หรือกลับมาอยูด้วยกันคงเป็นสิ่งที่จับต้องได้ แต่สำหรับเรา การแสดงความรักทำได้หลายรูปแบบมากกว่าสิ่งเหล่านั้น การโทรศัพท์ไปหาเป็นบางครั้ง คอยรับฟังปัญหาเวลาที่เขาไม่สบายใจ การไปเที่ยวกันช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือการวิดีโอคอลหากันในปัจจุบัน แค่นี้เราก็ถือว่าคนนั้นกตัญญูต่อพ่อแม่แล้ว เพราะมันเป็นการแสดงความรัก ความเอาใจใส่เหมือนกัน 

        ซึ่งตรงนี้มีประเด็นที่น่าสนใจแล้วเราเริ่มตั้งคำถามในช่วงหลังนี่เองว่า จริงๆ แล้ว การแสดงออกในแบบที่จับต้องได้ตามที่สังคมบอกก็ไม่ได้ดีเสมอไป บางครั้งการแสดงออกภายนอกทุกอย่างจะดูเหมาะสม แต่ภายในกลับผุพังก็มี ดังนั้น การผันเปลี่ยนของยุคสมัยแบบนี้คือช่วงเวลาที่ดีเลย สำหรับการตั้งคำถามถึงปัญหาระหว่างครอบครัวเพื่อให้เกิดการพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น

แล้วถ้าสรุปเรื่องนี้ว่าผู้ร้ายในปัญหาทั้งหมดคือ ‘สังคม’ คุณคิดอย่างไร

        ตามความคิดเรา โครงสร้างของรัฐมีความเกี่ยวของกับเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน มีหลายคนที่อยากให้ลูกหลานกลับมาดูแลตอนบั้นปลายเพราะสวัสดิการของรัฐไม่เพียงพอ หรือข้อจำกัดทางอายุที่ทำให้เขามีงานทำได้น้อยลง ซึ่งจะทำให้เขาใช้ชีวิตบั้นปลายได้ลำบาก

        ซึ่งจุดนี้เราว่าภาครัฐควรผลักดันให้ผู้สูงอายุสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาลูกหลาน ตั้งแต่ปรับปรุงระบบสวัสดิการต่างๆ ที่รัฐมอบให้กับสถาบันครอบครัว รวมไปถึงต้องถอนรากความคิดทั้งคำว่าบุญคุณ กตัญญูทิ้ง แล้วปรับเปลี่ยนใหม่เสียหมด คำเหล่านี้ควรพยุงสถานะของลูกให้มาอยู่ในเส้นเดียวกับพ่อแม่ได้แล้ว 

        ที่สำคัญคนในครอบครัวก็ต้องเริ่มมองกันและกันในฐานะมนุษย์คนหนึ่งมากขึ้น แทนที่ทุกคนจะผูกติดตัวเองกับชีวิตของลูกหลานด้วยคำว่ากตัญญู เลี้ยงดู และตอบแทนบุญคุณ เริ่มฝึกทำความเข้าใจกัน ยอมรับในวิถีชีวิตของคนอื่นที่ไม่อาจเป็นอย่างใจหวัง โดยเฉพาะวิถีที่เกิดจากช่วงวัยที่แตกต่าง 

        เพราะสุดท้ายนี้เป็นเรื่องของความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก ก็ควรจะดูแลกันและกันได้ทั้งหมด

ดังนั้น คนที่เดินตามกรอบที่ถูกวางไว้เช่นแม่ของคุณ ก็อาจไม่มีความสุขก็ได้ เคยถามเรื่องนี้กับพวกเขาบ้างไหม

        เราไม่ได้ถามเขาแบบนี้ตรงๆ แต่แม่จะเล่าสิ่งที่เคยผ่านมาว่าหนักหนาสาหัสอย่างไรบ้าง เช่น การที่เขาต้องรีบแต่งงานกับพ่อเพราะสังคมบอกว่าคุณรีบแต่งงานก่อนอายุ 30  ซึ่งสุดท้ายพ่อก็ไม่ใช่คนที่จะอยู่กับแม่ไปได้ตลอด ก็ต้องเลิกรากันไป แต่กว่าจะหย่ากันได้แม่ก็ต้องทนอีกนานเลย เพราะสังคมในสมัยนั้นยังไม่ยอมรับการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวแบบนี้เท่าไหร่

        ถึงเขาไม่ได้บอกเราตรงๆ แต่ลึกๆ เราเชื่อว่าเขาเหนื่อยมาตลอดเกือบครึ่งชีวิต ไม่มีเคยมีความสุขหรือความฝันของตัวเองเลย จะมีช่วงหลังที่เรากับแม่เริ่มพูดคุยกันมากขึ้น เริ่มทำลายกำแพงระหว่างวัยลงบ้าง เขาก็เริ่มหันมาใช้ชีวิตในเส้นทางตัวเองมากขึ้น ใครจะคิดว่าจะเห็นแม่ตัวเองตอนอายุ 50 เริ่มเรียนยิงปืน (หัวเราะ)

 

ศุภามาศ บุญนิล

แม่แบบนี้ใช่ไหมที่เราอยากให้เขาเป็น 

        เรื่องนี้เราว่าเขาต้องเป็นคนตัดสินใจเองมากกว่า เราไม่รู้ว่าเขาพอใจชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้ไหม แต่เราก็รู้สึกดีใจที่แม่เริ่มเปลี่ยนแปลง เริ่มพยายามจะมีความสุขมากขึ้น เขาเริ่มค้นพบว่ามนุษย์คนหนึ่งมีอะไรหลายอย่างให้ทำมากกว่าสิ่งที่สังคมป้อนให้ ทำให้ช่วงนี้เหมือนวิธีการมอง คิด และตัดสินใจเปลี่ยนไปหมดเลย 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...