โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พ่อน้ำตาซึม ลูกถูกครูสั่งลุกนั่ง 800 ครั้ง ปวดจนเดินไม่ได้ อ้างอีกฝ่ายไล่ไปแจ้งความ

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

พ่อน้ำตาซึม ลูกถูกครูสั่งลุกนั่ง 800 ครั้ง หลังไม่แก้งาน 5 วิชา จนปวด เดินไม่ได้ ต้องป้อนข้าว อุ้มเข้าห้องน้ำ อ้างอีกฝ่ายบอกถ้าไม่สบายใจ ให้ไปแจ้งความ ไม่ถามถึงศิษย์สักคำ

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 จากเพจเฟซบุ๊ก เจ๊ม๊อย v+ เปิดเผยเรื่องราวจากผู้ปกครองรายหนึ่ง หลังลูกชายถูกครูในโรงเรียน ลงโทษด้วยการสั่งให้ลุกนั่งจำนวนมากถึง 800 ครั้ง เนื่องจากไม่ส่งงานตามกำหนด จนร่างกายรับไม่ไหว

หลังกลับถึงบ้าน เด็กชายมีอาการปวดขาอย่างรุนแรง ผู้เป็นพ่อต้องรีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาอย่างเร่งด่วน โดยผลการเจาะเลือดเบื้องต้นพบว่าค่าไตยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ค่ากล้ามเนื้อยังต้องรอผลตรวจซ้ำอีกครั้งในอีก 3 วัน

แพทย์วินิจฉัยและสั่งให้เด็กชายพักผ่อน นอนยกขาสูง งดเดินเป็นเวลา 3 วัน พร้อมกำชับให้ดื่มน้ำวันละประมาณ 3 ลิตร เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

ด้านผู้เป็นพ่อตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการลงโทษดังกล่าว โดยมองว่าการสั่งให้ลุกนั่งจำนวนมากเกินไป อาจทำให้เด็กได้รับอันตรายรุนแรงถึงขั้นกล้ามเนื้อฉีกขาด จึงอยากเสนอให้โรงเรียนพิจารณาเปลี่ยนวิธีการลงโทษเป็นรูปแบบอื่น เช่น การล้างห้องน้ำ หรือการทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์แทน

ที่น่าตกใจคือ เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจไม่ใช่ครั้งแรก เนื่องจากพยาบาลจุดคัดกรองของโรงพยาบาลให้ข้อมูลว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน เคยมีนักเรียนหญิง 2 คน จากโรงเรียนเดียวกัน เข้ารับการรักษาด้วยอาการใกล้เคียงกัน จากการถูกลงโทษด้วยวิธีเดียวกัน

ซึ่งหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ออกไป ก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก อาทิ เคยโดนเหมือนกัน กอดคอกัน 15 คน ลุกนั่ง 30 ที แค่นี้ก็เกือบตาย เดินไปได้เป็นอาทิตย์, เคยมีทำแบบนี้เกือบพิการ ครูไม่เคยอ่านข่าวเจอเลยไง, ไหนครูทำ800ครั้งให้ดูหน่อยสิ ฯลฯ

ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านของนักเรียนคนดังกล่าว พบกับ นายอดิศักดิ์ อายุ 45 ปี ผู้เป็นพ่อ เปิดเผยว่า ไม่เคยคิดว่าครูจะลงโทษศิษย์แบบนี้ ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่องยังไม่เคยได้รับการติดต่อจากครู มีแต่ตนเองโทรไปตั้งแต่วันแรก โดยครูที่สั่งทำโทษได้กล่าวยอมรับผิดและจะรับผิดชอบ ตนเองเห็นว่าเรื่องนี้รู้เพียง 2 คน เรื่องจะเงียบหาย รวมถึงน้ำเสียงของครูแข็งกร้าว บอกว่า “ถ้าคุณพ่อไม่สบายใจให้ไปแจ้งความได้เลย” โดยไม่มีคำถามห่วงใยลูกศิษย์เลยแม้แต่คำเดียว จนเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ตนเองเดินทางไปเพื่อขอพบกับ ผอ.โรงเรียน แต่มีรอง ผอ. มาต้อนรับและรับเรื่องแทน ก่อนกลับครูสาวที่สั่งทำโทษลูกชาย มาดักรอถามตนเองว่าจะคุยอะไรกับครูไหม ตนเองตอบว่ายังไม่คุย ครูสาวตอบว่า “โอเค ไม่คุย รู้เรื่อง” โดยไม่มีคำถามถึงอาการศิษย์เลยแม้แต่คำเดียว

นายอดิศักดิ์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า มันเจ็บปวดมากสำหรับหัวอกคนที่เป็นพ่อ น้องวัย 13 ปี ก็ดื้อตามวัย ผิดก็ควรคาดโทษ หรือทำโทษแบบอื่นที่ไม่เป็นอันตรายอย่างนี้ หากลูกเป็นอะไรไปมากกว่านี้ใครจะรับผิดชอบ น้องเลิกโรงเรียนก็มาช่วยพ่อขายน้ำเต้าหู้ทุกวัน เพราะแม่เขาเพิ่งเดินทางไปต่างประเทศเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว นี่ก็เข้าวันที่ 3 แล้วที่ไม่ได้ขายเต้าหู้เพราะห่วงลูก ลูกยังเดินไม่ได้ ต้องป้อนน้ำ ป้อนข้าว ป้อนยาตามหมอสั่ง และต้องอุ้มลูกเข้าห้องน้ำ

จากนั้นผู้สื่อข่าวเดินเข้าไปในห้อง เพื่อพบกับ ด.ช.ดล (นามสมมติ) อายุ 13 ปี ซึ่งนอนอยู่บนที่นอน ที่ขาทั้งสองข้างมีหมอนยางหนุนไว้ พูดด้วยใบหน้าที่แสดงถึงความเจ็บปวดว่า ตอนนี้ยังปวดน่องทั้ง 2 ข้างมาก พร้อมเล่าว่า เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังเข้าแถวเคารพธงชาติ ครูได้เรียกนักเรียนทั้งห้องพบ และถามว่าใครยังไม่ได้แก้งาน ตนเองยังไม่แก้ 5 วิชา จึงโดนสั่งทำโทษลุกนั่ง 400 ครั้ง ตนเองพยายามฝืนใจทำจนเสร็จ ตอนเย็นครูคนเดิมถามอีกว่า ใครยังไม่แก้วิชารักการอ่าน ตนเองก็ยอมรับ ก็โดนอีก 400 ครั้ง กลับบ้านแทบไม่ไหว นอนซมจนพ่อถาม ก่อนพาไปหาหมอและหมอให้หยุดเรียน หยุดเดิน 3 วัน ตอนนี้สงสารพ่อที่ต้องมาคอยดูแล จนไม่ได้ขายของด้วย

นายอดิศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในส่วนของวินัย ก็ให้ทางโรงเรียนดำเนินการกันเอง ส่วนที่ทำให้ลูกตนเองบาดเจ็บได้ปรึกษาหารือกับญาติ โดยจะเข้าแจ้งความเอาผิด แต่ขณะนี้ขอให้ลูกหายเป็นปกติดังเดิมเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม หากมีการชี้แจงจากทางคุณครูที่สั่งทำโทษ จะได้รายงานให้ทราบต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พ่อน้ำตาซึม ลูกถูกครูสั่งลุกนั่ง 800 ครั้ง ปวดจนเดินไม่ได้ อ้างอีกฝ่ายไล่ไปแจ้งความ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...