โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ครม.ไฟเขียวตั้งกบช.บังคับหักเงินลูกจ้าง 3-10% เข้ากองทุนเป็นเงินออม

efinanceThai

เผยแพร่ 30 มี.ค. 2564 เวลา 09.27 น.

ครม.ไฟเขียวตั้งกบช.บังคับหักเงินลูกจ้าง 3-10% เข้ากองทุนเป็นเงินออม 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -30 มี.ค. 64 16:26 น.

ครม.ไฟเขียวร่างพ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ ตั้งกองทุน กบช. ดึงแรงงานภาคเอกชนเข้าสู่ระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กำหนดเงินสมทบ 3-10% ทั้งนายจ้าง-ลูกจ้าง

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบในหลักร่างกฎหมาย 2 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ สำหรับแรงงานในระบบทุกประเภท หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับแรงงานภาคเอกชน

สำหรับฉบับแรก ร่างพ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติซึ่งมีสาระสำคัญ คือ จัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ โดยใช้ชื่อว่า กบช. ให้เป็นหน่วยงานของรัฐ และมีฐานะเป็นนิติบุคคล ที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ

ส่วนวัตถุประสงค์ของกองทุนดังกล่าว ให้เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับสำหรับแรงงานในระบบทั้งลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวของราชการ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่องค์กรมหาชน และพนักงานในรัฐวิสาหกิจ ที่ไม่เป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยได้รับผลประโยชน์ในรูปแบบการจ่ายบำเหน็จบำนาญโดย กองทุนนี้จะถือเป็นศูนย์กลาง บูรณาการการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบำเหน็จบำนาญด้วย
อย่างไรก็ตาม ในสาระของกฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป และไม่เกิน 60 ปี ที่ไม่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต้องเป็นสมาชิกของ กบช.

ทั้งนี้ กำหนดให้ลูกจ้างและนายจ้างส่งเงินสมทบแต่ละฝ่ายโดยกำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาทต่อเดือน เช่น ลูกจ้างตั้งแต่ปีที่ 1-3 จะต้องจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3% ของค่าจ้าง ลูกจ้างตั้งแต่ปีที่ 4-6 ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 5% ของค่าจ้าง และตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ไม่น้อยกว่า 7-10% ของค่าจ้าง

ส่วนกรณีที่ลูกจ้างมีเงินเดือนน้อยกว่า 10,000 บาท ให้นายจ้างส่งเงินสมทบเพียงฝ่ายเดียว ส่วนการรับเงินจาก กบช. จะได้รับเมื่อสมาชิกมีอายุครบ 60 ปี โดยสามารถเลือกเป็นบำเหน็จ หรือบำนาญเป็นรายเดือนเป็นระยะเวลา 20 ปี

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ส่วนร่างกฎหมายที่ 2 คือร่างกฎหมายคณะกรรมการบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ จะเป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าว ให้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำนโยบาย แผนแม่บท และแนวทางการจัดระบบบำเหน็จบำนาญในภาพรวมของประเทศ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับองค์ประกอบของคณะกรรมการ จะมีทั้งหมด 10 คน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นกรรมการและเลขานุการ ซึ่งครม.ได้มอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีการตรวจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากกระทรวงแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

รายงาน   โดย ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ เรียบเรียง โดย สุรเมธี มณีสุโข 
                อีเมล์. suramatee@efnancethai.comอนุมัติ    โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...