โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เลือกตั้ง 2569 จุดเปลี่ยน 'ระบบสุขภาพ' ตอนที่ 1 กำลังเผชิญ ‘ภาวะวิกฤติเรื้อรัง’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ระบบสุขภาพ” ของประเทศไทย กำลังเผชิญกับพายุที่ถาโถมรอบทิศทาง ทั้งค่ารักษาพยาบาลที่มีอัตราโตกว่าจีดีพีประเทศ แต่กลับมี “คนป่วยล้น” โรงพยาบาลรัฐมีปัญหาทางการเงิน และกำลังคน เหล่านี้ คือ “ภาวะวิกฤติเรื้อรัง” ที่รอ “ยา(นโยบาย)” เข้ามาช่วยรักษาเยียวยาแบบ “มุ่งเป้า” หวังผล

วิกฤติคนป่วย “โรค”ที่กำลังเป็น “ปัญหาสาธารณสุข”ที่สำคัญของประเทศ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจาก “พฤติกรรมการใช้ชีวิต” ผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 (สำรวจทุก 5 ปี) ในหัวข้อ “สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs) ของไทย แนวโน้มและข้อเสนอเชิงนโยบาย” พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเบาหวาน 10.6% หรือ 6.1 ล้านคน,ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 29.5% หรือ 17.5 ล้านคน

,ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอยู่ที่ 45% หรือ 27.4 ล้านคน ,ภาวะไขมันในเลือดสูง 20% และกลุ่มอาการเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) พบ 28 % บ่งชี้ถึงความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) กลุ่มนี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมากในกลุ่มอายุที่น้อยลงและวัยทำงาน

โรค NCDs ทำสูญเสียทางเศรษฐกิจ 6 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ คนที่เสี่ยงเป็นเบาหวานในอนาคตถึง 5.7 ล้านคน อีกทั้ง มีคนป่วยเบาหวานแต่ไม่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวานถึง 27% หรือ 1.6 ล้านคน และคนป่วยความดันโลหิตสูงที่ไม่รู้ตัวสูงถึง 48% หรือ 8.4 ล้านคน

และคนไทยยังมีพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพที่สำคัญ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่จะป่วยโรค NCDs เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยคนสูบบุหรี่ 11 ล้านคน ,ดื่มสุรา 17 ล้านคน,อ้วน 27 ล้านคน ,กิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ 25 ล้านคน ,สูบบุหรี่และดื่มสุรา 6 ล้านคน,อ้วนและกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ 12 ล้านคน และมีพฤติกรรมเสี่ยงครบทั้ง 4 เรื่อง 3.2 ล้านคน

โรค NCDs ทำให้ไทยเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่ากว่า 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี คิดเป็น 2.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

และก่อให้เกิดความสูญเสียต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ โดยพบว่าคนวัยทำงานต้องออกจากตลาดแรงงานก่อนวัยอันควร คิดเป็นความสูญเสีย 86 % ของการสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งหมด ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น การเสียชีวิต 52 %และการออกจากตลาดแรงงานก่อนวัยอันควร 34 %

อีก 5 ปีคนป่วยจะยิ่งเพิ่ม

จริงอยู่ว่าเมื่อประเทศไทยกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ย่อมตามมาด้วยจำนวนผู้ป่วยที่มากขึ้นตามความเสื่อมของร่างกาย โดยคนไทยมีอายุขัยสุขภาพดี(Health span) เฉลี่ยอยู่ที่ 67 ปี หลังจากนั้นจะมีสุขภาพที่แย่ลง จนกลายเป็นคนป่วย
ทว่า จำนวนผู้ป่วยที่มากล้นรพ.อยู่แล้วในปัจจุบัน จะยังเพิ่มมากขึ้นกว่านี้อีก

เพราะยังไม่ถึง “จุดพีคของสึนามิสูงวัย” โดยหากเทียบเคียงอายุสุขภาพดีที่ 67 ปีกับจำนวนคนเกิดปีละ 1 ล้านคนในช่วงปี 2506-2526 เท่ากับประชากรก้อนใหญ่นี้จะทยอยกลายเป็น “ผู้ป่วย”เมื่ออายุ 67 ปี ในปี 2573 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า และต่อเนื้องไปอีก 20 ปี

ค่ารักษาโตกว่าจีดีพี

คนป่วยที่มีจำนวนมาก ส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ ซึ่งพบว่าโตขึ้นทุกปี โดยสัดส่วนรายจ่ายประจำด้านสุขภาพ ต่อ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) พบว่า เพิ่มขึ้นจาก 3.39% ในปี 2553 เป็น 4.36% ในปี 2563 และ 5.16% ในปี 2564

ส่วนค่ารักษาพยาบาล ในปีงบประมาณ 2568 ราว 346,632 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2567 คิดเป็น 11.32 % ส่วนจากปี 2565 - 2568 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.53 % ต่อปี ขณะที่ GDP จากปี 2565 - 2568 เพิ่มขึ้นเพียง 2.0 - 2.5 % ต่อปี

งบฯแต่ละกองทุนเหลื่อมล้ำ

เมื่อพิจารณาแยกรายกองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ พบว่า ยังมีความเหลื่อมล้ำทางงบประมาณ โดยปีงบประมาณ 2568

  • กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บัตรทอง) ราว 168,296 ล้านบาท เฉลี่ยต่อคนต่อปี 3,856 บาท ,
  • สวัสดิการข้าราชการ 93,800 ล้านบาท เฉลี่ย 19,501 บาทต่อคนต่อปี
  • และประกันสังคม 74,380 ล้านบาท เฉลี่ย 5,142 บาทต่อคนต่อปี

10 ปี บัตรทอง รายจ่ายแซงรายรับ

ทว่า จากรายงานสถานการณ์ทางการเงินของหน่วยบริการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) ไตรมาส 4 ปี 2568 ของกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ

เม็ดเงินที่ส่งลงมาถึงรพ.สธ.เมื่อเปรียบเทียบรายได้-ค่าใช้จ่าย ปี 2568 กองทุนบัตรทองมีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ คิดเป็น 120% ของรายได้ กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนและบริการอื่นๆ มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ คิดเป็น 73% และ 92% และ 73% ของรายได้ ตามลำดับ

และกองทุนบัตรทอง ปี 2559-2568 ช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ ยกเว้นเพียงปี 2564-2565 ที่มีงบประมาณพิเศษจากสถานการณ์โควิด-19

  • ปี 2564 ค่าใช้จ่าย 120,442 ล้านบาท รายได้ 141,286 บาท (เป็นบวก)
  • ปี 2565 ค่าใช้จ่าย 148,870 ล้านบาท รายได้ 172,800 ล้านบาท (เป็นบวก)
  • ปี 2566 ค่าใช้จ่าย 139,925 ล้านบาท รายได้ 117,223 ล้านบาท (ติดลบ)
  • ปี 2567 ค่าใช้จ่าย 145,155 ล้านบาท รายได้ 126,607 ล้านบาท (ติดลบ)
  • ปี 2568 ค่าใช้จ่าย 150,553 ล้านบาท รายได้ 125,601 ล้านบาท(ติดลบ)

รพ.กลับขาดสภาพคล่องทางการเงิน

แม้ค่ารักษาพยาบาลจะโตกว่าจีดีพี และเงินจากสวัสดิการข้าราชการ และประกันสังคมที่ลงมาถึงรพ.จะ “เป็นบวก” แต่เงินจากบัตรทองส่วนใหญ่จะ “ติดลบ” ในภาพรวมจึงส่งผลต่อสถานการณ์ทางการเงินการคลังของรพ.
ไตรมาส 4 ปี 2568 มีวิกฤติระดับ 7 (หนักที่สุด) 136 แห่ง คิดเป็น 15.08 % ,ระดับ 6 จำนวน 60 แห่ง ,ระดับ 5 จำนวน 27 แห่ง ,ระดับ 4 จำนวน 45 แห่ง และระดับ 0 (สีเขียว) 89 แห่ง คิดเป็น 9.87 %

ปัจจัยเนื่องมาจาก 1. รายรับไม่พอรายจ่าย : รายได้จากบัตรทอง ไม่ครอบคลุมต้นทุนจริง 2. ภาระจ้างบุคลากรสูงขึ้น : สัดส่วน 60-70% ของรายรับ 3. ต้นทนุ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง : ราคายา/เวชภัณฑ์/ค่าบำรุงรักษา และ4. กลไกการจัดสรรไม่สอดคล้องกับภาระงาน : โดยเฉพาะในพื้นที่ High burden (สูงอายุ , โรคเรื้อรัง)

ภาระงานเกินกำลัง กระทบคุณภาพบริการ

คนไข้ล้นและแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอีกในราว 5 ปีข้างหน้า และรพ.มีปัญหาการเงินการคลัง ตามมาด้วย “วิกฤติกำลังคน” บุคลากรต้องรับภาระงานสูงเกินมาตรฐาน ทั้งจำนวนผู้ป่วยต่อคน เวรต่อเนื่อง และงานนอกภารกิจหลัก ส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าเรื้อรัง การลาออก และการสูญเสียบุคลากรที่มีประสบการณ์ ระบบไม่อาจยั่งยืนได้ หากตั้งอยู่บนภาระที่เกินขีดความสามารถของคนทำงาน

สาเหตุหลักมาจากภาระงานที่หนักเกินขีดจำกัด โดยบุคลากรส่วนใหญ่ต้องทำงานเฉลี่ยมากกว่า 41-60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่งผลให้อัตราภาวะหมดไฟหรือ Burnout Syndrome พุ่งสูงถึง 28.5 % โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างเจเนอเรชันวายที่เป็นกำลังหลักของระบบ

ทั้งที่ควร มีชั่วโมงปฏิบัติงานนอกเวลาไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และต้องมีเวลาพักผ่อนรวมไม่น้อยกว่า 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และมีวันหยุดอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์

นำมาสู่ปรากฏการณ์ "สมองไหล" ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ โดยมีแพทย์ลาออกจากระบบราชการเฉลี่ยถึงปีละ 455 คน และเมื่อรวมกับผู้เกษียณอายุ ระบบต้องสูญเสียบุคลากรไปไม่ต่ำกว่าปีละ 655 คน

ทั้งนี้ สธ.รายงานสถานการณ์ขาดแคลนแพทย์ล่าสุดเมื่อต้นเดือน ม.ค.2569 พบว่า โรงพยาบาลชุมชน(รพช.) ขาดมากที่สุดจำนวน 234 แห่ง รวมขาด 616 คน ขาดแคลนระดับสีแดงมีส่วนขาด 40% ขึ้นไป รวม 76 แห่ง 307 คน ขณะที่สีส้มส่วนขาด 30% -39.99% มี 47 แห่ง 143 คน ส่วนขาดน้อยกว่า 30% สีเขียว มี 111 แห่ง 166 คน

นอกจากปัญหาขาดแคลนแล้ว การกระจายตัวของบุคลากรยังมีความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่อย่างรุนแรง โดยกรุงเทพมหานครมีสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรดีที่สุด คือ 1 ต่อ 462 คน ขณะที่จ.บึงกาฬมีสัดส่วนวิกฤติถึง 1 ต่อ 5,000 คน ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก(1 ต่อ 1,000)หลายเท่าตัว

ความเหลื่อมล้ำนี้ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ตัวบุคคล แต่ยังรวมถึงเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย เช่น เครื่อง MRI และ CT Scan ที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลขาดโอกาสเข้าถึงการวินิจฉัยที่แม่นยำและรวดเร็ว

ทั้งหมดคือวิกฤติหลักๆที่สำคัญของระบบสุขภาพที่ส่งผลเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ ติดตาม ซีรีย์จุดเปลี่ยนระบบสุขภาพ ตอนที่ 2 จะวิเคราะห์ถึงนโยบายสาธารณสุขของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ใช้หาเสียงในการเลือกตั้งปี 2569 ว่าแต่ละพรรคมุ่งเข้ามาแก้ปัญหาใดและ “โดนเป้า”มากน้อยอย่างไร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...