‘นักวิชาการ’ ฟันเปรี้ยง! เหตุที่คนกรุงเทพเลือก ‘พรรคส้ม’ เพราะการตลาดที่โหมกระหน่ำทางสื่อ
11 ก.พ.2569- ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ นักวิชาการทางบูรพคดีศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า
สาเหตุที่คนกรุงเทพมีแนวโน้มเลือกพรรคส้ม:
มุมมองนี้เป็นทรรศนะส่วนตัวนะครับ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับผมก็ได้ครับ
สังคมไทยกำลังเป็นสมรภูมิสงครามพันทางครับ ปัจจัยหลักที่ทำให้พรรคส้มครองเสียงในกรุงเทพมหานครคือพลังสื่อครับ สื่อมวลชนกระแสหลักกำลังรับใช้พรรคส้มอย่างออกหน้าออกตาเป็นพิเศษ ผู้แทนพรรคนี้ไปปรากฎเป็นข่าวตามช่องทีวีและหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ มากกว่านักการเมืองพรรคอื่นๆ หลายเท่า
นอกจากนักการเมืองแล้ว ยังมีนักวิชาการ นักกิจกรรมสังคม สื่อมวลชน รวมทั้งนักวิแคระทางการเมืองอีกจำนวนมากได้รับเชิญให้ออกทีวี วิจารณ์การเมืองต่างๆ ในทางที่จะเป็นคุณแก่พรรคส้มมากกวาพรรคอื่น
ภาพลักษณ์ของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และแกนนำพรรคส้มอื่นๆ ถูกบรรจงสร้างขึ้นมาให้ติดตลาดอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน สำนักโพลล์เทียมต่างๆ ก็ผุดข่าว PR ขึ้นมาปั่นกระแสให้ผู้คนเลือกพรรคส้มตลอดเวลา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการปั่นกระแสเพื่อแก้ไขร่างรัฐบาลธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ จะเห็นว่าก่อนเลือกตั้ง มีบุคคลหลายกลุ่มต่างออกมาแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือช่วยกันตอกย้ำว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนกลุ่มคนที่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ได้รับเชิญให้ไปแสดงความเห็นใดๆ ถึงมีก็น้อย จึงไม่แปลกอะไรที่คนไทยส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเมื่อเลือกตั้งเสร็จออกมา
เหล่านี้ทั้งปวง เป็นผลมาจากการทำสงครามพันทางโดยใช้สื่อเป็นเครื่องมือครับ
แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนใช้หลักการตลาดกับประชาชนมาก อย่าว่าแต่ผู้ใหญ่เลยครับที่จะต้องหลงปลื้มกับพรรคส้ม ลูกเด็กเล็กแดงก็ต้องจำหน้านักการเมืองพรรคส้มได้หมด เพราะมีการโหมโฆษณาชวนเชื่อกันทุกๆ ช่องทางตลอดเวลา
แม้แต่โหรเอง พอเห็นกระแสโฆษณาชวนเชื่อพรรคส้ม ไม่ว่าทางสื่อมวลชนหรือโพลล์ซึ่งมาแรงมาก ก็ต้องเกาะกระแส พากันไปทำนายเดาสุ่มส่งเดชว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะไม่ใช่อนุทิน ชาญวีรกุล แต่เป็นผู้นำรุ่นใหม่ ซึ่งก็คงไม่พ้นเท้งนั่นเอง
ทำให้ชาวบ้านได้รู้ทันทีว่าหมอดูคนไหนบ้างที่เป็น #หมอดูต๊องแต๊งส์ ที่เน้นเอากระแสสังคมมาทาย ไม่ได้มองดูตามหลักวิชาการทางโหราศาสตร์จริงๆ
สรุปแล้ว คนกรุงเทพฯ เลือกพรรคส้มเพราะการตลาดที่โหมกระหน่ำทางสื่อนั่นเอง แต่ต่างจังหวัด กระแสเหล่านี้ส่งผลกระทบน้อย เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเวลาดูทีวี ดูช่องติ๊กต๊อก และเปิดเฟสบุ๊คกันมาก จึงไม่ถูกล้างสมองกันมากนัก นักการเมืองคนไหนเข้าถึงตัวก็จะเทคะแนนให้พรรคนั้นไปเลย