มาร์ก คาร์นีย์ นายกฯ แคนาดา ชี้ ระเบียบโลกเดิม ‘แตกหักครั้งใหญ่’ ชูประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง ทางเลือกใหม่
มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ระบุว่า โลกกำลังเผชิญ “ความแตกหัก (rupture) ของระเบียบโลก (world order)” ไม่ใช่เพียงช่วงเปลี่ยนผ่านตามวัฏจักร พร้อมชี้ว่าระเบียบโลกแบบยึดกติกาที่หลายประเทศเคยพึ่งพา กำลังเสื่อมสลายลงท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจที่ไร้ข้อจำกัด
เมื่อวันอังคาร ( 20 มกราคม 2569) มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) นายกรัฐมนตรีแคนาดากล่าวปาฐกถาพิเศษ ในการประชุมประจำปี World Economic Forum 2026 ที่ ดาวอส
World Economic Forum ได้เผยแพร่ปาฐกถาพิเศษฉบับเต็มของ นายกรัฐมนตรีแคนาดา บนเว็บไซต์ ซึ่งคาร์นีย์ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ที่ “ตรงไปตรงมาและดุดัน” เกี่ยวกับสถานการณ์โลกปัจจุบัน
คาร์นีย์กล่าวเปิดปาฐกถาพิเศษเป็นภาษาฝรั่งเศส ก่อนจะกลับมาใช้ภาษาอังกฤษ โดยคำกล่าวในช่วงแรกคือ การที่ได้มาอยู่ในงานนี้ท่ามกลางช่วงเวลาสำคัญที่แคนาดาและโลกกำลังเผชิญอยู่ ถือว่าเป็นทั้งเกียรติและเป็นหน้าที่
“วันนี้ ผมจะขอพูดถึง ‘ความแตกแยก’ (Rupture) ในระเบียบโลก จุดจบของ ‘นิทานโลกสวย’ (the end of a pleasant fiction) และการเริ่มต้นของ‘ความจริงอันโหดร้าย’ (harsh reality) โลกที่ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอำนาจมหาอำนาจหลักนั้น ไร้ซึ่งขีดจำกัดและปราศจากข้อผูกมัดใดๆ
อย่างไรก็ตาม ประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะอำนาจระดับกลางอย่างแคนาดา ไม่ได้ตกอยู่ในสภาพไร้อำนาจ หากยังมีศักยภาพในการร่วมกำหนดระเบียบโลกใหม่ที่ตั้งอยู่บนคุณค่าร่วม อาทิ สิทธิมนุษยชน การพัฒนาอย่างยั่งยืน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ตลอดจนการเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐ
พลังของผู้ที่มีอำนาจน้อย เริ่มต้นจากความซื่อ9รง
(ข้อความต่อไปนี้คาร์นีย์ได้พูดเป็นภาษาอังกฤษ)
คารนีย์กล่าวว่า โลกได้รับการเตือนซ้ำๆทุกวันว่า เรากำลังอยู่ในยุคของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกติกากำลังเลือนหาย และผู้แข็งแกร่งสามารถทำในสิ่งที่ตนทำได้ ขณะที่ผู้ที่อ่อนแอกว่าต้องทนรับชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (the strong can do what they can, and the weak must suffer what they must)
(“The strong do what they can and the weak suffer what they must” วาทะของธูซิดิดีส (Thucydides’ Aphorism) เป็นประโยคคลาสสิกจากประวัติศาสตร์ สงครามเพโลพอนนีเซียน หรือ Peloponnesian War ซึ่งเป็นหัวใจของลัทธิอำนาจนิยมที่มองว่าใครมีกำลังมากกว่าคือผู้กำหนดกฎเกณฑ์)
คาร์นีย์กล่าวว่า มีการนำเสนอ Thucydides’ Aphorism ราวกับว่าเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ เป็นตรรกะธรรมชาติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่กำลังหวนกลับมาอีกครั้ง
เมื่อต้องเผชิญกับตรรกะเช่นนี้ ประเทศต่างๆ จึงมีแนวโน้มอย่างมากที่จะ ‘ยอมตามน้ำ’ เพื่อให้อยู่รอด ปรับตัวตาม หลีกเลี่ยงปัญหา และหวังว่าการยอมทำตามจะแลกมาซึ่งความปลอดภัย
“แต่… มันไม่จริงหรอก”
คาร์นีย์ตั้งคำถามว่า เรามีทางเลือกอะไรบ้าง
คาร์นีย์ยกบทความ “The Power of the Powerless” ของ วาคลาฟ ฮาเวล(Václav Havel) อดีตผู้นำเช็ก เพื่ออธิบายว่า ระบบอยู่ได้ ด้วยการมีส่วนร่วมของคนธรรมดาในพิธีกรรมที่รู้แก่ใจว่า “ไม่เป็นความจริง” เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา
บทความของ วาคลาฟ ฮาเวล ตั้งคำถามง่ายๆ ว่า ระบบคอมมิวนิสต์ประคับประคองตัวเองให้อยู่รอดได้อย่างไร? พร้อมยกตัวอย่างว่า ทุกเช้า พ่อค้ารายหนึ่งติดป้ายที่หน้าร้านว่า ‘กรรมกรทั่วโลก จงรวมพลังกัน’ ทั้งที่ไม่มีความเชื่อเช่นนั้น และไม่มีใครเชื่อ แต่เขาทำเช่นนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา เพื่อแสดงการยอมตาม และเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ และเพราะเจ้าของร้านทุกร้านบนทุกถนนต่างก็ทำแบบเดียวกัน ระบบจึงดำรงอยู่ได้ ไม่ใช่ด้วยความรุนแรงเพียงอย่างเดียว เพราะผู้คนจำนวนมาก “อยู่กับคำโกหก” ด้วยการทำตามพิธีกรรมที่ตนเองไม่เชื่อ
อำนาจของระบบไม่ได้มาจากความจริง แต่มันมาจากความยินยอมพร้อมใจของทุกคนที่จะปฏิบัติราวกับว่ามันเป็นความจริง และความเปราะบางของระบบก็มาจากแหล่งเดียวกันนั่นเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนแม้เพียงคนเดียวหยุดแสดงบทบาท เมื่อคนขายผักเอาป้ายนั้นออกไป ภาพลวงตานั้นก็จะเริ่มปริร้าว
คาร์นีย์เรียกร้องให้โลกยอมรับความจริง ว่า ป้าย(ระเบียบโลกที่อิงตามกฎกติกา)ไม่มีอยู่จริงอีกต่อไปแล้ว Friends, it is time for companies and countries to take their signs down.
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศอย่างแคนาดารุ่งเรืองภายใต้สิ่งที่แคนาดาเรียกว่า ‘ระเบียบโลกที่ตั้งอยู่กติกา’ (rules-based international order) แคนาดาเข้าร่วมในสถาบันต่างๆ แคนาดาเชิดชูหลักการของระเบียบโลก และได้รับประโยชน์จากการคาดการณ์ได้ของระบบ และด้วยเหตุนี้เอง เราจึงสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ยึดถือคุณค่า (Values-based foreign policy) ได้ภายใต้การคุ้มครองของระเบียบนี้
“เรารู้ดีว่าเรื่องเล่าเกี่ยวกับ ‘ระเบียบโลกสากลที่ตั้งอยู่กติกา’ นั้นเป็นความจริงเพียงบางส่วน รู้ว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดมักจะยกเว้นกฎเกณฑ์ให้ตัวเองเสมอเมื่อเห็นว่าเหมาะสม เรารู้ว่ากฎกติกาทางการค้าถูกบังคับใช้แบบไม่เท่าเทียม และเรารู้ว่ากฎหมายระหว่างประเทศถูกนำมาใช้ด้วยความเข้มงวดที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าตัวตนของผู้ถูกกล่าวหาหรือเหยื่อนั้นเป็นใคร”
“เรื่องลวงตานี้เคยมีประโยชน์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘อำนาจนำของอเมริกาและมีอิทธิพลเหนือกว่าประเทศอื่นๆ ในเวทีโลก’ (American hegemony) ได้ช่วยจัดหา ‘สินค้าสาธารณะ’ ให้แก่โลก ทั้งการเปิดเส้นทางเดินเรือ เสถียรภาพของระบบการเงิน ความมั่นคงร่วมกัน และการสนับสนุนกรอบการทำงานเพื่อระงับข้อพิพาทต่างๆ
ดังนั้น เราจึงวางป้ายนั้นไว้ที่หน้าต่างร้าน (เหมือนคนขายผักของฮาเวล) เราเข้าร่วมในพิธีกรรมเหล่านั้น และเราส่วนใหญ่ต่างหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงช่องว่างระหว่าง ‘คำโฆษณา’ กับ ‘ความจริง’
แต่ข้อตกลงนี้ใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ผมขอพูดตรงๆ เลยว่า เรากำลังอยู่ท่ามกลาง ‘ความแตกหัก’ (Rupture) ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผ่าน (Transition)
ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา วิกฤตการณ์หลายระลอกทั้งด้านการเงิน สาธารณสุข พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ ได้เผยให้เห็นถึงความเสี่ยงของการพึ่งพาอาศัยกันทั่วโลกอย่างสุดโต่ง แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ เมื่อไม่นานมานี้ บรรดามหาอำนาจได้เริ่มใช้ ‘การรวมตัวทางเศรษฐกิจ’ เป็นอาวุธ ใช้ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องต่อรอง ใช้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเป็นเครื่องข่มขู่ และใช้ห่วงโซ่อุปทานเป็นจุดอ่อนที่รอการเอาเปรียบ”
“เราไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคำลวงเรื่อง ‘ผลประโยชน์ร่วมกันผ่านการรวมตัว’ ได้อีกต่อไป ในเมื่อการรวมตัวนั้นกลับกลายเป็นต้นตอของการยอมสยบใต้อำนาจผู้อื่น
คาร์นีย์กล่าวว่า สถาบันพหุภาคีที่ประเทศมหาอำนาจระดับกลางเคยพึ่งพา ไม่ว่าจะเป็น WTO, UN หรือ COP ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐาน เป็นสถาปัตยกรรมของการแก้ปัญหาร่วมกัน กำลังถูกคุกคาม ผลที่ตามมาคือหลายประเทศกำลังได้ข้อสรุปแบบเดียวกันว่า พวกเขาต้องสร้าง ‘อำนาจตัดสินใจทางยุทธศาสตร์’ (Strategic Autonomy) ให้มากขึ้น ทั้งในด้านพลังงาน อาหาร แร่ธาตุสำคัญ การเงิน และห่วงโซ่อุปทาน
แรงผลักดันนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะประเทศที่ไม่สามารถเลี้ยงปากท้องตนเอง ไม่มีพลังงานใช้ หรือป้องกันตัวเองไม่ได้ ย่อมมีทางเลือกไม่มากนัก เมื่อกฎกติกาไม่ปกป้องอีกต่อไป ก็ต้องปกป้องตัวเอง
“แต่เราต้องมองให้ชัดว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่อะไร…
คาร์นีย์ ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของการที่ต่างคนต่างสร้าง”ป้อมปราการ” ของใครของมัน และเสนอว่า “การกระจายความเสี่ยงร่วมกัน” คือทางออก
โลกที่เต็มไปด้วย ‘ป้อมปราการ’ ย่อมจะยากจนลง เปราะบางขึ้น และยั่งยืนน้อยลง และยังมีความจริงอีกข้อหนึ่งคือ หากมหาอำนาจละทิ้งแม้กระทั่งการแสร้งทำเป็นเคารพกฎและคุณค่า เพื่อมุ่งแสวงหาแต่อำนาจและผลประโยชน์อย่างไม่ลืมหูลืมตา ผลที่ได้จากการเจรจาแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (Transactionalism) ก็จะรักษาไว้ได้ยากขึ้น
ผู้ทรงอำนาจ (Hegemons) ไม่สามารถหากินกับความสัมพันธ์ของพวกเขาได้ตลอดไป
บรรดาพันธมิตรจะเริ่มกระจายความเสี่ยงเพื่อป้องกันความไม่แน่นอน พวกเขาจะหาหลัก ‘ประกัน’ และเพิ่มทางเลือกเพื่อสร้างอธิปไตยขึ้นมาใหม่ อธิปไตยที่ครั้งหนึ่งเคยตั้งอยู่บนกฎกติกา แต่จากนี้ไปจะยึดโยงอยู่กับ ‘ความสามารถในการทนทานต่อแรงกดดัน’
ทุกคนทราบดีว่านี่คือการบริหารจัดการความเสี่ยงแบบพื้นฐาน การบริหารความเสี่ยงย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย แต่ต้นทุนของอำนาจทางยุทธศาสตร์และอธิปไตยนั้นสามารถ ‘หารร่วมกัน’ ได้”
คาร์นีย์ ได้นำเสนอทางออกเชิงโครงสร้าง โดยเสนอให้เปลี่ยนจากการ “ต่างคนต่างอยู่” มาเป็นการ “ผนึกกำลัง” และประกาศแนวคิดใหม่ที่แคนาดาจะใช้ขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศ
“การลงทุนร่วมกันเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง(Resilience) นั้นย่อมถูกกว่าการที่ต่างคนต่างสร้างป้อมปราการของตนเอง การใช้มาตรฐานร่วมกันจะช่วยลดการแยกส่วน การพึ่งพาซึ่งกันและกันคือเกมที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ (Positive sum) สำหรับประเทศมหาอำนาจระดับกลางอย่างแคนาดา ไม่ใช่ว่าจะปรับตัวให้เข้ากับความจริงใหม่นี้หรือไม่ เพราะเรา ‘ต้อง’ ทำ แต่คำถามคือเราจะปรับตัวด้วยการแค่สร้างกำแพงให้สูงขึ้น หรือเราจะทำอะไรที่ทะเยอทะยานกว่านั้น
แคนาดาเป็นประเทศกลุ่มแรกๆ ที่ตื่นตัวต่อเสียงเตือนนี้ ซึ่งนำไปสู่การปรับเปลี่ยนจุดยืนทางยุทธศาสตร์ของเราอย่างขนานใหญ่ ชาวแคนาดารู้ดีว่าความเชื่อเดิมๆ ที่สบายใจที่ว่าภูมิศาสตร์และพันธมิตรเดิมจะมอบความมั่งคั่งและความมั่นคงให้เราโดยอัตโนมัติ “ความเชื่อนั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”
และแนวทางใหม่ของเราตั้งอยู่บนสิ่งที่ อเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ประธานาธิบดีฟินแลนด์ เรียกว่า ‘ความสมจริงตามฐานคุณค่า’ (Value-based Realism)”
“หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ เราตั้งเป้าที่จะเป็นทั้งผู้ที่ ‘ยึดมั่นในหลักการ’ (Principled) และ ‘เน้นการปฏิบัติจริง’ (Pragmatic) ไปพร้อมกัน เรายึดมั่นในหลักการต่อพันธสัญญาในคุณค่าพื้นฐาน ทั้งเรื่องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน การห้ามใช้กำลัง (เว้นแต่จะสอดคล้องกับกฎบัตรสหประชาชาติ) และการเคารพสิทธิมนุษยชน ในขณะเดียวกันเราก็เน้นการปฏิบัติจริงโดยยอมรับว่าความก้าวหน้ามักเกิดขึ้นทีละน้อย ผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายย่อมมีความแตกต่าง และไม่ใช่พันธมิตรทุกคนที่จะมีค่านิยมเหมือนกับเราในทุกๆ เรื่อง
ดังนั้น เราจึงกำลังสร้างสัมพันธ์อย่างกว้างขวางและมียุทธศาสตร์ด้วยสายตาที่เปิดกว้าง เราเผชิญหน้ากับโลกในแบบที่มันเป็นอยู่จริงๆ ไม่ใช่เฝ้ารอโลกในแบบที่เราอยากให้เป็น
“เรากำลังปรับสมดุลความสัมพันธ์ของเรา เพื่อให้ระดับความลึกของความสัมพันธ์สะท้อนถึงคุณค่าที่เรายึดถือ และเรากำลังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในวงกว้างเพื่อขยายอิทธิพลของเราให้ถึงขีดสุด ท่ามกลางความผันผวนของโลกในขณะนี้ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น และสิ่งเดิมพันที่รออยู่เบื้องหน้า”
คาร์นีย์ ยังได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ทาง “เศรษฐกิจและกำลังทหาร”
“และเราจะไม่พึ่งพาเพียงแค่ ‘พลังแห่งคุณค่า’ ของเราอีกต่อไป แต่จะพึ่งพา ‘คุณค่าแห่งพลัง’ ของเราด้วย
เรากำลังสร้างความแข็งแกร่งนั้นจากภายในบ้านของเราเอง นับตั้งแต่รัฐบาลของผมเข้ารับตำแหน่ง เราได้ลดภาษีเงินได้ ภาษีกำไรจากส่วนต่างราคาหลักทรัพย์ และภาษีเพื่อการลงทุนในธุรกิจ เราขจัดอุปสรรคระดับสหพันธรัฐทั้งหมดที่ขัดขวางการค้าระหว่างรัฐภายในประเทศ เรากำลังเร่งรัดการลงทุนมูลค่าหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ในด้านพลังงาน, AI, แร่ธาตุสำคัญ, ระเบียงการค้าใหม่ และด้านอื่นๆ
เรากำลังเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศเป็นสองเท่าภายในสิ้นทศวรรษนี้ และเราทำในแนวทางที่ช่วยสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศของเราเองด้วย
“และเรากำลังเร่งกระจายความเสี่ยงไปยังต่างประเทศอย่างรวดเร็ว เราได้บรรลุข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมกับสหภาพยุโรป (EU) รวมถึงการเข้าร่วม SAFE ซึ่งเป็นข้อตกลงการจัดซื้อจัดจ้างด้านป้องกันประเทศของยุโรป เราได้ลงนามในข้อตกลงด้านการค้าและความมั่นคงอีก 12 ฉบับ ใน 4 ทวีป ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เราเพิ่งได้ข้อสรุปเกี่ยวกับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ใหม่กับจีนและกาตาร์ และขณะนี้ เรากำลังอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับอินเดีย, อาเซียน, ไทย, ฟิลิปปินส์ และกลุ่ม Mercosur“
คาร์นีย์ ได้นำเสนอแนวคิด “Variable Geometry” หรือการสร้างกลุ่มความร่วมมือเฉพาะประเด็นกับประเทศที่มีผลประโยชน์และคุณค่าร่วมกัน
“เรากำลังทำสิ่งที่แตกต่างออกไป เพื่อช่วยแก้ปัญหาระดับโลก เรากำลังดำเนินนโยบายแบบ ‘Variable Geometry หรือพูดอีกอย่างคือ การสร้างพันธมิตรที่แตกต่างกันไปตามแต่ละประเด็น โดยอิงจากคุณค่าและผลประโยชน์ร่วมกัน ตัวอย่างเช่น ในประเด็นยูเครน เราเป็นสมาชิกหลักของ Coalition of the Willing และเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนด้านการป้องกันและความมั่นคงรายใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบต่อหัวประชากร
ในเรื่องอธิปไตยเหนืออาร์กติก เรายืนหยัดเคียงข้างกรีนแลนด์และเดนมาร์กอย่างมั่นคง และสนับสนุนสิทธิอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาในการกำหนดอนาคตของกรีนแลนด์อย่างเต็มที่”
ความมุ่งมั่นของแคนาดาต่อมาตรา 5 ของนาโต (NATO’s Article 5) ยังคงแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลง จึงทำงานร่วมกับพันธมิตรในนาโต รวมถึงกลุ่มประเทศนอร์ดิกและบอลติก (Nordic Baltic Gate) เพื่อเสริมความมั่นคงให้กับปีกด้านเหนือและด้านตะวันตกของพันธมิตรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ผ่านการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ของแคนาดา ทั้งในระบบเรดาร์ตรวจการณ์ไกล (Over-the-horizon radar) เรือดำน้ำ เครื่องบิน และการวางกำลังทหารในพื้นที่ หรือที่เรียกว่า Boots on the ice
แคนาดาคัดค้านอย่างหนักต่อการใช้มาตรการภาษีที่เกี่ยวข้องกับกรีนแลนด์ และเรียกร้องให้มีการเจรจาอย่างจริงจังเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันด้านความมั่นคงและความมั่งคั่งในภูมิภาคอาร์กติก
ในด้านการค้าพหุภาคี แคนาดาเป็นแกนนำผลักดันความพยายามในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) กับสหภาพยุโรป ซึ่งจะก่อให้เกิดกลุ่มการค้าใหม่ที่มีประชากรรวมกว่า 1.5 พันล้านคน สำหรับแร่ธาตุสำคัญ แคนาดากำลังจัดตั้ง ‘กลุ่มผู้ซื้อ’ ที่มีประเทศในกลุ่ม G7 เป็นแกนหลัก เพื่อให้โลกสามารถกระจายความเสี่ยงออกจากการพึ่งพาสินค้าจากแหล่งผลิตที่กระจุกตัวอยู่เพียงแห่งเดียว
และในด้านปัญญาประดิษฐ์ แคนาดากำลังร่วมมือกับประเทศประชาธิปไตยที่มีแนวคิดเดียวกัน เพื่อให้มั่นใจว่า ในท้ายที่สุด เราจะไม่ถูกบีบบังคับให้ต้องเลือกระหว่าง‘มหาอำนาจ’ (Hegemons) หรือ ‘บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่’ (Hyper-scalers)“
“นี่ไม่ใช่ ‘พหุภาคีนิยมแบบไร้เดียงสา’ และไม่ใช่การฝากความหวังไว้กับสถาบันเดิมๆ ของพวกเขา แต่มันคือการสร้าง ‘กลุ่มพันธมิตรที่ใช้ได้จริง’ พิจารณาเป็นรายประเด็น ร่วมกับพันธมิตรที่มีจุดยืนร่วมกันมากพอที่จะลงมือทำบางอย่างไปด้วยกันได้
ในบางกรณี พันธมิตรเหล่านี้อาจหมายถึงเกือบทุกประเทศในโลก
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้คือการสร้าง ‘เครือข่ายความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น’ ที่ครอบคลุมทั้งด้านการค้า การลงทุน และวัฒนธรรม ซึ่งสามารถนำมาใช้รับมือกับความท้าทายและโอกาสต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ผมขอยืนยันว่า ประเทศมหาอำนาจระดับกลางต้องลงมือทำร่วมกัน เพราะ ‘ถ้าเราไม่อยู่ในกลุ่มที่มีอำนาจตัดสินใจ เราก็จะกลายเป็นเพียง “ตัวเลือก” (if we’re not at the table, we’re on the menu)
แต่ก็ขอยอมรับด้วยว่า ในตอนนี้เหล่ามหาอำนาจยังพอที่จะยืนหยัดด้วยตัวเองได้ เพราะพวกเขามีขนาดตลาดที่ใหญ่พอ มีแสนยานุภาพทางทหาร และมีอำนาจต่อรองที่จะกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ได้เอง แต่ประเทศอำนาจระดับกลางไม่มี
แต่เมื่อใดที่เราเจรจาแบบทวิภาคีกับผู้ทรงอำนาจเพียงลำพัง เรากำลังเจรจาจากจุดอ่อน เราทำได้เพียงรับในสิ่งที่เขาหยิบยื่นให้ เรากลายเป็นต้องมาแข่งขันกันเองเพื่อดูว่าใครจะยอมโอนอ่อนและเอาใจเขาได้มากกว่ากัน
นี่ไม่ใช่อธิปไตย แต่มันคือการ ‘แสร้ง’ ว่ามีอธิปไตย ทั้งที่ความจริงเรายอมสยบ ท่ามกลางโลกที่มหาอำนาจชิงดีชิงเด่นกัน ประเทศที่อยู่ตรงกลางมีทางเลือกสองทาง คือจะแข่งกันช่วงชิงความโปรดปราน หรือจะผนึกพลังกันเพื่อสร้าง ‘ทางที่สาม’ ที่มีพลังส่งผลกระทบต่อโลกได้จริง
เราไม่ควรปล่อยให้การผงาดขึ้นของอำนาจแข็งกร้าวทำให้เรามองไม่เห็นความจริงว่า พลังของความชอบธรรม ความซื่อตรง และกติกาจะยังคงแข็งแกร่งเสมอ หากเราเลือกที่จะใช้อำนาจเหล่านี้ร่วมกัน
การที่ประเทศมหาอำนาจระดับกลางจะ ‘ใช้ชีวิตอยู่บนความจริง’ นั้นหมายถึงอะไร?
อย่างแรก หมายถึงการเรียกสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง เลิกอ้างถึง ‘ระเบียบสากลที่อิงตามกฎกติกา’ ราวกับว่ายังทำงานได้ดีเหมือนโฆษณาชวนเชื่อ จงเรียกมันในสิ่งที่มันเป็นจริงๆ นั่นคือ ระบบที่มหาอำนาจกำลังแย่งชิงอำนาจกันอย่างเข้มข้น ที่ซึ่งผู้ทรงอำนาจที่สุดเดินหน้าทำตามผลประโยชน์ของตน และใช้การรวมตัวทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการข่มขู่“
การที่ประเทศมหาอำนาจระดับกลางจะ ‘ใช้ชีวิตอยู่บนความจริง’ นั้นหมายถึงอะไร?
อย่างแรก มันหมายถึงการเรียกสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง เลิกอ้างถึง ‘ระเบียบสากลที่อิงตามกฎกติกา’ ราวกับว่ามันยังทำงานได้ดีเหมือนโฆษณาชวนเชื่อ จงเรียกมันในสิ่งที่มันเป็นจริงๆ นั่นคือ ระบบที่มหาอำนาจกำลังแย่งชิงอำนาจกันอย่างเข้มข้น ซึ่งผู้ทรงอำนาจที่สุดเดินหน้าผลักดันผลประโยชน์ของตน และใช้การบูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือบีบบังคับ“
“มันหมายถึงการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งกับมิตรและคู่แข่ง เมื่อใดที่ประเทศมหาอำนาจระดับกลางออกมาวิจารณ์การข่มขู่ทางเศรษฐกิจจากขั้วอำนาจหนึ่ง แต่กลับนิ่งเงียบเมื่อมันมาจากอีกขั้วหนึ่ง เมื่อนั้นเราก็ไม่ต่างอะไรกับคนขายผักที่ยังวางป้ายลวงตาไว้ที่หน้าต่างร้าน
มันหมายถึงการลงมือสร้างในสิ่งที่เราอ้างว่าเชื่อถือ มากกว่าจะมัวแต่นั่งรอให้ระเบียบโลกเก่าหวนกลับคืนมา มันหมายถึงการสร้างสถาบันและข้อตกลงที่ใช้ได้จริงตามที่ระบุไว้ และมันหมายถึงการลดอำนาจต่อรองที่มหาอำนาจใช้ข่มขู่เรา ซึ่งนั่นก็คือการสร้างระบบเศรษฐกิจภายในประเทศที่แข็งแกร่ง และสิ่งนี้ควรเป็นภารกิจเร่งด่วนอันดับแรกของทุกรัฐบาล
และการกระจายความเสี่ยงในระดับนานาชาติ ไม่ใช่เพียงความรอบคอบทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่เป็นรากฐานเชิงรูปธรรมของนโยบายต่างประเทศที่ซื่อตรง เพราะประเทศต่าง ๆ จะมีความชอบธรรมในการยืนหยัดบนหลักการได้ ก็ต่อเมื่อสามารถลดความเปราะบางของตนต่อการตอบโต้หรือการแก้แค้นได้
“และนี่คือแคนาดา… แคนาดามีสิ่งที่โลกต้องการ เราเป็นมหาอำนาจด้านพลังงาน เราครอบครองแร่ธาตุสำคัญสำรองมหาศาล เรามีประชากรที่มีการศึกษาสูงที่สุดในโลก กองทุนบำเหน็จบำนาญของเราคือหนึ่งในกลุ่มนักลงทุนที่ใหญ่และเชี่ยวชาญที่สุดในโลก หรือพูดอีกอย่างคือ เรามีทั้งทุนและบุคลากร… เรายังมีรัฐบาลที่มีขีดความสามารถทางการคลังอย่างมากพอที่จะตัดสินใจและลงมือทำได้อย่างเด็ดขาด และเรามีคุณค่าในแบบที่หลายประเทศปรารถนาจะยึดถือ
แคนาดาเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างแท้จริง พื้นที่สาธารณะเต็มไปด้วยความเห็นที่หลากหลายและเป็นอิสระ ชาวแคนาดายังคงมุ่งมั่นต่อความยั่งยืน เราเป็นพันธมิตรที่มั่นคงและไว้วางใจได้ในโลกที่หาความแน่นอนไม่ได้… เป็นพันธมิตรที่สร้างและให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในระยะยาว
และเรามีสิ่งอื่นที่พิเศษกว่านั้น คือเรามีการตระหนักรู้ถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และความมุ่งมั่นที่จะลงมือทำตามนั้น เราเข้าใจว่า ‘ความแตกหัก’ นี้ต้องการมากกว่าแค่การปรับตัว มันต้องการความซื่อสัตย์ต่อโลกในแบบที่มันเป็นจริงๆ
เรากำลังดึงป้ายลวงตานั้นออกจากหน้าต่างร้าน เรารู้ดีว่าระเบียบเดิมจะไม่หวนกลับมา และเราไม่ควรคร่ำครวญถึงมัน ความโหยหาอดีตไม่ใช่ยุทธศาสตร์ แต่เรายังเชื่อว่า จากรอยแตกนี้ เราสามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า ดีกว่า แข็งแกร่งกว่า และเป็นธรรมกว่าเดิมได้ นี่คือภารกิจของประเทศอำนาจระดับกลาง ประเทศที่มีสิ่งจะสูญเสียมากที่สุดจากโลกที่เต็มไปด้วยป้อมปราการ และมีสิ่งจะได้มากที่สุดจากความร่วมมือที่แท้จริง
คาร์นีย์ ปิดท้ายด้วยการย้ำเตือนถึง “อำนาจ” ของประเทศมหาอำนาจระดับกลาง
ผู้ทรงอำนาจย่อมมีอำนาจของพวกเขา
แต่เราก็มีบางสิ่งเช่นกัน นั่นคือขีดความสามารถที่จะ ‘เลิกแสร้งทำ’ ความสามารถที่จะเรียกขานความจริงตามที่เป็น การสร้างความแข็งแกร่งจากภายในประเทศของเราเอง และการลงมือทำร่วมกัน
นี่คือเส้นทางของแคนาดา เราเลือกเส้นทางนี้อย่างเปิดเผยและมั่นใจ และนี่คือเส้นทางที่เปิดกว้างสำหรับทุกประเทศที่พร้อมจะก้าวไปด้วยกันกับเรา