โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส : กึ่งศตวรรษ"อพอลโล 11" "ก้าวแรก"บนดวงจันทร์ (2)

MATICHON ONLINE

อัพเดต 17 ก.ค. 2562 เวลา 10.14 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2562 เวลา 03.57 น.

คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส : กึ่งศตวรรษ”อพอลโล 11″ “ก้าวแรก”บนดวงจันทร์ (2)

สงครามเย็นก่อให้เกิด “สเปซ เรซ” ที่มี “ดวงจันทร์” เป็นเป้าหมาย กดดันให้องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ของสหรัฐอเมริกา ต้องเร่งรัดกระบวนการเตรียมการเพื่อเอาชนะสหภาพโซเวียตให้ได้ภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุด ซึ่งนั่นหมายถึงทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบให้มากที่สุด ในช่วงเวลาที่น้อยที่สุดเท่าที่สามารถทำได้

ผลลัพธ์กลายเป็นเรื่องน่าทึ่งประการหนึ่งในประวัติศาสตร์การบินอวกาศ เมื่อนาซาประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึง 1 ปี หลังจากสามารถส่งมนุษย์ขึ้นสู่ห้วงอวกาศได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

การทดลองเพื่อการเตรียมการครั้งสุดท้าย คือการส่งยานบัญชาการและบริการ ที่มีชื่อเรียกกันเล่นๆ ว่า “ชาร์ลี บราวน์” กับ ยานลูนาร์โมดุล “สนูปปี้” ขึ้นสู่ห้วงอวกาศและเดินทางถึงวงโคจรรอบดวงจันทร์ตามภารกิจ “อพอลโล 10” เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 1969 คือสัญญาณบ่งบอกที่ชัดเจนว่า นาซา พร้อมแล้วสำหรับการส่งคนลงไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์

16 กรกฎาคม 1969 คือกำหนดวันสำหรับการเดินทางขั้นสุดท้ายเพื่อบรรลุถึงเป้าหมาย “ก้าวแรก” บนเทหวัตถุ อื่นใดที่นอกเหนือจากโลกของมนุษยชาติ

นาซาตัดสินใจเลือกใช้บริการของ “แซทเทิร์น ไฟว์” จรวดส่งทรงพลังที่สุดเท่าที่มีอยู่ในเวลานั้นเพื่อการนี้

แซทเทิร์น ไฟว์ หรือแซทเทิร์น 5 เป็นจรวดขนาดมหึมา เมื่อตั้งตรงอยู่บนฐานยิงหมายเลข 39เอ ของศูนย์อวกาศเคนเนดี ในรัฐฟลอริดา เพื่อเตรียมการสำหรับการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์นั้นมันสูงถึง 111 เมตร

นี่คือจรวดที่มีพลังสูงสุด จัดอยู่ในกลุ่มจรวดส่งที่รู้จักกันในชื่อ “เฮฟวี ลิฟต์ เวฮิเคิล” ที่มีแรงขับสูงถึง 34.5 ล้านนิวตัน

นี่ไม่เพียงเป็นจรวดที่สูงที่สุด แต่ยังมีอานุภาพสูงสุดเท่าที่สหรัฐอเมริกาและโลกมีอยู่ในเวลานั้น

แซทเทิร์น 5 ถูกใช้งานครั้งแรกในภารกิจอพอลโล 8 และกลายเป็นจรวดส่งพื้นฐานของนาซาในเวลาต่อมาจนตลอดโครงการอพอลโล เรื่อยไปจนถึงโครงการสถานีอวกาศ “สกายแล็บ” ในเวลาต่อมา

แซทเทิร์น 5 หนัก 2.8 ล้านกิโลกรัม สามารถยกยานอวกาศ สัมภาระ และมนุษย์อวกาศจากพื้นโลกสู่ห้วงอวกาศและต่อเนื่องไปจนถึงวงโคจรของดวงจันทร์ได้ราว 43,000 กิโลกรัม

สำหรับการใช้งานในโครงการอพอลโล นาซาออกแบบให้แซทเทิร์น 5 ทำงานเป็น 3 ขั้นตอน จึงเรียกกันว่าเป็นจรวดชนิด 3 ท่อน หรือ 3 ตอน

ท่อนแรกของแซทเทิร์น 5 ติดตั้งเครื่องยนต์ เอฟ-1 เครื่องยนต์จรวดที่มีพลังมากที่สุดรวม 5 ตัว เพื่อยกตัวจรวดและสัมภาระตามภารกิจขึ้นจากพื้นโลก ก่อนที่จะถูกดีดออกพร้อมๆ กับ ระบบหลบหนีฉุกเฉิน ปล่อยให้จรวดท่อนที่ 2 ทำหน้าที่ต่อนำยานอพอลโล 11 ขึ้นไปจนเกือบถึงวงโคจรรอบโลก หลังจากนั้นก็จะถูกปลดทิ้ง และจะจุดจรวดท่อนที่ 3 เพื่อนำยานออกจากวงโคจรของโลกไปยังวงโคจรของดวงจันทร์ต่อไป

ที่ติดตั้งอยู่เป็นส่วนบนสุดของแซทเทิร์น 5 คือ ตัวยานอพอลโล 11 นั่นเอง

อพอลโล 11 เป็นยานอวกาศที่แยกตัวออกได้เป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเป็นส่วนยานบัญชาการ เป็นส่วนที่บรรทุกนักบินอวกาศทั้ง 3 คือ ไมเคิล คอลลินส์, นีล อาร์มสตรอง และ เอ็ดวิน อัลดริน อยู่ภายใน ด้านหนึ่งเป็นระบบควบคุมการปฏิบัติการของยานทั้งหมด พร้อมทั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเดินทางกลับสู่ชั้นบรรยากาศของโลกอีกครั้ง

ส่วนนี้หากจับขึ้นตั้งตรง จะมีความสูง 3.2 เมตร ความกว้างที่ฐาน 3.9 เมตร รูปทรงเหมือนกรวยฐานกว้าง ซึ่งทำให้ยานบัญชาการไม่ได้มีเนื้อที่ว่างมากมายนักสำหรับนักบินทั้ง 3 ปริมาตรของที่ว่ามีเพียง 6 ลูกบาศก์เมตร ขนาดพอๆ กับที่ว่างภายในรถยนต์คันหนึ่งเท่านั้นเอง

ยานบัญชาการ หรือ คอมมานด์ โมดุล นี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนหน้าสุดเป็นรูปกรวย ติดตั้งร่มชูชีพสำหรับกางออกเพื่อลดระดับความเร็วขณะร่อนลงสู่พื้นผิวมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อกลับคืนสู่โลก ด้านท้ายสุดที่เป็นส่วนฐานติดตั้งถังเชื้อเพลิงสำหรับการขับเคลื่อน, เครื่องยนต์, สายไฟที่เชื่อมโยงกับอุปกรณ์ทั้งหมดรวมถึงท่อน้ำ

ส่วนที่สำคัญที่สุดเป็นส่วนตรงกลาง ซึ่งเป็น ส่วนที่พักอาศัย หรือครูว์ คอมพาร์ตเมนต์ ประกอบด้วยเก้าอี้บุนวม 3 ตัว หันหน้าไปยังส่วนกลางลำตัวยาน เป้าหมายเพื่อให้นักบินอวกาศทั้ง 3 สามารถนั่งลงสบายๆ มองผ่านหน้าต่างขนาดเล็ก 5 บานไปยังห้วงอวกาศภายนอกได้

ยานบัญชาการจะติดตั้งแบตเตอรี่ซิลเวอร์/ซิงค์ ออกไซด์ แบตเตอรี่เอาไว้ด้วย 5 ตัว สำหรับจ่ายพลังงานให้กับระบบยานขณะกลับสู่บรรยากาศโลกและร่อนลงสู่พื้นน้ำ หลังจากแยกตัวออกจากส่วนยานบริการ แล้ว

จุดสำคัญที่สุดของยานบัญชาการอีกจุดก็คือ “ฮีท ชีลด์” หรือ เกราะป้องกันความร้อน ซึ่งจะช่วยใหตัวยานสามารถอยู่รอดจากความร้อนมหาศาลที่เกิดขึ้นจากการเสียดสีกับบรรยากาศของโลกขณะเดินทาง “กลับบ้าน” ได้นั่นเอง

ส่วนที่สองของอพอลโล 11 ติดตั้งอยู่หลังยานบัญชาการแทบจะตลอดเวลาการปฏิบัติภารกิจ ส่วนนี้คือส่วนที่เรียกว่า ยานบริการ หรือ เซอร์วิส โมดุล เป็นที่ติดตั้งถังเชื้อเพลิง, เซลล์เชื้อเพลิง และถังออกซิเจน กับไฮโดรเจน และฮีเลียม เป็นแหล่งจ่ายพลังงานให้กับยานบัญชาการพร้อมๆ กับเป็นพลังขับเคลื่อนและเป็นที่สำหรับเก็บสัมภาระเพิ่มเติม

ความสูงของตัวยานบริการทั้งหมดจะอยู่ที่ 7.5 เมตร ส่วนกว้างที่เป็นเส้นผ่านศูนย์กลางคือ 3.9 เมตร

ที่น่าสนใจก็คือ รูปลักษณ์ของยานบริการที่บางคนเปรียบเปรยว่าเป็นเหมือนหลอดเข็มฉีดยา คือรูปทรงกระบอกที่มีกรวยปล่อยเชื้อเพลิงติดตั้งอยู่ด้านท้ายสุด คือรูปร่างที่คุ้นตาที่สุดจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของยานอพอลโล 11 ไป

จะมียกเว้นก็แต่ “ลูนาร์โมดุล” ซึ่งคนในนาซาเรียกกันว่า “อีเกิล” เท่านั้นที่เป็นที่รู้จักไม่น้อยไปกว่ากัน และกลายเป็นต้นแบบของแลนเดอร์ หรือยานสำหรับลงจอดแทบทุกลำของทุกชาติในปัจจุบัน

“อีเกิล” ติดตั้งไว้ต่อจากส่วนของยานบัญชาการและยานบริการ ความสูงของตัวลูนาร์โมดุล คือ 7 เมตร ความกว้างเท่ากับ 4 เมตร แยกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนบนหรือ อัพเพอร์ แอสเซนท์ สเตจ กับตัวยานส่วนล่าง โลเวอร์ แอสเซนท์ สเตจ ภารกิจหลักของ อีเกิล ก็คือนำ นีล อาร์มสตรอง และเอ็ดวิน อัลดริน ลงสู่พื้นผิวของดวงจันทร์ และเดินทางกลับมาเชื่อมต่อกับยานแม่หรือยานบัญชาการได้โดยสวัสดิภาพ

ภายใต้ภารกิจดังกล่าวนี้ “อีเกิล” จึงถือเป็นยานอวกาศมีมนุษย์ลำแรกของโลกที่ปฏิบัติภารกิจเฉพาะในห้วงอวกาศเท่านั้นไปโดยปริยาย

นอกเหนือจากตัวนักบินอวกาศ อาร์มสตรองและอัลดรินแล้ว ภายในยานลูนาร์โมดุลยังมีชุดอุปกรณ์เพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในยุคเริ่มแรกอยู่ด้วย ชุดอุปกรณ์ดังกล่าวเหล่านั้นเป็นชุดทดลองที่ควบคุมอัตโนมัติด้วยตัวอุปกรณ์เองทั้งหมด และถูกออกแบบมาเพื่อให้ทิ้งไว้บนดวงจันทร์ได้ ภายในชุดยังมีเครื่องมือและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ สำหรับให้นักบินอวกาศทั้งสองใช้งาน เพื่อเก็บตัวอย่างจากพื้นผิวดวงจันทร์กลับมายังโลก

ภารกิจอพอลโล 11 ถือเป็นภารกิจแรกสุดที่ประสบความสำเร็จในการนำเอาตัวอย่างทางธรณีวิทยาจากดวงจันทร์กลับมายังโลก ประกอบด้วย หินดวงจันทร์ 50 ก้อน, ดินจากดวงจันทร์, ก้อนกรวด, ทราย และฝุ่นจากพื้นผิวดวงจันทร์ รวมน้ำหนักแล้วมากถึง 22 กิโลกรัม

ทั้งสองถึงกับลงทุนขุดพื้นดวงจันทร์ลงไปลึก 13 ซม.เพื่อนำตัวอย่างภายใต้ชั้นผิวพื้นกลับมายังโลกอีกด้วย

หลังภารกิจอพอลโล 11 สหรัฐอเมริกายังคงสำรวจดวงจันทร์อย่างต่อเนื่อง มีภารกิจอื่นๆ ตามมาอีกมากมายรวมทั้งมีนักบินอวกาศอีกมากที่เดินทางไปลงและเหยียบย่างบนดวงจันทร์ จนกระทั่งยุติโครงการลงด้วยภารกิจสุดท้าย อพอลโล 17

อย่างไรก็ตาม อพอลโล 11 ยังคงเป็นชัยชนะที่ไม่เคยมีชัยชนะครั้งไหนเทียบเทียมได้สำหรับสหรัฐอเมริกา และส่งผลต่อสังคมอเมริกันเกินกว่าการมีชัยชนะในการแข่งขันกันไปลงดวงจันทร์กับสหภาพโซเวียตมากนัก

ซาดิฟ ซิดดิกี นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์อวกาศจากมหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม นิวยอร์ก ระบุว่า อพอลโล 11 ก่อให้เกิดกระแสฟีเวอร์ในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ ด้านที่เกี่ยวกับอวกาศในสหรัฐอเมริกา นักบินอวกาศของนาซาไม่เพียงได้รับความนิยมยกย่องเท่านั้น หากยังถึงระดับเทิดทูน เป็นต้นแบบในฝัน ยิ่งกว่าดาราร็อกแอนด์โรลด้วยซ้ำไป

ในทางหนึ่งนั้นเกิดจากอิทธิพลของภาพยนตร์และนิยายวิทยาศาสตร์ ที่ทำให้หลายคนมองว่าการเดินทางไปและกลับดวงจันทร์ เป็นการผจญภัยในระดับถึงขีดสุด ประหนึ่ง ซุปเปอร์ฮีโร่ ของพวกตน

ในอีกทางหนึ่งนั้น เกิดจากสภาวะแวดล้อมทางสังคมของอเมริกันในยุคนั้น ที่หันไปทางไหนเต็มไปด้วยเรื่องราวในทางลบ ความเหลื่อมล้ำทวีมากขึ้นและมากขึ้น สงครามเย็นและสงครามเวียดนามกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่ดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด

มีเพียงฮีโร่จากดวงจันทร์ของพวกเขาเท่านั้นที่ดูเหมือนไร้ที่ติ สามารถโอบรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ของความคิดได้อย่างสนิทใจ

แม้แต่เมื่อ 50 ปีให้หลัง ตอนที่นาซาส่งยานอวกาศไปสำรวจไกลเลยพลูโตไปแล้ว ส่งยานไปลงเพื่อสำรวจพื้นผิวดาวอังคารก็แล้ว กระทั่งยังสามารถส่งยานอวกาศเพื่อเดินทางไปสำรวจดวงอาทิตย์ได้สำเร็จ

อพอลโล 11 ก็ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศ ทั้งของสหรัฐอเมริกาและของโลกทั้งโลกอยู่ดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...