โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไขข้อข้องใจ 7 ปัญหาจุกๆ เกี่ยวกับ “กรดไหลย้อน”

becommon.co

อัพเดต 15 พ.ย. 2565 เวลา 13.44 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2565 เวลา 06.44 น. • common: Knowledge, Attitude, make it Simple

ปัจจุบัน ‘กรดไหลย้อน’ แทบจะกลายเป็นโรคสามัญที่ผู้คนแห่งยุคสมัยมีโอกาสเกิดอาการเจ็บแบบจุกๆ ในอกกันได้ทุกเพศทุกวัย

เพราะสาเหตุส่วนใหญ่ของการเกิดโรคกรดไหลย้อนล้วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของคนยุคใหม่ เช่น การกินอาหารมื้อดึก กินอิ่มแล้วนอนทันที การกินของมันหรือของทอดเยอะเกินไป กินอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมาก ฯลฯ ซึ่งล้วนส่งผลให้เกิดความผิดปกติในการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ทำให้กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาสู่หลอดอาหารมากขึ้น จนทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยวบ่อยๆ ไปจนถึงการไอเรื้อรัง กล่องเสียงอักเสบ หูอักเสบ ฯลฯ หนักเข้าอาจก่อให้เกิดมะเร็งหลอดอาหารได้

ทั้งนี้ กรดไหลย้อนยังซ่อนรายละเอียดของโรคไว้อีกหลายประการ รวมถึงความลับในอาหารบางชนิดที่ยิ่งกินยิ่งเร่งให้อาการกรดไหลย้อนกำเริบหนักขึ้น

ดังนั้น ไม่ว่าตอนนี้คุณจะกำลังเป็นโรคกรดไหลย้อนอยู่ หรือยังไม่เป็น ก็ควรรู้เท่าทันเรื่องลับๆ ของโรคนี้ ที่ป้องกันไว้ดีกว่าปล่อยให้เกิดอาการแสบๆ ร้อนๆ ในอก ที่เจ็บและจุกจนต้องขอให้หมอจ่ายยาเพื่อบรรเทา

gerd

1.

ทำไมเป็นกรดไหลย้อนแล้วต้องเรอและคลื่นไส้

โรคกรดไหลย้อนเป็นภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลกลับขึ้นไปในหลอดอาหาร เนื่องจากความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ขึ้นมาที่หน้าอกและคอ โดยมักเกิดอาการหลังกินอาหารมื้อหนัก เวลาโน้มตัวไปข้างหน้า ตอนยกของหนัก และตอนนอนหงาย

นอกจากนี้ ยังมีน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก หากอาการขย้อนน้ำและอาหารรุนแรงอาจทำให้เกิดการสำลักเข้าไปในปอด จนเกิดอาการปอดอักเสบได้

ดังนั้น การรักษาสมดุลของความดันในช่องท้องจึงเป็นวิธีป้องกันการเกิดกรดไหลย้อนที่ได้ผลดีที่สุด โดยสามารถทำได้ด้วยคาถา‘6 ไม่ ดังต่อไปนี้

  • ไม่กินเยอะเกินไปในแต่ละมื้อ
  • ไม่ปล่อยให้น้ำหนักตัวมากเกินไป
  • ไม่กินของมันของทอดบ่อยๆ
  • ไม่ดื่มน้ำเต้าหู้และน้ำอัดลมมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดแก๊สในช่องท้องเป็นปริมาณมาก
  • ไม่ปล่อยให้ท้องผูกบ่อยๆ เพราะเมื่อต้องเบ่งทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น
  • ไม่ละเลยการออกกำลังกาย โดยควรออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที เพื่อให้การเคลื่อนตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานได้ดี ลดอาการท้องอืด จุก เสียด แน่นท้อง

gerd

2.

ปวดจุกๆ แบบนี้เป็นกรดไหลย้อนหรือโรคกระเพาะกันแน่

โรคกระเพาะกับโรคกรดไหลย้อนมีอาการที่เหมือนจะเหมือน แต่แตกต่าง โดยโรคกรดไหลย้อนมักเกิดอาการหลังกินอาหารไปแล้ว 30-60 นาที ผู้ป่วยจะรู้สึกแสบร้อนบริเวณหน้าอกหรือลิ้นปี่ เรอบ่อย และรู้สึกเหมือนมีน้ำรสขมหรือเปรี้ยวไหลย้อนขึ้นมาทางปาก

ส่วนอาการปวดท้องของโรคกระเพาะมักจะปวดจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ เหนือสะดือ ปวดใต้ชายโครงซ้าย และมักเป็นๆ หายๆ อาจปวดก่อนหรือหลังกินอาหารก็ได้

3.

กรดสามารถไหลย้อนไปนอกหลอดอาหารได้หรือไม่

มีหลายกรณีที่กรดสามารถไหลย้อนออกไปนอกหลอดอาหาร เรียกได้ว่ากรดไหลไปที่ไหน เกิดเรื่องที่นั่น เช่น หากกรดขึ้นไปสูงถึงรูเปิดของหูชั้นกลางซึ่งอยู่ตรงโพรงหลังจมูก อาจทำให้รูเปิดดังกล่าวบวม เกิดอาการทำงานผิดปกติจนทำให้หูอื้อ เกิดเสียงดังในหูเป็นๆ หายๆ ไปจนถึงมีอาการปวดหูได้

หากกรดไหลเข้าไปในช่องปาก อาจไปกัดกร่อนฟัน ทำให้ฟันผุหรือเสียวฟันได้ อีกทั้งกรดยังพาเอากลิ่นอาหารในกระเพาะอาหารขึ้นมาด้วยจนทำให้เกิดกลิ่นปากไม่พึงประสงค์

หรือหากกรดไหลไปถึงเยื่อบุจมูกด้านบน จะทำให้เกิดอาการคัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือเสมหะไหลลงคอได้ ใครที่เป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว อาการอาจแย่ลงกว่าเดิม

gerd

4.

ทำไมเป็นกรดไหลย้อนแล้วเสียงแหบทุกเช้า

ผู้ป่วยด้วยโรคกรดไหลย้อนหลายคนมักจะตื่นมาแล้วเสียงแหบ เพราะเวลานอนกรดจะไหลได้ง่ายกว่าปกติ และเมื่อกรดไหลย้อนขึ้นไปสัมผัสสายเสียงที่อยู่ด้านหน้า ทำให้สายเสียงบวม ปิดไม่สนิท เกิดลมรั่ว จนทำให้เสียงแหบได้

5.

กลืนไม่ลง เหมือนมีก้อนในคอ เพราะอะไร

อีกหนึ่งอาการยอดนิยมของคนเป็นโรคกรดไหลย้อน คือ กลืนอาหารลำบาก ติดๆ ขัดๆ คล้ายมีก้อนในคอ เพราะกรดไหลย้อนไปสัมผัสกับกล้ามเนื้อคอทำให้กล้ามเนื้อหดตัว จึงเกิดอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกดังกล่าว บรรเทาได้ด้วยการกินยาคลายกล้ามเนื้อก่อนนอน

6.

กรดไหลย้อนทำให้ท้องป่องและผายลมบ่อยจริงเหรอ

คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อนเรื้อรังอาจทำให้กรดในกระเพาะเปลี่ยนแปลงจนไม่สามารถย่อยอาหารได้สมบูรณ์เหมือนก่อน กระเพาะจึงบีบตัวแรงจนเกิดอาการท้องอืด จุกแน่นท้อง และอาหารที่ย่อยไม่หมดจะไปสะสมจนหมักหมมในลำไส้จนเกิดลมเต็มท้อง ทำให้เรอบ่อย ผายลมบ่อย และมีกลิ่นแรงกว่าเดิม

gerd

และเนื่องจากอาหารไปค้างในลำไส้จนไม่สามารถบีบตัวได้ดีเหมือนเดิม จึงถ่ายยาก ถ่ายไม่สุด จนท้องผูกบ่อยขึ้น และเกิดแบคทีเรียไม่ดีเป็นสาเหตุให้ท้องป่อง ท้องโต หรือท้องแข็งชนิดที่เกิดเสียงโครกครากขึ้นบ่อยๆ

ควรแก้ไขโดยกินอาหารทีมีจุลินทรีย์ชนิดดี หรือ Probiotics เพื่อไปกำจัดแบคทีเรียตัวร้ายในลำไส้ ปรับให้ลำไส้มีสภาพความเป็นกรดที่เหมาะสม จะทำให้อาการจุกเสียดแน่นท้องลดลง

7.

ทำไมเป็นกรดไหลย้อนถึงห้ามกินช็อกโกแลต

ไม่น่าเชื่อว่าของโปรดของสายหวานอย่างช็อกโกแลตและโกโก้ ล้วนมีผลกระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อนมากขึ้น เพราะในช็อกโกแลตมีสารเมทิลแซนทีน(Methyl-xanthine) ซึ่งมีรายงานว่าทำให้หูรูดหลอดอาหารมีการคลายตัวมากขึ้น โดยกล้ามเนื้อหูรูดส่วนปลายหลอดอาหารทำหน้าที่ป้องกันกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารมีความดันของหูรูดต่ำ หรือเปิดบ่อยขึ้น ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานกว่าปกติ จึงเพิ่มโอกาสการไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหารมากขึ้น

gerd

และด้วยเหตุผลเดียวกับการกินของทอดและของมันแล้วทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อน ในช็อกโกแลตมี เนยโกโก้ (Cocoa Butter) เป็นส่วนผสมเพื่อช่วยในการขึ้นรูปช็อกโกแลต ซึ่งเนยโกโก้นั้นมีไขมันสูงจนทำให้กระเพาะอาหารใช้เวลาในการย่อยนานขึ้น และไขมันนี้จะไปรวมกับกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการจุก แน่น หรือแสบร้อนที่กลางอกนั่นเอง

กรดไหลย้อนเป็นโรคที่สามารถหายได้ แต่ก็กลับมาเป็นอีกได้เช่นกัน ยาชนิดเดียวที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ คือ การปรับพฤติกรรมการกิน นอน และออกกำลังกายให้สมดุล รวมถึงบริหารจิตใจให้ห่างไกลความเครียดได้จะดีที่สุด

อ้างอิง

  • Namwah.ช็อกโกแลต!!! อร่อยถูกปาก แต่ไม่ถูกใจกรดไหลย้อน.https://bit.ly/3zZ6Qh0
  • รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน.เรื่องกรดไหลย้อนที่ควรรู้.https://bit.ly/3UKSMzO
  • อ.นพ.สุริยะ จักกะพาก.โรคกรดไหลย้อนอันตรายหลังการทานอาหาร.https://bit.ly/3DYTpia
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...