NEWS UPDATE: พ่อแม่ควรหมั่นสังเกตอาการลูก มีไข้ ไอ น้ำมูก อาจไม่ได้เป็นหวัดเพียงอย่างเดียว
Mood of the Motherhood
อัพเดต 07 ก.ค. 2565 เวลา 15.20 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2565 เวลา 11.37 น. • News Updateในช่วงนี้ที่เด็กๆ เริ่มกลับไปเรียนที่โรงเรียนได้ตามปกติและเป็นช่วงฤดูที่เข้าสู่หน้าฝน คุณพ่อคุณแม่อาจจะสังเกตได้ว่าลูกเริ่มมีอาการป่วยได้ง่าย ซึ่งส่วนมากจะเป็นอาการไข้หวัด แต่อาการป่วยที่ลูกกำลังเป็นอาจจะไม่ใช่อาการไข้หวัดธรรมดาคุณพ่อคุณแม่มักจะเข้าใจผิดกันว่าการที่ลูกมีน้ำมูกสีเขียว ซึ่งโดยทั่วไปเด็กจะมีน้ำมูกใสในวันแรก ต่อมาน้ำมูกอาจจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวได้ เกิดจากการที่เม็ดเลือดขาวในร่างกายหลั่งสารออกมากำจัดเชื้อโรค ดังนั้นการที่มีน้ำมูกเหลืองหรือเขียวไม่ได้แปลว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเสมอไปการดูแลรักษาไข้หวัด สามารถรักษาตามอาการ เช่น ทานยาลดไข้ เช็ดตัวลดไข้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไข้หวัดจะหายเองได้โดยไม่จำเป็นต้องทานยาปฏิชีวนะแล้วเมื่อไหร่จึงจำเป็นต้องพาลูกน้อยไปพบแพทย์ สังเกตได้ดังนี้1. เด็กที่มีภาวะขาดน้ำ สังเกตได้จากอาการปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อย ทานไม่ได้ ซึมลง ไข้สูงมาก โดยเฉพาะเด็กที่เคยมีภาวะไข้ชัก2. เป็นหวัดนาน 7-14 วัน แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องซักประวัติและตรวจร่างกายเพิ่มเติม เพื่อแยกโรคให้แน่ชัด และให้การรักษาที่เหมาะสม เช่น- ไซนัสอักเสบ มีอาการเป็นหวัดเรื้อรังร่วมกับมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา- โรคภูมิแพ้จมูก จะมีอาการคันจมูก คันตา น้ำมูกไหลเป็นๆ หายๆ หรือมีอาการมากขึ้นช่วงที่สัมผัสสิ่งกระตุ้น- หูชั้นกลางอักเสบ เด็กจะมีอาการปวดหูร่วมด้วย ตรวจเยื่อบุแก้วหูพบความผิดปกติ3. เด็กมีภาวะหายใจลำบาก หายใจมีเสียงดัง หายใจอกบุ๋ม ปีกจมูกบาน เขียว4. เด็กที่มีอัตราการหายใจเร็วกว่าเกณฑ์ปกติตามอายุ ดังนี้อายุ < 2 เดือน หายใจเร็ว > 60 ครั้ง/นาทีอายุ 2 เดือน-1 ปี หายใจเร็ว > 50 ครั้ง/นาทีอายุ 1-5 ปี หายใจเร็ว > 40 ครั้ง/นาทีอายุ > 5 ปี หายใจเร็ว > 30 ครั้ง/นาทีหากพบอาการผิดปกติ ตั้งแต่ มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดเมื่อยตามตัว อาเจียน ท้องเสีย นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนจากการติดเชื้อไวรัสบริเวณทางเดินหายใจส่วนบน คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและวินิจฉัยแยกโรคให้ชัดเจน จะได้รับการรักษาที่เหมาะสมต่อไปอ้างอิงpptvhd36