เงินล้านไม่ตรงปก! พท.ส่งกกต.มีแค่นโยบายของขวัญ/จุลพันธ์เพ้อเป็นการลงทุน
“จุลพันธ์” อ้างเต็มปากโครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ไม่ใช่แจกเงิน แต่เป็นการลงทุน ยก “บราซิล-ไต้หวัน” เป็นตัวอย่าง ไม่เกินคาดคุ้ยข้อมูลแจ้ง กกต.ไม่พบ มีแค่นโยบายของขวัญเพื่อคนไทยที่ใช้งบ 3,500 ล้านบาทแต่ไร้รายละเอียด ซ้ำยังมีนโยบายกระตุ้น ศก.อีกหมื่นล้าน รวมยอดชง 57 นโยบายใช้เงิน 243,300 ล้านบาท หลายเสียงสับสุดมอมเมา-เฟ้อฝัน ย้อนถามเงินหมื่นยังชวด บอกได้ครบอีก 200 ชั่วอายุ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ม.ค.2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงโครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คนว่า ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่คือการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศในระยะยาว หัวใจสำคัญคือการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและระบบภาษี ซึ่งไม่ใช่การแจกฟรี แต่คือการลงทุนเพื่อทำให้ระบบการเงินและการคลังของประเทศเข้ารูปเข้ารอย โมเดลนี้มีกรณีศึกษาระดับโลก และเป็นแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริงในหลายประเทศ เช่นบราซิลเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีได้ราว 8-9% หรือไต้หวันเพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20%
นายจุลพันธ์ระบุอีกว่า ปัจจุบันฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 8-9 แสนล้านบาท หากสามารถเพิ่มการจัดเก็บได้ในระดับเดียวกับไต้หวัน คือ 20% ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบาย (เงินรางวัล) อยู่ที่กว่า 3,000 ล้านบาท คิดเป็นต้นทุนเพียงประมาณ 3.3% เพื่อแลกกับรายได้หลักแสนล้าน คือลงทุนหลักพันล้าน แต่มีโอกาสได้คืนหลักแสนล้าน
“สามารถดึงเศรษฐกิจนอกระบบ 9 ล้านล้านบาทขึ้นมาบนดิน ซึ่งเศรษฐกิจนอกระบบของไทยใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก การบังคับเก็บภาษีโดยตรงเป็นเรื่องยาก และสร้างแรงต้าน นโยบายนี้จึงเลือกใช้ความหวังในการเป็นเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 รางวัล เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนและผู้ประกอบการสมัครใจเดินเข้าสู่ระบบเอง” นายจุลพันธ์กล่าว และว่า ประชาชนได้ลุ้นรางวัล รัฐได้ฐานภาษีใหม่ ประเทศได้บิ๊กดาต้าเพื่อการบริหารที่แม่นยำ เป็นสถานการณ์วิน-วินทุกฝ่าย เลิกปั่นวาทกรรมล็อกผลแบบไร้หลักฐาน ระบบสุ่มจะถูกออกแบบมาให้ตรวจสอบได้ เพราะสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการใช้งบแบบเดิมที่หว่านแหและรั่วไหลมหาศาล เพราะขาดข้อมูลที่แม่นยำ นโยบายนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นประชานิยมแจกเงินแบบเก่า แต่ควรถูกมองว่าเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ
ผู้สื่อข่าวไทยโพสต์รายงานว่า จากการตรวจสอบเอกสารนโยบายที่พรรค พท.ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงาน กกต.ต้องจัดส่งเอกสารต่อไปยังคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาฯ พบว่า ได้แจ้งนโยบายการหาเสียงในครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 57 นโยบาย โดยใช้วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 243,300 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 57 นโยบาย ไม่ได้มีการเขียนแบบระบุด้วยข้อความแบบเฉพาะเจาะจงว่าพรรคมีนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาทแต่อย่างใด
ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบเอกสารที่ยื่นต่อ กกต. พบว่านโยบายที่มีความใกล้เคียงที่สุดคือ นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย ซึ่งมีรายละเอียดคือใช้งบประมาณ 3,500 ล้านบาทต่อปี โดยในส่วนความคุ้มค่าของนโยบาย พท.แจ้งว่าเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ทำประโยชน์ให้กับประเทศ รวมถึงการพัฒนาฐานข้อมูลในกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้สูงอายุ กลุ่มคนพิการ ผู้เสียภาษีผู้ใช้จ่ายในระบบภาษี, กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ฯลฯ โดยยังช่วยสร้างแรงจูงใจในการอยู่ในระบบภาษีอันจะเป็นการขยายฐานภาษีของประเทศ อีกทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งกระตุ้นการใช้จ่ายอันจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้รัฐคืน ในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย พรรค พท.ระบุเหตุผลเหมือนกับที่ระบุไว้ในเรื่องความคุ้มค่าของนโยบาย
ในขณะที่ผลกระทบในการดำเนินนโยบาย พรรค พท.แจ้งว่าต้องบริหารงบประมาณ แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับสูงกว่างบประมาณที่ใช้ ส่วนเรื่องความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย พรรค พท.ระบุว่า ประชาชนบางส่วนอาจไม่ทราบมาตรการ ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิ ต้องมีการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชน
นอกจากนี้ พรรค พท.ยังมีนโยบายกระตุ้นการบริโภคที่อยู่ในลำดับถัดมาจากนโยบายของขวัญเพื่อคนไทย โดยระบุว่าใช้งบประมาณ 10,000 ล้านบาท ส่วนที่มาของงบประมาณ ให้มาจากการบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้และการบริหารระบบภาษี ส่วนความคุ้มค่าและประโยชน์ พรรค พท.ระบุว่า กระตุ้นและสร้างแรงจูงใจในการใช้จ่ายภาคประชาชนในหลากหลายรูปแบบ เพื่อก่อให้เกิดการบริโภคภาคประชาชน ซึ่งจะเกิดการเหนี่ยวนำการลงทุนของผู้ผลิต และเป็นรายได้ส่วนหนึ่งคืนสู่ภาครัฐในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนผลกระทบในการดำเนินนโยบาย ระบุว่าต้องบริหารงบประมาณ แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับสูงกว่างบประมาณที่ใช้ และความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย ระบุว่าประชาชนบางส่วนอาจไม่ทราบมาตรการ ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิ ต้องมีการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชน
นอกจากนี้ พรรค พท.ยังได้แจ้งกับ กกต.ถึงนโยบายอื่นๆ โดยในส่วนนโยบายที่ตั้งงบประมาณในการดำเนินการไว้สูงก็เช่น นโยบายคนไทยไร้จน ที่ใช้งบสูงถึง 60,000 ล้านบาทต่อปี พท.ระบุว่านโยบายดังกล่าวเป็นการแก้ปมแรกของปัญหาเรื่องความยากจน โดยยกทุกคนให้พ้นจากเส้นความยากจน ซึ่งจะทำให้สามารถทำนโยบายอื่นๆ เกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้นโยบายคนไทยไร้จน ที่ใช้งบสูงถึง 60,000 ล้านบาทต่อปีนั้น กลับไม่ได้มีการระบุรายละเอียดว่าจะมีการทำโครงการหรือมีแผนงานอะไร
ส่วนนโยบายอื่นๆ ที่แจ้งกับ กกต.และใช้งบในการดำเนินงานค่อนข้างสูงก็มีเช่น นโยบายเรียนได้งบจบได้งานที่ใช้งบ 5,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ 5,000 ล้านบาท, นโยบายบ้านเพื่อคนไทย 2,000 ล้านบาท, นโยบายล้างหนี้ประชาชน แจ้งว่าไม่ใช้งบประมาณ แต่ใช้การบริหารและลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน, นโยบายล้างหนี้วัยเกษียณใช้งบ 4,000 ล้านบาท, นโยบายผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด ใช้งบ 30,000 ล้านบาท, นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ใช้งบ 31,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบายคูปองซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์ ใช้งบ 10,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบายปราบสแกมเมอร์ไม่จบไม่เลิก ใช้งบ 200 ล้านบาทต่อปี, นโยบายจัดการน้ำทั้งระบบ ไม่ท่วม-ไม่แล้ง จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม 20,000 ล้านบาทต่อปี, นโยบาย AI For All ใช้งบ 4,000 ล้านบาทต่อปี และนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย/Feeder และรถเมล์ 10 บาทตลอดสาย ใช้งบประมาณ1,000 ล้านบาทต่อปี
ส่วนนโยบายขจัดภัยทุจริตคอร์รัปชันทั้งระบบ พท.ได้กำหนดให้ข้าราชการ/เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตั้งแต่บรรจุเป็นข้าราชการ และยื่นใหม่ทุกๆ ห้าปี และในกรณีเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง ให้ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานโดยไม่ต้องเปิดเผย เว้นแต่ตำแหน่งที่มีกฎหมายกำหนดให้ยื่นต่อ ป.ป.ช. ให้ดำเนินไปตามที่กฎหมายกำหนด เป็นต้น
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงนโยบายประชานิยมของพรรค พท.ว่า แตกต่างกับนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งนโยบายคนละครึ่งเป็นการลงทุนร่วมกัน ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว ไม่ได้เป็นการแจกเงินประชาชน ซึ่งแตกต่างกันชัดเจน
“การให้เงินเปล่าๆ กับพี่น้องประชาชน ถ้าทำได้จะต้องทั่วถึง ซึ่งการแจกประชาชนคนละ 1 ล้านบาท วันละ 9 คน ถามว่า 9 คนนั้นคือใคร แต่สมมติว่าวันละ 9 คน คือวันละ 9 ล้านบาท เขาคงดูว่ายอดเงิน 3,000 กว่าล้านบาท ไม่ได้เยอะแยะมาก แต่ประชากรกรไทยมี 70 ล้านคน ต้องใช้เวลาเกือบ 2 หมื่นปี กว่าพี่น้องประชาชนจะได้ครบ”
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ในฐานะทีมเศรษฐกิจพรรค ภท. กล่าวว่า ภท.คิดนโยบายเศรษฐกิจออกมาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง และจะพยายามไม่ออกนโยบายที่จะส่งผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง และระบบเศรษฐกิจของประเทศ นโยบายประชานิยมอาจจะได้เสียงของประชาชน แต่ไม่มีความรับผิดชอบ
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกฯ กล่าวว่า เป็นนโยบายขายความหวัง ขายความฝัน อยากถามว่าวันนี้คนได้เงิน 10,000 บาทจากรัฐบาลที่แล้วหรือยัง ซึ่งยังไม่ได้ของเก่า แต่วันนี้จะแจกของใหม่อีกแล้ว อันนี้คือนโยบายขายฝัน
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกฯ กล่าวว่า เป็นการนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้หาเสียง ซึ่งอาจเข้าข่ายการมอมเมาให้คนหลงเชื่อในความฝันที่จับต้องไม่ได้ เงินหมื่นดิจิทัล จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้ นโยบายใหม่ที่ประกาศออกมาเป็นเพียงการกลบเกลื่อนความล้มเหลวเดิม ซึ่งนโยบายที่เน้นเสี่ยงโชคหรือการรอคอยโชคลาภส่งผลเสียต่อวินัยทางการเงิน และทำให้ประชาชนจมปลักอยู่กับการพนัน
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชน กล่าวว่า นโยบายประชานิยมของบางพรรคที่มุ่งแจกเงินอาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะอย่างมาก และอาจทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทะลุเพดานในปลายปีนี้ได้ โดยต้องขยับเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจาก 70% เป็น 80% เมื่อต้องจัดทำงบประมาณปี 2570 ทำให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือได้
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊กในเรื่องนี้ว่า หากคนไทยรู้จักคิดในเชิงความน่าจะเป็น 1 ปี จะมีคนไทย 1 คน ใน 15,000 คนเท่านั้นที่ได้ และต้องใช้เวลา 15,000 ปี กว่าที่ทุกคนจะได้หรือต้องรอประมาณเกือบ 200 ชั่วคน นโยบายแบบนี้จึงฮือฮาด้วยตัวเลขใหญ่โต แต่ซ่อนเร้นด้วยโอกาสเท่าฝุ่นผง
นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์ระบุว่า นโยบายสุ่มแจกเงินล้าน 9 คนต่อวัน เฉลี่ยปีละ 3,240 ล้านบาท ถ้าอยู่ครบวาระ 4 ปี จะเป็นเงิน 12,960 ล้านบาท โดยมีประชาชนถูกสุ่มแจกได้ประโยชน์เพียง 12,960 คน จากประชากรทั้งประเทศเกือบ 70 ล้านคน
“การหาเสียงแบบนี้ ประชาชนต้องตั้งหลักตรึกตรองให้พอสมควร ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนอยู่กับความหวัง การหาเสียงต้องหาทางแก้ปัญหาชาติ ไม่ใช่ให้คนกว่า 60 ล้านต้องมาลุ้นว่าจะเป็นหนึ่งใน 9 คนหรือไม่ ถามว่าทีมเศรษฐกิจ คิดให้ตายได้แค่นี้เหรอ” นายจตุพรระบุ.