‘เจษฎ์’ วิจารณ์การเมืองไทยโสมมตั้งแต่หาเสียง ซัดข้อเสนอแก้ รธน.ขาดความรู้
มติชนจัดเวทีดีเบต ทางแพร่งประเทศไทย ‘นพ.วรงค์’ ชี้ รธน.ปกป้องสถาบันดี แต่อ่อนกระจายอำนาจ ด้าน ‘เจษฎ์’ วิจารณ์การเมืองไทยโสมมตั้งแต่หาเสียง ซัดข้อเสนอแก้ รธน.ขาดความรู้
เมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ‘เครือมติชน’ จัดงาน MATICHON Thailand Election 2026 ‘The Real Politics : ทางแพร่งประเทศไทย’ เปิดเวทีสาธารณะประชันโยบายวิสัยทัศน์ โดยมีพรรคการเมืองต่างๆ ส่งตัวแทนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ เวลา 09.00 น. ตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ และประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนจับจองที่นั่งล่วงหน้าทยอยเดินทางเข้าร่วมอย่างคึกคัก โดยมีผู้บริหารในเครือมติชนให้การต้อนรับ นำโดย นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายวรศักดิ์ ประยูรศุข รองประธานบริษัท และบรรณาธิการ กอง บก.ประชาชาติธุรกิจ, นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการ กอง บก.มติชน, นายสุพัด ทีปะลา บรรณาธิการบริหาร กอง บก.มติชน, นายสุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร์ บรรณาธิการ กอง บก.มติชนสุดสัปดาห์, นายสมปรารถนา คล้ายวิเชียร รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย บมจ. มติชน เป็นต้น
สำหรับงานในวันนี้ ประกอบด้วย 4 เวที ตลอดวัน ทั้งเช้า-บ่าย ดังนี้
เริ่มจากเวลา 09.15–10.30 น. เวทีที่ 1 ‘ประชามติ รัฐธรรมนูญ จุดเปลี่ยนอนาคต?’ โดย นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย, นายนิกร จำนง ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรค ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยภักดี, นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ, นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา
@‘นพ.วรงค์’ ชี้ รธน.ปัจจุบันมีจุดแข็งปกป้องสถาบัน แต่ยังมีจุดอ่อนใหญ่ การกระจายอำนาจ–กลไกถ่วงดุลไม่เป็นประชาธิปไตย
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรค ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยภักดี กล่าวว่า หลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือการให้ความสำคัญกับ “สิทธิและหน้าที่ของปวงชนชาวไทย” ควบคู่กัน ซึ่งมองว่าเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการสร้างชาติ และเป็นรากฐานของประชาธิปไตยในบริบทของสังคมไทย
“การเน้นเรื่องสิทธิควบคู่กับหน้าที่ เป็นกระบวนการสำคัญในการสร้างชาติ และเป็นหัวใจของประชาธิปไตยแบบไทย ๆ” นพ.วรงค์กล่าว
พร้อมกันนี้ยังย้ำว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถือเป็นฉบับที่สามารถปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ดีที่สุด ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคไทยภักดีให้ความสำคัญมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม นพ.วรงค์ยอมรับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมี “จุดด้อยและจุดบกพร่อง” หลายประการที่ควรได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะในประเด็นการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ซึ่งเห็นว่ายังไม่มีความชัดเจน ทั้งในเรื่องสิทธิ หน้าที่ และบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงโครงสร้างของอำนาจอธิปไตยและกลไกการถ่วงดุลตรวจสอบ โดยระบุว่า การถ่วงดุลอำนาจระหว่าง 3 ฝ่าย คือฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ยังไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยทั่วไป
“องค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และไม่ได้เชื่อมโยงกับประชาชน กลับมีอำนาจในการตรวจสอบ กำกับ หรือควบคุมองค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง และเชื่อมโยงกับประชาชนมากกว่า” นพ.วรงค์กล่าว และว่า โครงสร้างดังกล่าวส่งผลให้ระบบถ่วงดุลอำนาจขาดความสมดุล และอาจไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยในสากล
ขณะเดียวกัน นพ.วรงค์ยังกล่าวถึงประเด็นการตรวจสอบและการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน โดยระบุว่า กลไกที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่แท้จริงในการแก้ไขปัญหาการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ นพ.วรงค์เห็นว่า การแก้ไขหรือพัฒนารัฐธรรมนูญในอนาคต ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรักษาจุดแข็งที่มีอยู่ ขณะเดียวกันต้องกล้าที่จะแก้ไขจุดอ่อน โดยเฉพาะเรื่องการกระจายอำนาจ การถ่วงดุลอำนาจ และกลไกการตรวจสอบ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย และความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
@‘เจษฎ์ โทณะวณิก’ วิจารณ์การเมืองไทยโสมมตั้งแต่หาเสียง ซัดข้อเสนอแก้ รธน.มั่ว ขาดความรู้ ชี้ 2475 จุดเริ่มล้มล้างสถาบัน
นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ เริ่มต้นด้วยการสะท้อนประสบการณ์ส่วนตัวต่อการเมืองไทย โดยระบุว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดว่าการเมืองจะมีความ “โสมม” ถึงขนาดนี้ แต่เมื่อได้เข้ามามีส่วนร่วมและติดตามอย่างใกล้ชิด กลับพบว่าความสกปรกเริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการหาเสียงเลือกตั้ง
“ผมไม่เคยมาทำงานแบบที่คนเขาปรามาสตัวแทน แต่พอได้เข้ามาจัดการ ก็พบความโสมมตั้งแต่การหาเสียงเลย” นายเจษฎ์กล่าว
จากนั้น นายเจษฎ์กล่าวถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า มองว่าการกระทำของคณะราษฎรเป็น “การปฏิวัติรัฐประหารที่เลวร้ายที่สุดในแผ่นดินนี้” เนื่องจากเป็นการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ และล้มล้างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7)
นายเจษฎ์ ยังวิจารณ์แนวคิดประชาธิปไตยที่อ้างอิงจากประกาศคณะราษฎร โดยมองว่าเป็นแบบอย่างที่เริ่มต้นจากการโกหก และเป็นการเหยียบย่ำสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมตั้งคำถามต่อความพยายามของบางฝ่ายที่ต้องการนำแนวคิดดังกล่าวกลับมาเป็นต้นแบบอีกครั้ง
“แบบอย่างประชาธิปไตยในประกาศคณะราษฎรที่ไปเหยียบย่ำสถาบันฯ เลวร้ายสารพัด และยังจะเอามาเลียนแบบอีก เพราะมันเริ่มต้นมาจากการโกหก” นายเจษฎ์กล่าว
ในประเด็นรัฐธรรมนูญ นายเจษฎ์ยืนยันว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีการบัญญัติเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่นไว้อย่างชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะในหมวด 14 ว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมโต้แย้งข้อกล่าวหาที่ระบุว่ารัฐธรรมนูญไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
“ไปเปิดดูในเอกสารสิครับ หมวด 14 ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่น มีเขียนไว้ชัดเจน จะบอกว่าไม่มีได้อย่างไร” นายเจษฎ์กล่าว
นอกจากนี้ นายเจษฎ์ยังวิจารณ์อย่างหนักต่อกลุ่มหรือพรรคการเมืองที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวหาว่าเป็นการแก้ไขด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจโครงสร้างและหลักการทางกฎหมาย ทำให้เนื้อหาที่เสนอขาดสาระและไม่เป็นสากล
เขาระบุว่า การเขียนแก้ไขกฎหมายดังกล่าวมีลักษณะ “สับเบอร์ สลับหมวด สลับหลักการ” จนทำให้หมวดการปกครองส่วนท้องถิ่นกลายเป็นบทบัญญัติที่ดู “ตลก” ในสายตาของตนเอง พร้อมตั้งคำถามถึงความรู้พื้นฐานของผู้เสนอแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะการแยกแยะระหว่างโครงสร้าง “ส่วน” และ “กรม” ในระบบราชการ
“แก้ด้วยความส่งเดช แก้กันแบบมั่วไม่เป็นสับปะรด หมวดท้องถิ่นกลับกลายเป็นบทบัญญัติที่ตลกที่สุดในโลกใบนี้” นายเจษฎ์กล่าว
ในช่วงท้าย นายเจษฎ์โต้แย้งข้ออ้างที่ระบุว่าหากไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่ความแตกแยกในสังคม โดยเห็นว่า ปัญหาความแตกแยกไม่ได้อยู่ที่การไม่แก้รัฐธรรมนูญ แต่อยู่ที่การเสนอแก้ไขโดยขาดความรู้และความจริงใจ
นายเจษฎ์ย้ำว่า พรรครักชาติยืนยันที่จะพูดเรื่องรัฐธรรมนูญและการเมืองด้วยความจริง และเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายใด ๆ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ ความเข้าใจ และความรับผิดชอบต่อประเทศ ไม่ใช่การแก้ไขเพียงเพื่อสร้างกระแสทางการเมือง
@‘พิสิษฐ์ ’ แจงไม่ขวางแก้ รธน. แต่คัดค้านร่างภาคประชาชน ชี้ลดอำนาจตรวจสอบ–กระทบ ป.ป.ช.
นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ที่ผ่านมามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าวุฒิสภาเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ตนเองขอยืนยันว่า การคัดค้านครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยรวม หากแต่เป็นการไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของร่างที่เสนอ
“ผมยืนยันเลยนะครับว่าผมไม่ได้มีเจตนาที่จะขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้” นายพิสิษฐ์กล่าว
นายพิสิษฐ์ยังกล่าวถึงจุดแข็งของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะกลไกการตรวจสอบการทุจริตที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทโดยตรง ผ่านบทบัญญัติในมาตรา 234 ถึง 237 ซึ่งกำหนดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
เขาระบุว่า ประชาชนสามารถตรวจสอบองค์กรอิสระและข้าราชการได้ตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าชื่อรวบรวมรายชื่อจำนวนมาก หากพบพฤติการณ์ทุจริตก็สามารถนำหลักฐานไปยื่นต่อ ป.ป.ช. ได้โดยตรง
“ประชาชนไม่ต้องเข้าชื่อด้วยซ้ำไป ถ้าเห็นว่ามีการทุจริต ก็เอาหลักฐานไปยื่น ป.ป.ช. ได้เลย นี่คือข้อดีของรัฐธรรมนูญฉบับนี้” นายพิสิษฐ์กล่าว
ในส่วนของการตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช. เอง นายพิสิษฐ์ระบุว่า รัฐธรรมนูญก็มีกลไกกำกับดูแลไว้แล้ว โดยต้องดำเนินการตามมาตรา 236 ซึ่งกำหนดให้ประธานศาลฎีกา ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประชาชนที่เข้าชื่อกันตามเกณฑ์ สามารถยื่นเรื่องเพื่อตรวจสอบ ป.ป.ช. ได้ จึงเห็นว่าระบบการตรวจสอบมีความครบถ้วนอยู่แล้ว
นายพิสิษฐ์ตั้งคำถามต่อเจตนาของผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดอำนาจการตรวจสอบการทุจริต และการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยตั้งข้อสงสัยว่าการแก้ไขดังกล่าวตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนในประเด็นใด
“ทำไมเขาอยากแก้ประเด็นนี้? ประชาชนเดือดร้อนตรงไหน? เดือดร้อนอย่างไร?” นายพิสิษฐ์กล่าว พร้อมย้ำว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขที่อาจนำไปสู่การลดอำนาจของ ป.ป.ช. และกลไกการตรวจสอบการทุจริต
นอกจากนี้ นายพิสิษฐ์ยังกล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญมาตรา 114 ที่ระบุว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย จึงมีหน้าที่ต้องพิจารณากฎหมายอย่างรอบคอบ
เขาเห็นว่า การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการศึกษารายละเอียดอย่างถี่ถ้วน หากยังไม่มีความเข้าใจเพียงพอ ก็ไม่ควรเสนอร่างเข้าสู่การพิจารณา
“ก่อนที่จะแก้ ก่อนที่จะมาเสนอเนี่ย ให้ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน ถ้าอ่านไม่ละเอียด อย่าเสนอมาเลยครับ” นายพิสิษฐ์กล่าว
ในช่วงท้าย นายพิสิษฐ์สรุปจุดยืนว่า ไม่สามารถยอมรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนได้ โดยมองว่าร่างดังกล่าวมีปัญหาเชิงโครงสร้างและเนื้อหาที่สับสน โดยเฉพาะในหมวดการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเขาเห็นว่าเขียนมาอย่างไม่เป็นระบบ
“ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมดูแล้ว เขียนรายละเอียดไม่เป็น มั่วสับเบอร์ สับหลักการไปหมด” นายพิสิษฐ์กล่าว พร้อมย้ำว่า ร่างดังกล่าวไม่น่าจะผ่านความเห็นชอบในสายตาของตน
ทั้งนี้ นายพิสิษฐ์ระบุว่า ตนเองไม่ได้ปิดกั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต แต่เห็นว่าการปรับปรุงกฎหมายสูงสุดของประเทศควรดำเนินการอย่างรอบคอบ ตั้งอยู่บนหลักการตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็ง และไม่ควรลดทอนกลไกการต่อต้านการทุจริตที่มีอยู่แล้ว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘เจษฎ์’ วิจารณ์การเมืองไทยโสมมตั้งแต่หาเสียง ซัดข้อเสนอแก้ รธน.ขาดความรู้
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th