โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ศุลกากรจ่อเก็บภาษี ‘ทองคำ’ 1% ปิดช่องโหว่ฟอกเงิน-สกัดทุนเทา

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะงบประมาณขาดดุลอย่างต่อเนื่องมานานนับทศวรรษ เหมือนครอบครัวที่มีรายจ่ายเกินรายได้มหาศาลมาตลอด 10 ปี เมื่อรายได้จากการเก็บภาษีแบบเดิมไม่เพียงพอต่อรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น กรมศุลกากรซึ่งเป็นหนึ่งในการจัดเก็บรายได้รัฐบาล กำลังมองหาช่องทางการเพิ่มรายได้รัฐจากส่วนที่ยังเป็นช่องว่างอยู่

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรเตรียมเสนอต่อรัฐบาลใหม่ พิจารณาปรับปรุงอัตราภาษีให้สะท้อนความเป็นจริงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจชาติในระยะยาว แต่จะไม่ไปเพิ่มภาระให้คนรากหญ้า โดยมีแนวคิดที่จะทบทวนอัตราภาษีนำเข้ากระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องประดับแบรนด์หรู และเครื่องสำอาง แม้จะมีข้อเสนอจากภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาลลดภาษีสินค้าแบรนด์เนม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเรื่องดังกล่าวต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยต้องมองถึงความคุ้มค่าและกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงว่า ผู้ที่ซื้อสินค้าเหล่านี้คือ นักท่องเที่ยวจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงคนไทยกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เพราะกระเป๋าแบรนด์เนม เป็น 1 ใน 5 อันดับสินค้า ที่กรมศุลกากรจัดเก็บรายได้ภาษีสูงที่สุด ได้แก่ 1.รถยนต์, 2.ชิ้นส่วนยานยนต์, 3.ยา, 4. เครื่องสำอาง และอันดับที่ 5 คือ กระเป๋าแบรนด์เนม ซึ่งหากมีการยกเลิกหรือลดภาษีส่วนนี้ รายได้ของประเทศจะหายไปอย่างมหาศาล

“เราตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างภาษีในปัจจุบันยังมีความลักลั่นอยู่ ทำไม เครื่องสำอาง ที่ผู้หญิงเกือบทุกระดับต้องใช้ถึงเสียภาษีสูงถึง 30% ขณะที่ กระเป๋าแบรนด์เนม ราคาสูง ซึ่งเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มกลับเสียเพียง 20% และที่หนักกว่านั้นคือ เครื่องประดับหรูและทองคำ กลับเสียภาษี 0%”

ขณะเดียวกัน ยังพบว่า ผู้ประกอบการบางกลุ่ม ใช้เขตปลอดอากร (Free Zone) ที่ควรจะเป็นพื้นที่ส่งเสริมการส่งออกเพื่อดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ นำเข้าสินค้ามาขายในเมืองไทยโดยใช้สิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีที่ลักลั่นและส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของรัฐและความเท่าเทียมในการทำธุรกิจ

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร

“เพื่อแก้ปัญหานี้ กรมศุลกากรเตรียมเดินหน้าหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อกำหนดนิยามและเงื่อนไขการใช้สิทธิ์ใน Free Zone ใหม่ให้ชัดเจน และเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ การปรับปรุงเกณฑ์ Free Zone ในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยอุดช่องโหว่การเลี่ยงภาษีแล้ว ยังมุ่งหวังให้เกิดการสร้าง Ecosystem ที่เอสเอ็มอี และผู้ผลิตชาวไทยสามารถแข่งขันได้ในสภาวะที่ต้องเผชิญกับสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ สินค้าราคาต่ำจากจีนเข้ามาทุ่มตลาดในไทย

นายพันธ์ทองกล่าวว่า แนวคิดเบื้องต้นที่ร่างไว้ คือ การกำหนดสัดส่วนที่ชัดเจนว่า สินค้าที่จะได้รับสิทธิ์ใน Free Zone ต้องมีมูลค่าวัตถุดิบภายในประเทศบวกกับค่าแรงงานไทย รวมกันแล้วต้องมากกว่าค่า X (ตัวเลขสมมติ) หรือต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์สินค้าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสัดส่วนนี้เราไม่สามารถกำหนดเองได้เพียงหน่วยงานเดียว จึงจะให้สอท.เป็นผู้ช่วยออกแบบว่า ผู้ประกอบการไทยควรได้รับประโยชน์อย่างไร และรูปแบบไหนที่เอื้อต่อการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน

“ในสถานะที่รายได้ประเทศไม่เพียงพอต่อรายจ่าย การปล่อยให้มีการใช้สิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีที่ผิดวัตถุประสงค์เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และทุกมาตรการที่ออกมาจะต้องมีเหตุผลรองรับที่ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีที่หายไปจากการยกเว้นสิทธิ์นั้น จะถูกเปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อน GDP ของประเทศอย่างแท้จริง”

ส่วนกรณีที่คณะอนุกรรมการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการฟอกเงิน ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Connect the Dots) ได้มอบหมายให้กรมศุลกากรศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการกลับมาจัดเก็บภาษีนำเข้าทองคำจากต่างประเทศนั้น กรมศุลกากรได้หารือร่วมกับปลัดกระทรวงการคลังในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้

นายพันธ์ทองกล่าวว่า ประเทศไทยยังไม่มีการเก็บอากรขาเข้า และไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทำให้เป็นช่องว่าง ทั้งนี้ หากดำเนินการจัดเก็บภาษีนำเข้าทองคำมีแนวคิดที่จะจัดเก็บที่อัตรา 1% และจะต้องออกประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อให้มีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุป

สำหรับสถิติการนำเข้าทองคำนั้น ในเชิงปริมาณไม่ได้กระโดดมาก แต่ในเชิงมูลค่าเติบโตขึ้นจากราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยปีที่ผ่านมา มีการนำเข้าทองคำมูลค่าสูงถึง 700,000 ล้านบาท และมีการส่งออกประมาณ 400,000 ล้านบาท โดยส่งออกไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์อันดับหนึ่ง และกัมพูชา อันดับสอง โดยมีการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ กรมและหน่วยงานด้านความมั่นคงกำลังจับตามองว่า การนำเข้า-ส่งออกทองคำที่เสรีเกินไป อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน หรือเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ตรวจสอบเส้นทางได้ยากกว่าเงินสด ฉะนั้น คณะกรรมการ Connect the Dots จึงศึกษาและจะเข้ามาดูแลในเรื่องนี้

“ประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีนหรืออินเดีย เก็บภาษีทองคำ 5% ต่างมีมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวด แต่ไทยเป็นประเทศเดียวที่ไม่มีการกับอากรขาเข้า และ VAT และเราเป็นประเทศที่บริโภคทอง 96.5% ซึ่งต้องส่งออกไปสกัดเป็นทอง 99.99% ที่สวิตเซอร์แลนด์หรือออสเตรเลียเพื่อให้ได้มาตรฐานสากล ก่อนจะนำกลับเข้ามาใหม่ กระบวนการนี้จึงควรมีการกำกับดูแลด้านภาษีที่เหมาะสม”นายพันธ์ทองกล่าวทิ้งท้าย

หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,177 วันที่ 22 - 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...