โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดตัวเลข "GDP 2568" อาเซียน ประเทศไทยอยู่ตรงไหน? แม้ดีเกินคาด แต่ยังรั้งท้ายเพื่อนบ้าน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
GDP 2568 อาเซียน ประเทศไทยอยู่ตรงไหน ?

เปิดตัวเลข "GDP 2568" อาเซียน ประเทศไทยอยู่ตรงไหน? แม้ดีเกินคาด แต่ยังรั้งท้ายเพื่อนบ้าน

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในช่วงปี 2568 กลุ่มประเทศอาเซียนยังคงเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตโดดเด่นที่สุดของโลก โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ล่าสุดสะท้อนให้เห็นภาพการฟื้นตัวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนในแต่ละประเทศ ขณะที่ประเทศไทย แม้จะขยายตัวได้ดีกว่าคาด แต่ยังคงอยู่ในอันดับรั้งท้ายของกลุ่มอาเซียนเมื่อเทียบอัตราการเติบโต

ข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2568 ของประเทศในอาเซียนระบุว่า เวียดนามขยายตัวสูงสุดที่ 8.0% ตามมาด้วยมาเลเซีย 5.2% อินโดนีเซีย 5.1% สิงคโปร์ 5.0% กัมพูชา 5.0% สปป.ลาว 4.8% ฟิลิปปินส์ 4.4% และประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 8 เติบโต 2.4% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงช่องว่างเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไทยยังต้องเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในภูมิภาค

สำหรับประเทศไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปี 2568 ว่า ขยายตัว 2.5% สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ภายในเพียง 1% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 ขยายตัว 2.4% สูงกว่าประมาณการเดิมที่ 2.0% และมูลค่า GDP ทั้งปีมีขนาดใกล้แตะ 19 ล้านล้านบาท สูงกว่าที่ประเมินไว้กว่า 300,000 ล้านบาท

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. ระบุว่า การขยายตัวในไตรมาสสุดท้ายของปีดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากเครื่องชี้วัดหลายตัวเร่งตัวขึ้นพร้อมกัน ทั้งการลงทุนภาครัฐ การส่งออก และการบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะฐานไตรมาส 4 ปี 2567 ที่ขยายตัวสูงถึง 3.7% ทำให้การเติบโตต่อเนื่องในปี 2568 ยิ่งสะท้อนแรงส่งทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้

แรงขับเคลื่อนสำคัญในไตรมาส 4 มาจาก 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ การลงทุนภาครัฐที่กลับมาขยายตัว 13.3% โดยเฉพาะการก่อสร้างภาครัฐที่เพิ่มขึ้นถึง 15.6% การส่งออกสินค้าเติบโต 9.4% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า และการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 3.3% ได้แรงหนุนจากการเร่งซื้อรถยนต์ก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0

ด้านนโยบายการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การเติบโตเกินคาดสะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลในช่วง 73 วันที่ผ่านมา ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแต่หวังผลระยะยาว กระจายตัวในหลายโครงการ อาทิ คนละครึ่ง พลัส เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการเที่ยวดีมีคืน การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการปลดล็อกข้อจำกัดการลงทุน

นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลได้ช่วย “ฟื้นเศรษฐกิจไทยออกจากหล่มและหลุดพ้นจากไอซียู" และตั้งเป้าให้ปี 2569 เติบโตเกิน 3% หรือ “3% พลัส” แม้กระทรวงการคลังคาดการณ์พื้นฐานไว้ที่ 2% โดยเน้นว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่อย่างรวดเร็วและความต่อเนื่องของนโยบายจะเป็นปัจจัยสำคัญ พร้อมเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อปลดล็อกการลงทุนและยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ

ในส่วนของแนวโน้มปี 2569 สศช. คาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในช่วง 1.5%-2.5% ค่ากลาง 2.0% โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1.65 ล้านล้านบาท และการส่งออกที่คาดว่าจะเติบโต 2% อย่างไรก็ตาม ปัจจัยการเมืองภายหลังการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2569 จะมีผลต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ภาพรวมอาเซียนในปี 2568 แสดงให้เห็นว่าเวียดนามยังคงเป็นดาวเด่นของภูมิภาค การเติบโต 8.0% สะท้อนความแข็งแกร่งของภาคการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อย่างต่อเนื่อง ขณะที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ต่างมีอัตราการเติบโตเหนือ 5% สะท้อนความสามารถในการฟื้นตัวทั้งจากภาคบริการและการค้าโลก

อินโดนีเซียซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน ยังคงรักษาการเติบโตเหนือ 5% จากแรงขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนมาเลเซียได้แรงหนุนจากภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงาน ขณะที่สิงคโปร์อาศัยบทบาทศูนย์กลางการเงินและการขนส่งในภูมิภาค

ในทางตรงกันข้าม การเติบโตของไทยที่ 2.4% แม้จะสูงกว่าที่คาด แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่น การพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกในระดับสูง ความล่าช้าในการลงทุนภาคเอกชน และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม มูลค่า GDP ไทยที่ใกล้แตะ 19 ล้านล้านบาท แสดงให้เห็นว่าขนาดเศรษฐกิจยังคงใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของอาเซียน เพียงแต่การเติบโตเชิงอัตราร้อยละยังตามหลังประเทศที่กำลังเร่งพัฒนาอย่างรวดเร็ว

ด้านนักวิเคราะห์มองว่า ความท้าทายของไทยในระยะต่อไปคือการเร่งเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล และเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อดึงดูดการลงทุนต่างชาติให้มากขึ้น ขณะที่การรักษาวินัยการคลังยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

ภาพรวม GDP อาเซียนปี 2568 จึงสะท้อนการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้นในภูมิภาค ประเทศที่ปรับตัวเร็ว ดึงดูดการลงทุน และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยังคงเติบโตโดดเด่น ขณะที่ประเทศไทย แม้เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวและสร้าง “เซอร์ไพรส์” เชิงบวกในไตรมาสสุดท้ายของปี แต่ยังต้องเร่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจทุกด้าน เพื่อไล่ทันประเทศเพื่อนบ้านและผลักดันการเติบโตให้เข้าใกล้ระดับ 3% ตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังตั้งความหวังไว้ในปีถัดไป

คำถามสำคัญของปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเท่าใด หากแต่คือประเทศไทยจะสามารถยกระดับศักยภาพการแข่งขันในเวทีอาเซียนได้มากเพียงใด ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยีที่รวดเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...