ประชามติ ศึกเปลี่ยนประเทศ?
นาทีนี้เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในหัวข้อสนทนา หรืออยู่ในความสนใจในอันดับต้นๆของประชาชนส่วนใหญ่ หากเทียบกับก่อนหน้านี้ หรือเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน อีกด้านมันสะท้อนให้เห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนในความรู้สึกของชาวบ้านยังเห็นว่า เฉยๆไม่ได้อยากให้แก้ด้วยซ้ำไป
เห็นได้จากกระแสของประชาชนการลงคะแนนประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ค่อนข้างเงียบ ไม่ตื่นตัว ไม่คึกคึกเท่าไหร่ เพราะสิ่งที่ชาวบ้านต้องการเร่งด่วนคือ ต้องการแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องมากที่สุด พ่วงกับการไม่ประชาสัมพันธ์ว่านอกเหนือจากต้องใช้สิทธิเลือกตั้งสส.ทั้งสองประเภทคือ แบบเขตเลือกตั้ง และแบบพรรคหรือบัญชีรายชื่อแล้ว ยังมีคูหาเปิดให้ใช้สิทธิ์ “ลงประชามติ” ซึ่งต้องใช้เงินไปกว่า 3,000 ล้านบาท โดยมีคำถามว่า“ท่านเห็นชอบว่า สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่”
ทว่าท่าทีของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ไม่ได้ปิดกั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่มองว่าหากมีการยกร่างใหม่ ก็ไม่มีหลักประกันอะไรที่จะได้นักการเมืองที่ดีกว่าเดิม อีกทั้งมีความเป็นไปได้ที่อาจมีการ “หมกเม็ด” ที่จะเข้าไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงในหมวดที่ 1 และหมวด 2 รวมไปถึงกระทบต่อการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่สำหรับพรรคการเมืองบางพรรค หรือบางคนพวกเห็นว่า มีความจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การยกร่างใหม่ทั้งฉบับ
อย่างไรก็ดีปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าชาวบ้านรู้สึกเฉยๆ กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการลงประชามติให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังมีขึ้น พร้อมกันในวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. นี้ ว่าชาวบ้านไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เราจึงได้เห็นบรรดาพรรคการเมืองไม่แสดงท่าทีกับเรื่องนี้มากนัก เพราะไม่มั่นใจว่าจะได้เสียงสนับสนุนจากชาวบ้านเพิ่ม ในทางตรงกันข้ามอาจทำให้เกิดผลในทางลบ ต่อการตัดสินใจในช่วงโค้งสุดท้าย ก็เป็นไปได้
เช่นเดียวกับ“นายกฯอนุทิน” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แสดงจุดยืนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่แตะหมวด 1หมวด2 ถ้าเสียงประชามติของประชาชนเป็นอย่างไร ก็ไม่ค้านแต่หมวด1 และหมวด 2 ต้องดํารงพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ ต้องไม่มีผลกระทบ เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นตัวตั้งตัวตี
ขณะที่ “เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ“หัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะแก้รายมาตราหรือแก้ทั้งฉบับ ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่มีทางที่จะแก้ตรงนี้ได้อยู่แล้ว ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่มีการแก้ทั้งฉบับมาหลายครั้ง
นับจากนี้ไปเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันจะถึงวันที่ 8 ก.พ วันประวัติศาสตร์หย่อนบัตรทำประชามติของคนไทยทั้งประเทศที่จะได้รู้กันว่าท้ายที่สุดแล้ว ประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะถูกเปิดออกเพื่อเดินหน้าเปลี่ยนประเทศได้หรือไม่ทั้งหมดอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน ในฐานะผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจะร่วมกำหนดชี้ชะตารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศจะเดินไปอย่างไร อีกไม่นานเกินรอจะได้รู้กัน.