โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เงินล้านไม่ตรงปก! พท.ส่งกกต.มีแค่นโยบายของขวัญ/จุลพันธ์เพ้อเป็นการลงทุน

ไทยโพสต์

อัพเดต 26 มกราคม 2569 เวลา 4.25 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“จุลพันธ์” อ้างเต็มปากโครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ไม่ใช่แจกเงิน แต่เป็นการลงทุน ยก “บราซิล-ไต้หวัน” เป็นตัวอย่าง ไม่เกินคาดคุ้ยข้อมูลแจ้ง กกต.ไม่พบ มีแค่นโยบายของขวัญเพื่อคนไทยที่ใช้งบ 3,500 ล้านบาทแต่ไร้รายละเอียด ซ้ำยังมีนโยบายกระตุ้น ศก.อีกหมื่นล้าน รวมยอดชง 57 นโยบายใช้เงิน 243,300 ล้านบาท หลายเสียงสับสุดมอมเมา-เฟ้อฝัน ย้อนถามเงินหมื่นยังชวด บอกได้ครบอีก 200 ชั่วอายุ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ม.ค.2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงโครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คนว่า ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่คือการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศในระยะยาว หัวใจสำคัญคือการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและระบบภาษี ซึ่งไม่ใช่การแจกฟรี แต่คือการลงทุนเพื่อทำให้ระบบการเงินและการคลังของประเทศเข้ารูปเข้ารอย โมเดลนี้มีกรณีศึกษาระดับโลก และเป็นแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริงในหลายประเทศ เช่นบราซิลเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีได้ราว 8-9% หรือไต้หวันเพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20%

นายจุลพันธ์ระบุอีกว่า ปัจจุบันฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 8-9 แสนล้านบาท หากสามารถเพิ่มการจัดเก็บได้ในระดับเดียวกับไต้หวัน คือ 20% ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบาย (เงินรางวัล) อยู่ที่กว่า 3,000 ล้านบาท คิดเป็นต้นทุนเพียงประมาณ 3.3% เพื่อแลกกับรายได้หลักแสนล้าน คือลงทุนหลักพันล้าน แต่มีโอกาสได้คืนหลักแสนล้าน

“สามารถดึงเศรษฐกิจนอกระบบ 9 ล้านล้านบาทขึ้นมาบนดิน ซึ่งเศรษฐกิจนอกระบบของไทยใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก การบังคับเก็บภาษีโดยตรงเป็นเรื่องยาก และสร้างแรงต้าน นโยบายนี้จึงเลือกใช้ความหวังในการเป็นเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 รางวัล เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนและผู้ประกอบการสมัครใจเดินเข้าสู่ระบบเอง” นายจุลพันธ์กล่าว และว่า ประชาชนได้ลุ้นรางวัล รัฐได้ฐานภาษีใหม่ ประเทศได้บิ๊กดาต้าเพื่อการบริหารที่แม่นยำ เป็นสถานการณ์วิน-วินทุกฝ่าย เลิกปั่นวาทกรรมล็อกผลแบบไร้หลักฐาน ระบบสุ่มจะถูกออกแบบมาให้ตรวจสอบได้ เพราะสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการใช้งบแบบเดิมที่หว่านแหและรั่วไหลมหาศาล เพราะขาดข้อมูลที่แม่นยำ นโยบายนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นประชานิยมแจกเงินแบบเก่า แต่ควรถูกมองว่าเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ

ผู้สื่อข่าวไทยโพสต์รายงานว่า จากการตรวจสอบเอกสารนโยบายที่พรรค พท.ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงาน กกต.ต้องจัดส่งเอกสารต่อไปยังคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาฯ พบว่า ได้แจ้งนโยบายการหาเสียงในครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 57 นโยบาย โดยใช้วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 243,300 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 57 นโยบาย ไม่ได้มีการเขียนแบบระบุด้วยข้อความแบบเฉพาะเจาะจงว่าพรรคมีนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาทแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบเอกสารที่ยื่นต่อ กกต. พบว่านโยบายที่มีความใกล้เคียงที่สุดคือ นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย ซึ่งมีรายละเอียดคือใช้งบประมาณ 3,500 ล้านบาทต่อปี โดยในส่วนความคุ้มค่าของนโยบาย พท.แจ้งว่าเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ทำประโยชน์ให้กับประเทศ รวมถึงการพัฒนาฐานข้อมูลในกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้สูงอายุ กลุ่มคนพิการ ผู้เสียภาษีผู้ใช้จ่ายในระบบภาษี, กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ฯลฯ โดยยังช่วยสร้างแรงจูงใจในการอยู่ในระบบภาษีอันจะเป็นการขยายฐานภาษีของประเทศ อีกทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งกระตุ้นการใช้จ่ายอันจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้รัฐคืน ในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย พรรค พท.ระบุเหตุผลเหมือนกับที่ระบุไว้ในเรื่องความคุ้มค่าของนโยบาย

ในขณะที่ผลกระทบในการดำเนินนโยบาย พรรค พท.แจ้งว่าต้องบริหารงบประมาณ แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับสูงกว่างบประมาณที่ใช้ ส่วนเรื่องความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย พรรค พท.ระบุว่า ประชาชนบางส่วนอาจไม่ทราบมาตรการ ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิ ต้องมีการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชน

นอกจากนี้ พรรค พท.ยังมีนโยบายกระตุ้นการบริโภคที่อยู่ในลำดับถัดมาจากนโยบายของขวัญเพื่อคนไทย โดยระบุว่าใช้งบประมาณ 10,000 ล้านบาท ส่วนที่มาของงบประมาณ ให้มาจากการบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้และการบริหารระบบภาษี ส่วนความคุ้มค่าและประโยชน์ พรรค พท.ระบุว่า กระตุ้นและสร้างแรงจูงใจในการใช้จ่ายภาคประชาชนในหลากหลายรูปแบบ เพื่อก่อให้เกิดการบริโภคภาคประชาชน ซึ่งจะเกิดการเหนี่ยวนำการลงทุนของผู้ผลิต และเป็นรายได้ส่วนหนึ่งคืนสู่ภาครัฐในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนผลกระทบในการดำเนินนโยบาย ระบุว่าต้องบริหารงบประมาณ แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับสูงกว่างบประมาณที่ใช้ และความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย ระบุว่าประชาชนบางส่วนอาจไม่ทราบมาตรการ ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิ ต้องมีการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชน

นอกจากนี้ พรรค พท.ยังได้แจ้งกับ กกต.ถึงนโยบายอื่นๆ โดยในส่วนนโยบายที่ตั้งงบประมาณในการดำเนินการไว้สูงก็เช่น นโยบายคนไทยไร้จน ที่ใช้งบสูงถึง 60,000 ล้านบาทต่อปี พท.ระบุว่านโยบายดังกล่าวเป็นการแก้ปมแรกของปัญหาเรื่องความยากจน โดยยกทุกคนให้พ้นจากเส้นความยากจน ซึ่งจะทำให้สามารถทำนโยบายอื่นๆ เกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้นโยบายคนไทยไร้จน ที่ใช้งบสูงถึง 60,000 ล้านบาทต่อปีนั้น กลับไม่ได้มีการระบุรายละเอียดว่าจะมีการทำโครงการหรือมีแผนงานอะไร

ส่วนนโยบายอื่นๆ ที่แจ้งกับ กกต.และใช้งบในการดำเนินงานค่อนข้างสูงก็มีเช่น นโยบายเรียนได้งบจบได้งานที่ใช้งบ 5,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ 5,000 ล้านบาท, นโยบายบ้านเพื่อคนไทย 2,000 ล้านบาท, นโยบายล้างหนี้ประชาชน แจ้งว่าไม่ใช้งบประมาณ แต่ใช้การบริหารและลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน, นโยบายล้างหนี้วัยเกษียณใช้งบ 4,000 ล้านบาท, นโยบายผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด ใช้งบ 30,000 ล้านบาท, นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ใช้งบ 31,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบายคูปองซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์ ใช้งบ 10,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบายปราบสแกมเมอร์ไม่จบไม่เลิก ใช้งบ 200 ล้านบาทต่อปี, นโยบายจัดการน้ำทั้งระบบ ไม่ท่วม-ไม่แล้ง จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม 20,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบาย AI For All ใช้งบ 4,000 ล้านบาทต่อปี และนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย/Feeder และรถเมล์ 10 บาทตลอดสาย ใช้งบประมาณ1,000 ล้านบาทต่อปี

ส่วนนโยบายขจัดภัยทุจริตคอร์รัปชันทั้งระบบ พท.ได้กำหนดให้ข้าราชการ/เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตั้งแต่บรรจุเป็นข้าราชการ และยื่นใหม่ทุกๆ ห้าปี และในกรณีเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง ให้ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานโดยไม่ต้องเปิดเผย เว้นแต่ตำแหน่งที่มีกฎหมายกำหนดให้ยื่นต่อ ป.ป.ช. ให้ดำเนินไปตามที่กฎหมายกำหนด เป็นต้น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงนโยบายประชานิยมของพรรค พท.ว่า แตกต่างกับนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งนโยบายคนละครึ่งเป็นการลงทุนร่วมกัน ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว ไม่ได้เป็นการแจกเงินประชาชน ซึ่งแตกต่างกันชัดเจน

“การให้เงินเปล่าๆ กับพี่น้องประชาชน ถ้าทำได้จะต้องทั่วถึง ซึ่งการแจกประชาชนคนละ 1 ล้านบาท วันละ 9 คน ถามว่า 9 คนนั้นคือใคร แต่สมมติว่าวันละ 9 คน คือวันละ 9 ล้านบาท เขาคงดูว่ายอดเงิน 3,000 กว่าล้านบาท ไม่ได้เยอะแยะมาก แต่ประชากรกรไทยมี 70 ล้านคน ต้องใช้เวลาเกือบ 2 หมื่นปี กว่าพี่น้องประชาชนจะได้ครบ”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ในฐานะทีมเศรษฐกิจพรรค ภท. กล่าวว่า ภท.คิดนโยบายเศรษฐกิจออกมาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง และจะพยายามไม่ออกนโยบายที่จะส่งผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง และระบบเศรษฐกิจของประเทศ นโยบายประชานิยมอาจจะได้เสียงของประชาชน แต่ไม่มีความรับผิดชอบ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกฯ กล่าวว่า เป็นนโยบายขายความหวัง ขายความฝัน อยากถามว่าวันนี้คนได้เงิน 10,000 บาทจากรัฐบาลที่แล้วหรือยัง ซึ่งยังไม่ได้ของเก่า แต่วันนี้จะแจกของใหม่อีกแล้ว อันนี้คือนโยบายขายฝัน

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกฯ กล่าวว่า เป็นการนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้หาเสียง ซึ่งอาจเข้าข่ายการมอมเมาให้คนหลงเชื่อในความฝันที่จับต้องไม่ได้ เงินหมื่นดิจิทัล จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้ นโยบายใหม่ที่ประกาศออกมาเป็นเพียงการกลบเกลื่อนความล้มเหลวเดิม ซึ่งนโยบายที่เน้นเสี่ยงโชคหรือการรอคอยโชคลาภส่งผลเสียต่อวินัยทางการเงิน และทำให้ประชาชนจมปลักอยู่กับการพนัน

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชน กล่าวว่า นโยบายประชานิยมของบางพรรคที่มุ่งแจกเงินอาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะอย่างมาก และอาจทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทะลุเพดานในปลายปีนี้ได้ โดยต้องขยับเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจาก 70% เป็น 80% เมื่อต้องจัดทำงบประมาณปี 2570 ทำให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือได้

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊กในเรื่องนี้ว่า หากคนไทยรู้จักคิดในเชิงความน่าจะเป็น 1 ปี จะมีคนไทย 1 คน ใน 15,000 คนเท่านั้นที่ได้ และต้องใช้เวลา 15,000 ปี กว่าที่ทุกคนจะได้หรือต้องรอประมาณเกือบ 200 ชั่วคน นโยบายแบบนี้จึงฮือฮาด้วยตัวเลขใหญ่โต แต่ซ่อนเร้นด้วยโอกาสเท่าฝุ่นผง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์ระบุว่า นโยบายสุ่มแจกเงินล้าน 9 คนต่อวัน เฉลี่ยปีละ 3,240 ล้านบาท ถ้าอยู่ครบวาระ 4 ปี จะเป็นเงิน 12,960 ล้านบาท โดยมีประชาชนถูกสุ่มแจกได้ประโยชน์เพียง 12,960 คน จากประชากรทั้งประเทศเกือบ 70 ล้านคน

“การหาเสียงแบบนี้ ประชาชนต้องตั้งหลักตรึกตรองให้พอสมควร ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนอยู่กับความหวัง การหาเสียงต้องหาทางแก้ปัญหาชาติ ไม่ใช่ให้คนกว่า 60 ล้านต้องมาลุ้นว่าจะเป็นหนึ่งใน 9 คนหรือไม่ ถามว่าทีมเศรษฐกิจ คิดให้ตายได้แค่นี้เหรอ” นายจตุพรระบุ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...